
Wyclef Jean นักบุญมูลนิธิ ผู้มีภาพลักษณ์ดี สู่คดีอื้อฉาว ทุจริตเงินบริจาค จากวิกฤตแผ่นดินไหว
“อย่าหลงเชื่อคนดัง ที่ดูมีเสน่ห์และภาพลักษณ์ดี”
คำนี้ใช้ได้กับเหตุการณ์คนดัง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ แล้วมีข่าวอื้อฉาว
อย่างเรื่องราวของ ฌอง วายเคลฟ หรือ Wyclef Jean ศิลปินฮิปฮอประดับโลกเชื้อสายเฮติ ผู้ที่เคยเป็นฮีโร่ของชาติ ซึ่งมีภาพลักษณ์ของการทำงานเพื่อสังคมมาตลอด
โดยเขาได้ก่อตั้งมูลนิธิ Yéle Haiti เพื่อช่วยเหลือเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเฮติ แต่ในภายหลัง เงินบริจาคในบัญชีมูลนิธิของเขาจำนวนมาก ถูกนำไปจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว และใช้ชีวิตหรูหรา
แล้วเรื่องราวของฌอง วายเคลฟ นั้นเป็นอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ฌอง วายเคลฟ เกิดในปี 1969 ในชุมชนแออัดแถบชานเมืองปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของประเทศเฮติ ประเทศที่ขึ้นชื่อว่ายากจนและมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ในวัยเพียง 9 ขวบ ฌองและครอบครัว ได้อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากใหม่ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ซึ่งเขาก็ได้ค้นพบว่า ตัวเขามีพรสวรรค์ในด้านดนตรีมาตั้งแต่เด็ก จากการที่เขาได้ฟังซึมซับเสียงดนตรี ที่บรรเลงในโบสถ์
ฌอง ได้รวมตัวกับเพื่อน ๆ เพื่อก่อตั้งวงดนตรีชื่อ The Fugees ซึ่งย่อมาจากคำว่า Refugees ที่แปลว่า "ผู้ลี้ภัย" เพื่อสะท้อนรากเหง้าของเขา ที่เป็นผู้ลี้ภัยจากประเทศเฮติ
โดยจุดที่เขาเริ่มประสบความสำเร็จ คือในปี 1996 เมื่ออัลบั้มฮิตอย่าง The Score สามารถทำยอดขายได้ 22 ล้านตลับทั่วโลก นั่นจึงทำให้เขา กลายเป็นหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ด้านเพลงฮิปฮอป ในช่วงยุค 90s
เมื่อแยกตัวออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว ชีวิตของฌองก็ยิ่งพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด
เพราะสิ่งที่ทำให้เขา ต่างจากแร็ปเปอร์คนอื่นในยุคนั้น ก็คือเขาไม่เคยโอ้อวดเงินทอง หรือใช้ชีวิตหรูหรา
แต่เขาเลือกใช้ “ความติดดิน” และจิตวิญญาณของความเป็นชาวเฮติ เป็นจุดขาย
ซึ่งสิ่งนี้เอง ก็ทำให้เขาสามารถครองใจคนทั้งโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในโซนแคริบเบียน อย่าง เฮติ สาธารณรัฐโดมินิกัน ปานามา หรือเม็กซิโก
จากชื่อเสียง และภาพลักษณ์ที่ดีมาก ๆ ของเขา จึงทำให้ในปี 2005 ฌอง ตัดสินใจก่อตั้งองค์กรทำความดี ในรูปแบบมูลนิธิชื่อ Yéle Haiti ขึ้นมา
โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเงินทุนไปสร้างโรงเรียน แจกจ่ายอาหาร และมอบทุนการศึกษาให้เด็กยากไร้ในเฮติ
นั่นจึงทำให้ภาพลักษณ์ของเขา กลายเป็นฮีโร่ผู้กอบกู้ และเป็นเหมือนแสงสว่างที่คนในชาติต้องพึ่งพิง..
หลังจากมูลนิธิของเขา ได้ก่อตั้งขึ้นมาแล้ว 5 ปี
ประเทศเฮติ ก็ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้น ที่ชานเมืองปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติในปี 2010 ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 200,000 คน แถมบ้านเรือนเกือบทุกหลังพังราบเป็นหน้ากลอง
ยิ่งตอกย้ำให้เฮติ ซึ่งเป็นประเทศที่ยากจนอยู่แล้ว ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายลงไปอีก
แต่ก็ไม่เป็นไร.. เพราะเฮติ มีองค์กรทำความดีอย่างมูลนิธิ Yéle Haiti ของศิลปินฮิปฮอปชื่อดัง มารับหน้าที่เป็นอัศวินขี่ม้าขาว
โดยหลังจากที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ฌอง ก็ได้บินตรงจากสหรัฐอเมริกา กลับมายังบ้านเกิดที่ประเทศเฮติทันที ด้วยเสื้อยืดธรรมดา ๆ
พร้อมกับใช้ชื่อเสียง และมูลนิธิของเขา ออกสื่อกระแสหลักเพื่อเปิดรับบริจาค ด้วยแคมเปญง่าย ๆ
คือการระดมทุนผ่านระบบ SMS เพียงแค่พิมพ์คำว่า Yele ส่งไปที่หมายเลขบริจาค เงิน 5 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 170 บาท จะถูกหักเข้ามูลนิธิโดยทันที
เพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังจากที่เขาได้เปิดแคมเปญบริจาค มูลนิธิ Yéle Haiti ได้กวาดเงินบริจาคไปได้มากกว่า 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยสูงกว่า 530 ล้านบาท
โดยในเวลานั้น ฌอง วายเคลฟ ได้รับการยกย่องว่าเป็นฮีโร่ที่คอยช่วยเหลือประเทศ
เมื่อโปรไฟล์ดีขนาดนี้ ก็ทำให้ฌองในวัย 40 ปี ประกาศตัวว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีของประเทศเฮติ
ซึ่งการที่ฌอง ได้สมัครลงตำแหน่งประธานาธิบดี ก็ควรจะเป็นช่วงชีวิตที่เขาได้อยู่บนจุดสูงสุด
แต่การที่เขา เข้าสู่ Spotlight ทางการเมือง กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาเชือดเฉือนตัวเขาเอง
เพราะเมื่อเขา คิดจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ ทุกสายตาของสื่อมวลชน และหน่วยงานตรวจสอบ จึงเริ่มหันมาจับจ้องที่ตัวเขา รวมถึงการทำงานของเขาในมูลนิธิ Yéle Haiti ด้วย
และสิ่งที่เขาได้ซ่อนอยู่ใต้พรม ก็ถูกเปิดเผยออกมา
เพราะจากการสืบสวนของหน่วยงานในสหรัฐอเมริกา รวมถึงสำนักข่าวชื่อดังอย่าง The New York Times และ The Smoking Gun
ได้เปิดโปงเอกสารแบบแสดงรายการภาษี หรือ Form 990 ของมูลนิธิ และพบความผิดปกติทางการเงิน
โดยตรวจพบความผิดปกติที่ว่า เงินบริจาคกว่า 530 ล้านบาท ที่คนทั่วโลกตั้งใจส่งไปช่วยชีวิตผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว กลับถูกนำไปใช้ในโครงการบรรเทาทุกข์จริง ๆ เพียงแค่เศษเสี้ยว
เพราะเงินบริจาคโดยส่วนใหญ่ ได้ไหลเข้ากระเป๋าตัวเอง รวมถึงเครือญาติและคนใกล้ชิด
โดยเงินบริจาค ก็ถูกนำไปใช้จ่ายทั้ง
- การจ่ายเงินเข้าธุรกิจของตัวเอง อย่างค่าจ้างงานแสดงดนตรี ให้กับวงดนตรีของฌองในงานการกุศล
- ตรวจพบการนำเงินบริจาคหลายล้านบาท เพื่อจ่ายเป็นค่าเช่าอาคารสำนักงาน และค่าเช่าสตูดิโอ ซึ่งเจ้าของอาคารเหล่านั้น ก็คือตัวฌองและคนในครอบครัว
- มีการตั้งงบจ่ายเงินเดือน ค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าที่ปรึกษาให้กับคนในครอบครัว รวมถึงผู้บริหารและกรรมการของมูลนิธิด้วยตัวเลขที่สูงลิ่ว ซึ่งขัดแย้งกับชีวิตความเป็นอยู่ ของผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวชาวเฮติ ผู้ที่ควรจะได้รับเงินบริจาค แต่กลับไม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเลย
- นอกจากนี้ ก็ยังตรวจพบบิลค่าใช้จ่ายส่วนตัวสุดหรู ไม่ว่าจะเป็น ตั๋วเครื่องบินชั้น First Class การเข้าพักโรงแรมหรู 5 ดาว และแอบนำเงินไปซื้อของแบรนด์เนม
ซึ่งสิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือ ในขณะที่ภาพข่าวออกอากาศไปทั่วโลก ว่ามูลนิธิกำลังสร้างค่ายพักพิงชั่วคราว และส่งหน่วยแพทย์ลงพื้นที่
แต่จากการตรวจสอบหน้างานจริง ถูกค้นพบว่า ค่ายผู้ลี้ภัยหลายแห่งที่อ้างว่าได้รับการสนับสนุนจาก Yéle Haiti นั้น กลับไม่เคยได้รับเต็นท์ ยารักษาโรค หรืออาหารตามที่โฆษณาไว้เลย
ซึ่งชาวบ้านนับแสนคน ยังคงต้องนอนตากแดดตากฝนอยู่บนซากปรักหักพัง ท่ามกลางอหิวาตกโรคที่กำลังระบาดหนักในเวลานั้น
คลื่นความศรัทธาที่เคยพาเขาสู่จุดสูงสุด เปลี่ยนเป็นคลื่นความโกรธแค้นในชั่วพริบตา..
แถมคณะกรรมการการเลือกตั้งของเฮติ ยังได้ตัดสิทธิ์ฌอง วายเคลฟ จากการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี
ด้วยเหตุผลเรื่องคุณสมบัติการอยู่อาศัยในประเทศ ตามมาด้วยแรงกดดันทางสังคมที่ถาโถมใส่
หลังจากความอื้อฉาวของมูลนิธิ Yéle Haiti ภาพลักษณ์ของ ฌอง วายเคลฟ จากคนที่เคยถูกยกย่องว่าเป็น “พระเจ้าผู้มาโปรด” ของชาวเฮติ กลายมาเป็นนักบุญจอมปลอม ที่หากินบนความเดือดร้อนของเพื่อนร่วมชาติ
และมูลนิธิของเขา ก็ต้องปิดฉากและยุติการดำเนินงานลงอย่างเป็นทางการในปี 2012
แต่ถึงแม้ว่ามูลนิธิของเขาจะปิดตัวลง แต่ตัวเขาเองกลับใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย ให้สามารถรอดพ้นจากคดีนี้ได้
โดยตลอดการถูกสอบสวนและฟ้องร้อง
ฌอง วายเคลฟ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเงินเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างสิ้นเชิง
และอ้างว่า มูลนิธิมีความบกพร่องและผิดพลาดในด้านการบริหารจัดการและการทำบัญชีจริง แต่ไม่ได้มีเจตนาโกงเงินบริจาคแต่อย่างใด
และเนื่องจากการตรวจสอบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งกฎหมายมักมองความผิดปกติขององค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นเรื่องของ การบริหารจัดการที่ล้มเหลว และผลประโยชน์ทับซ้อน มากกว่าจะเป็นการฉ้อโกงประชาชนในเชิงคดีอาญา
การจะเอาผิดทางอาญาจนถึงขั้นจำคุก อัยการจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า เขามีเจตนาโกงมาตั้งแต่ต้น
แต่ด้วยความที่มูลนิธิได้นำเงินไปแจกอาหารและช่วยเหลือผู้คนจริง ๆ อยู่บ้างในบางส่วน ทนายความจึงสามารถอ้างได้ว่า นี่เป็นเพียงความไร้เดียงสาของศิลปินที่ขาดทักษะด้านการบริหารบัญชี
บวกกับการที่มูลนิธิมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” แยกต่างหากจากตัวบุคคล เมื่อมูลนิธิติดหนี้และถูกฟ้องร้อง ตัวองค์กรจึงเลือกวิธีชิงปิดตัวลงก่อนในปี 2012 เพื่อยุติปัญหาทางแพ่ง
ขณะที่ประเทศเฮติบ้านเกิดของเขาในเวลานั้น ระบบราชการและกระบวนการยุติธรรมได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงจากภัยพิบัติ จนไม่มีศักยภาพพอที่จะข้ามพรมแดนมาเอาผิดใครได้เลย
ซึ่งความโชคดีในแง่กฎหมาย ก็ทำให้ฌอง วายเคลฟ รอดคุกมาได้อย่างหวุดหวิด
โดยเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา และหันหลังให้กับบทบาทนักเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างถาวร
ปัจจุบันเขายังคงรับงานโปรดิวเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลัง ทำเพลงให้กับศิลปินรุ่นใหม่ รวมถึงมีธุรกิจถือครองลิขสิทธิ์เพลง และขึ้นแสดงคอนเสิร์ตตามเทศกาลดนตรีต่าง ๆ ในโอกาสพิเศษ
เรื่องราวของ ฌอง วายเคลฟ จึงเป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนความจริงอันโหดร้ายว่า บ่อยครั้ง เสน่ห์ คำพูดที่กินใจ และภาพลักษณ์ติดดิน ก็เป็นเพียงหน้ากากที่ถูกสวมไว้เพื่อสร้างมูลค่าทางสังคม
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกของการทำความดี
อาจไม่ใช่คนที่ไม่เคยคิดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือใคร
แต่คือคนที่กล้าใช้คราบน้ำตา และความสิ้นหวังของเพื่อนร่วมชาติ
มาเป็นบันไดสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง ในที่สุด..