ผู้สนับสนุน.. อนาคตของ GULF บริษัทพลังงาน รายใหญ่ของไทย

ผู้สนับสนุน.. อนาคตของ GULF บริษัทพลังงาน รายใหญ่ของไทย

24 ก.ค. 2019
ผู้สนับสนุน..
อนาคตของ GULF บริษัทพลังงาน รายใหญ่ของไทย / โดย ลงทุนแมน
ถ้าพูดถึงกัลฟ์ บางคนอาจไม่คุ้นเคยสักเท่าไร
แต่รู้หรือไม่ว่า ธุรกิจของกัลฟ์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราทุกคนตลอดเวลา
GULF เป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร
เรื่องนี้เป็นอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
GULF เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายพลังงานรายใหญ่ของประเทศไทย
ซึ่งสินค้าหลักของ GULF ในปัจจุบันก็คือ ไฟฟ้า นั่นเอง
เรื่องราวของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เริ่มขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้วโดยคุณสารัชถ์ รัตนาวะดี
โดยเป็นบริษัท Holding Company ที่ถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำเย็น และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งในบทความนี้จะพูดถึงธุรกิจไฟฟ้าเป็นหลัก โดยธุรกิจพลังงานไฟฟ้าของ GULF สามารถแบ่งตามประเภทโครงการของโรงไฟฟ้าได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
กลุ่มที่ 1 โรงไฟฟ้าที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือ IPP ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่ง ที่สระบุรี และอยุธยา และมีที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 2 แห่ง ที่ชลบุรีและระยอง
กลุ่มที่ 2 โคเจนเนอเรชัน หรือ SPP เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 19 โครงการ
กลุ่มที่ 3 พลังงานหมุนเวียน มีจำนวน 9 โครงการ ซึ่งโรงไฟฟ้าประเภทนี้ มีอยู่ทั้งในไทยและในต่างประเทศ โดยโครงการที่เปิดดำเนินการในไทยแล้วนั้น เป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาจำนวน 4 โครงการ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลที่กำลังก่อสร้างที่จังหวัดสงขลา และยังได้เข้าไปลงทุนผลิตพลังงานไฟฟ้าในต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่ประเทศเวียดนามโดยเป็นโครงการพลังแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่ง ณ จังหวัดเต็ยนินห์ มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 68.8 เมกะวัตต์ และ 50 เมกะวัตต์ตามลำดับ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 2 แห่ง
กลุ่มที่ 4 โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบ Captive จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้า DIPWP ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ Duqm ในประเทศโอมาน
สำหรับธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ได้ลงรายละเอียด ก็จะมีธุรกิจอย่าง การจัดจําหน่ายก๊าซธรรมชาติทางท่อ และ การให้บริการบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้า เป็นต้น
เราจะเห็นว่าธุรกิจของ GULF มีความหลากหลายและเกี่ยวข้องกับหลายส่วน ตั้งแต่ระดับของธุรกิจภาคนิคมอุตสาหกรรมไปจนถึงสังคมและครอบครัว
แสดงว่า ถ้า GULF จะสามารถเติบโตขึ้นไปได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนเติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กัน
ความเกี่ยวข้องนี้เอง ทำให้การดำเนินธุรกิจของ GULF ก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับภาคส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องธุรกิจด้วย ซึ่งอาจแตกต่างจากหลายบริษัทที่อาจจะโฟกัสเฉพาะเรื่องการขยายกิจการของตัวเองเป็นหลัก
โดย GULF มีโครงการต่างๆ ภายใต้โปรเจกต์ที่ชื่อว่า HELPS ซึ่งมาจากแนวคิดในการสร้างประโยชน์ให้สังคมใน 5 ด้าน คือ Health, Enterprise, Learning, Planet และ Sponsorship
ยกตัวอย่างเช่น
การจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ
โครงการแปลงนาสาธิต เพื่อสนับสนุนการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้แก่เกษตรกร และชุมชน
โครงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม ร่วมกับมหาวิทยาลัย University of Southern California (USC) ให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทเข้าศึกษาดูงานและฝึกงานในประเทศไทย
โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในชุมชนรอบๆ โรงไฟฟ้าทุกแห่ง
และการสนับสนุนด้านการกีฬา โดยเฉพาะด้านฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นสปอนเซอร์หลักในฟุตบอลโลก 2018 การจัดฟุตบอลคลินิกเยาวชนร่วมกับทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รวมถึงการเฟ้นหาเยาวชนไปฝึกฝนกับสโมสรใหญ่ระดับโลกอย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ในปีนี้
หากอยากอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการเพื่อสังคมของ GULF สามารถเข้าไปอ่านต่อได้ที่เว็บไซต์ gulf.co.th
แล้วการเติบโตทางธุรกิจของ GULF เป็นอย่างไร?
ในปี 2561 รายได้รวมจากการดำเนินธุรกิจ อยู่ที่ 20,094.5 ล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 135.6% จากปีก่อนหน้า
โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. และ กฟภ. 12,684.6 ล้านบาท
รายได้จากการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม 3,661.1 ล้านบาท
รายได้จากการขายไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม 535.4 ล้านบาท
รายได้ค่าบริหารจัดการ 300 ล้านบาท
รายได้อื่นๆ อีก 2,913.4 ล้านบาท
ในส่วนของกำไร
กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 3,028.1 ล้านบาท ลดลง 12.3%
แต่ถ้าคิดที่กำไรสุทธิก่อนผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 2,826.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 81.3%
หากวิเคราะห์การเติบโตของ GULF ปัจจัยหลักมาจาก รายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 4,350.4 ล้านบาทในปี 2560 เป็น 17,181.1 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 294.9%
ซึ่งเกิดจากการรับรู้รายได้ของโรงไฟฟ้าในไทยที่ทยอยเปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นในช่วงตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา
ส่วนในอนาคต ยังมีโรงไฟฟ้าอีกหลายโครงการทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยบางแห่งอยู่ในขั้นตอนดำเนินการก่อสร้าง หากก่อสร้างแล้วเสร็จ กำลังการผลิตทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 11,910 เมกะวัตต์
และเมื่อเดือนกันยายน 2561 คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ก็ได้ลงนามสัญญาร่วมทุนกับกลุ่มบริษัทโอมานออยล์ เอส.เอ.โอ.ซี (โอโอซี) สำหรับการเปิดโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาด 326 เมกะวัตต์ในประเทศโอมาน
คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ลงนามร่วมทุนกับ Mr. Isam Al Zadjali (CEO – Oman Oil Company S.A.O.C)
แสดงว่าการเติบโตของ GULF จะไม่ใช่แค่การผลิตและจัดจำหน่ายไฟฟ้าในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะได้บุกเข้าไปลงทุนใน CLMV และตะวันออกกลางแล้ว
ด้วยศักยภาพที่แข็งแกร่งของ GULF ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้ GULF ได้รับ รางวัล Best Deal of The Year 2018 สำหรับธุรกรรมทางการเงินที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ดังนั้น โครงการต่อไปของ GULF จะเป็นการลงทุนในรูปแบบไหน และ GULF จะกลายหนึ่งในบริษัทพลังงานของไทยที่สามารถก้าวไปสู่ระดับโลกได้อย่างไร เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และต้องติดตามกันในอนาคต..
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.