เมื่อสาหร่าย ไม่กรอบอีกต่อไป

เมื่อสาหร่าย ไม่กรอบอีกต่อไป

21 ก.พ. 2019
เมื่อสาหร่าย ไม่กรอบอีกต่อไป / โดย ลงทุนแมน
“เถ้าแก่น้อย ยังขายดีอยู่หรือไม่”
คงไม่มีใคร ไม่รู้จักขนมสาหร่ายทอดกรอบที่มี่ชื่อว่า “เถ้าแก่น้อย”
เถ้าแก่น้อยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทมูลค่าหมื่นล้านบาทในตลาดหลักทรัพย์ ภายในเวลาเพียงแค่ 11 ปี
เมื่อปี 2016 หุ้นของบริษัทเถ้าแก่น้อยเคยทำจุดสูงสุดที่ราคา 29.50 บาท
แล้วค่อยๆ ปรับตัวลดลงตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจนเหลือเพียงแค่ 9.95 บาทในวันนี้
คิดเป็นการตกลงมากถึง 66%
และล่าสุดบริษัทได้ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2561 ออกมา
ด้วยตัวเลขที่ดูแย่กว่าที่นักลงทุนคาด ทำให้หุ้นของบริษัทเถ้าแก่น้อย (TKN) ได้ปรับตัวลดลงอีกกว่า 10% ภายในวันเดียว
เกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจสาหร่ายเถ้าแก่น้อย?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก่อนที่จะพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เราคงจะต้องย้อนกลับไปดูก่อนว่า
ทำไมเถ้าแก่น้อยถึงมียอดขายที่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว?
จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากสุดในโลก
มีจำนวนกว่า 1,400 ล้านคน และคิดเป็นเกือบ 20% ของประชากรทั้งโลก
หมายความว่า ถ้าสามารถทำสินค้าให้เป็นที่ได้รับความนิยมของคนจีน
โอกาสในการขายสินค้าของเราก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เอง ทางบริษัทเถ้าแก่น้อยได้เริ่มขยายกิจการไปยังประเทศจีน
ซึ่งผลปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
จนทำให้ในขณะนี้ สัดส่วนยอดขายทั้งหมดของบริษัทเกือบ 40% มาจากการส่งออกไปยังประเทศจีน
และแน่นอนว่าส่วนนี้ไม่ได้รวมถึงคนจีนที่มาเที่ยวประเทศไทยแล้วซื้อกลับไปเป็นของฝากอีกด้วย
แปลว่าตอนนี้ธุรกิจสาหร่ายของเถ้าแก่น้อยกำลังพึ่งพาคนจีนเป็นอย่างมากนั่นเอง
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเถ้าแก่น้อยในปีที่ผ่านมา?
ถ้าเรามาดูผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของบริษัทเถ้าแก่น้อย
รายได้ 1,462.7 ล้านบาท
ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 4.1%
กำไรสุทธิ 24.7 ล้านบาท
ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 82.6%
เราจะเห็นว่ารายได้ของบริษัทลดลงเล็กน้อย แต่กำไรกลับหดตัวอย่างรุนแรง
บริษัทได้ชี้แจงว่า รายได้ที่ลดลงในครั้งนี้เป็นผลกระทบมาจากการท่องเที่ยวในประเทศไทยที่หดตัวลง และเถ้าแก่น้อยเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในรูปแบบของฝากในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน
อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาในครั้งนี้ก็คือ
การมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ช่วงที่ผ่านมา สำหรับการขายในประเทศจีน
ทางบริษัทเถ้าแก่น้อยได้มอบหมายให้ตัวแทนจัดจำหน่าย 2 รายเป็นผู้ดูแลเพื่อขยายตลาดในประเทศจีนได้อย่างรวดเร็ว
แต่เหตุไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา บริษัทมีปัญหากับตัวแทนจัดจำหน่าย จนทำให้ต้องมีการเปลี่ยนตัวแทนจัดจำหน่าย พร้อมกับมีค่าใช้จ่ายพิเศษที่ต้องเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สินค้าใหม่
นอกจากนั้น ทางบริษัทเองก็ได้ตัดสินใจเปิดสำนักงานที่เซี่ยงไฮ้รองรับการขยายตัวในจีน และมีการออกงานในประเทศต่างๆ เพื่อโปรโมตสินค้าอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ทำให้ ค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหารของบริษัทเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วถึง 50% และส่งผลให้กำไรหดตัวลง
เรื่องนี้จึงเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า
ค่าใช้จ่ายของบริษัทที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสนี้จะเป็นเพียงชั่วคราว
และรายได้ของบริษัทในไตรมาสถัดไปจะกลับมาเติบโตขึ้นได้อีกหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าความมั่นใจของนักลงทุนจะไม่รอให้ถึงไตรมาสถัดไป
ราคาหุ้นของ TKN จึงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงหลังประกาศในวันนี้
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน
ใครๆ ก็คงมองว่าธุรกิจสาหร่ายเถ้าแก่น้อยเติบโตดีในกลุ่มนักท่องเที่ยว และน่าลงทุน
พอมาตอนนี้
มุมมองนั้นอาจแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
ราวกับว่าธุรกิจสาหร่าย ไม่กรอบเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
หลังจากที่หุ้นเถ้าแก่น้อยตกลงมามาก
เดิมบริษัทนี้เคยมีมูลค่าสูงสุดอยู่ที่ 40,710 ล้านบาท
ตอนนี้บริษัทมีมูลค่าเหลือ 13,731 ล้านบาท
หรือคิดเป็นมูลค่าที่หายไปมากถึง 26,979 ล้านบาท
ปี 2561 เถ้าแก่น้อยมีกำไร 459.2 ล้านบาท
มูลค่าบริษัทในตอนนี้จะเท่ากับ กำไรที่ทำได้รวมกัน 30 ปี
และสำหรับคนที่ซื้อหุ้นเถ้าแก่น้อยตอนจุดสูงสุด
แปลว่าเขาเคยให้มูลค่าบริษัท เท่ากับกำไรรวมกัน 89 ปี..
"Expectation is the root of all heartache"
ความคาดหวังเป็นจุดเริ่มต้นของความปวดใจ
© 2022 Longtunman. All rights reserved.