10 ความเข้าใจผิดทางการเงิน ของคนไทยส่วนใหญ่ ไว้เช็กกับตัวเอง

10 ความเข้าใจผิดทางการเงิน ของคนไทยส่วนใหญ่ ไว้เช็กกับตัวเอง

1. ป่วย.. แล้วค่อยทำประกัน
เวลาทำประกันสุขภาพ บริษัทประกันจะตรวจสอบประวัติการรักษาพยาบาลของเรา
ถ้าหากเริ่มมีประวัติสุขภาพหรือตรวจพบโรคก่อนการทำประกัน ก็อาจถูกเพิ่มเบี้ย หรือยกเว้นความคุ้มครองโรคนั้น ไปจนถึงถูกปฏิเสธไม่รับทำประกันทันที
2. เกษียณก่อน.. แล้วค่อยวางแผน 
การมีเงินใช้ตอนเกษียณที่ดีนั้น ต้องอาศัยพลังของ “ระยะเวลา” เพื่อให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานได้เต็มที่
ถ้าเราเริ่มวางแผนตอนอายุยังน้อย เช่น ตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ แม้เงินที่ต้องเก็บต่อเดือนจะน้อยมาก
แต่ด้วยระยะเวลาที่เงินเก็บของเราทำงานนานถึง 25-30 ปี 
ทำให้เมื่อเกษียณแล้ว ผลตอบแทนที่ได้จะมหาศาล
ในทางกลับกัน ถ้ารอจนใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้ว ข้อได้เปรียบเรื่องเวลาจะหายไปทันที ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนเงินแทน ซึ่งปัญหาคือ พอถึงช่วงนี้หลายคนก็อาจไม่มีรายได้แล้ว
3. ใช้เงินก่อน.. แล้วค่อยเก็บออม
หลายคนชอบคิดว่า การออมคือเงินที่เหลือจากการใช้จ่าย
แต่ถ้าไม่มีการกำหนดงบ เงินที่เหลืออาจเป็นศูนย์ทุกเดือน
จริง ๆ เราควรออมก่อนใช้ โดยอาจแบ่งตามสัดส่วนที่ไหว เช่น 10% ของเงินเดือน โดยที่สามารถปรับตามความจำเป็นได้ ซึ่งถ้าเงินเดือนสูงขึ้น เงินออมก็จะมากขึ้นตาม
4. เก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์.. คล่องตัวสุด
แม้เงินฝากออมทรัพย์จะแทบไม่มีความเสี่ยง แต่จริง ๆ แล้วกลับมีความเสี่ยงที่มองไม่เห็นแฝงอยู่ ก็คือเงินเฟ้อ
ถ้าเงินฝากของเราได้ดอกเบี้ย 1% ต่อปี แต่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3% ต่อปี นั่นหมายความว่าอำนาจซื้อของเรากำลังลดลง
เงินฝากออมทรัพย์ จึงเหมาะสำหรับการเก็บเงินระยะสั้นและเงินสำรองฉุกเฉิน ขณะที่เงินก้อนอื่น ๆ ควรถูกนำไปลงทุน ตามความเสี่ยงที่เรารับได้แทน
5. หนี้หมด.. แล้วค่อยเริ่มออมหรือลงทุน
หนี้ที่ควรรีบปิดให้เร็วที่สุด คือบรรดาหนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสุดโหด แล้วค่อยคิดเรื่องออมหรือลงทุน
ขณะที่หนี้บางประเภท เช่น หนี้บ้านที่อาจมีระยะเวลาผ่อนนานถึง 30 ปี หากรอให้หนี้หมดก่อน อาจทำให้เราพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการลงทุนไป
ทางที่ดีคือ การวางแผนโดยการสำรองเงินฉุกเฉินไว้ และบริหารหนี้ผ่านการ Refinance เพื่อลดดอกเบี้ย หลังจากนั้น ให้ผ่อนชำระหนี้ควบคู่ไปกับการออมหรือลงทุน
6. การลงทุนที่ดี.. ต้องได้ผลตอบแทนสูง พร้อมการันตีเงินต้น
ใคร ๆ ก็อยากลงทุนได้ผลตอบแทนสูง โดยไม่มีความเสี่ยง
แต่ในโลกการเงิน ถ้ามีใครมาบอกว่าเขาสามารถให้ผลตอบแทนได้สูง พร้อมการันตีเงินต้น เป็นเรื่องที่ต้องระวัง
โดยเฉพาะข้อเสนอที่อ้างว่าได้กำไรแน่นอนทุกเดือน ใช้คนดังมารับรอง หรือเร่งรีบให้โอนเงินผิดปกติ ให้พึงระลึกไว้ก่อนเลยว่า นั่นอาจเป็นการหลอกลวง
7. ใช้บัตรเครดิตต้องจ่ายดอกเบี้ย.. ให้ใช้เงินสดดีกว่า
การใช้เงินสด 100% ทำให้เราเสียประโยชน์ที่จะได้จากบัตรเครดิต เช่น คะแนนสะสม เงินคืน หรือโปรโมชันต่าง ๆ เช่น การผ่อน 0%
อีกทั้งเรายังต้องควักเงินสดจ่ายทันทีที่ซื้อของ แทนที่จะจ่ายช้าออกไปราว 45-55 วัน หากใช้บัตรเครดิต
นอกจากนี้ บัตรเครดิตยังช่วยสร้างประวัติเครดิตบูโรเพื่อที่เราจะได้สามารถขอสินเชื่ออื่น ๆ เช่น กู้ซื้อบ้าน กู้ทำธุรกิจในอนาคต
ส่วนเรื่องของดอกเบี้ย จริง ๆ แล้วปัญหาอยู่ที่วินัยของเราเอง ถ้าเราจ่ายตรงเวลา ก็จะไม่มีดอกเบี้ยให้ต้องกังวล
8. จ่ายบัตรเครดิต.. จ่ายแค่ขั้นต่ำก็ได้
การจ่ายขั้นต่ำตามที่กำหนด แม้จะช่วยไม่ให้ผิดนัด
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เสียดอกเบี้ย โดยหนี้ส่วนที่เหลือจะถูกนำมาคิดดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ
เราจึงควรใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวกและสิทธิประโยชน์ โดยพยายามจ่ายเต็มจำนวน และตรงเวลา
9. ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ดีกว่าเช่า.. เพราะอย่างไรก็ได้เป็นเจ้าของ
หลายคนเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม เพราะคิดว่าจะได้มีอสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเอง
แต่จริง ๆ แล้ว การเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ อาจมีค่าใช้จ่ายที่หลายคนไม่ทันคิดตามมา เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าส่วนกลาง ภาษี ค่าประกัน ไปจนถึงค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย (หากเป็นการกู้เงิน)
นอกจากนี้ ยังทำให้ชีวิตเราไม่ยืดหยุ่นเท่าที่ควร หากจำเป็นต้องเปลี่ยนที่อยู่กะทันหัน ก็อาจต้องขายขาดทุน
เราจึงควรประเมินให้ถี่ถ้วนถึงความคุ้มค่าระหว่างการซื้อและการเช่าให้ดี ก่อนตัดสินใจ 
10. มีลูกไว้.. แก่ตัวจะได้ไม่ลำบาก
ต้องยอมรับว่า คนไทยจำนวนไม่น้อย มองลูกเป็นแผนเกษียณของตัวเอง นำมาซึ่งปัญหาในหลาย ๆ ครอบครัว
โดยเฉพาะในปัจจุบัน เศรษฐกิจที่แย่และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเอาตัวรอดได้ลำบาก
การผลักภาระในวัยเกษียณไปให้ลูกหลาน นอกจากจะเป็นการสร้างภาระให้คนอื่นแล้ว ยังเป็นการสร้างความเสี่ยงให้ชีวิตตัวเอง หากลูกหลานไม่สามารถเลี้ยงดูได้
ทั้ง 10 ข้อนี้ เป็นเพียงตัวอย่างความเข้าใจผิดทางการเงิน ที่คนไทยจำนวนไม่น้อย ยังคงเชื่อและทำตามกันมาโดยไม่รู้ตัว
ซึ่งถ้าหากใครอยากเริ่มเปลี่ยนวิถีทางการเงินของตัวเอง ก็อาจเริ่มจากการนำทั้ง 10 ข้อนี้ ไปเป็นเช็กลิสต์สำรวจตัวเองก่อนได้
ไม่แน่ว่าเราอาจเจอจุดติดกับดัก ที่ถ้าแก้ไขได้เร็ว
ก็อาจช่วยให้เรามีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น จนถึงอาจเกษียณได้อย่างสบายใจ
สุดท้ายแล้ว ต้องบอกว่าความมั่งคั่งไม่ได้ขึ้นอยู่แค่เพียงว่าเราหาเงินได้มากแค่ไหน
ทว่าอยู่ที่ เราเข้าใจกลไกของเงิน และไม่ตกหลุมพรางทางการเงินที่ตัวเองสร้างขึ้นมาหรือเปล่า..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon