
สรุปเรื่อง 800VDC ระบบจ่ายไฟแบบใหม่ ที่ NVIDIA บอกว่าคือ อนาคตของ Data Center
สรุปเรื่อง 800VDC ระบบจ่ายไฟแบบใหม่ ที่ NVIDIA บอกว่าคือ อนาคตของ Data Center /โดย ลงทุนแมน
ระบบไฟฟ้าใน Data Center ปัจจุบัน กำลังจะเอาไม่อยู่ เพราะไม่ได้ถูกปรับแต่งมาเพื่อรองรับ AI เลยแม้แต่น้อย
เพราะตู้แร็กของ AI ในอนาคต อาจกินไฟในระดับที่สูงถึง 1 เมกะวัตต์ ซึ่งมากพอ ๆ กับการใช้ไฟของบ้านเรือนทั่วไปถึง 1,000 หลัง
ปริมาณไฟฟ้ามหาศาลนี้ ทำให้ระบบส่งจ่ายไฟฟ้าแบบเดิมที่เราใช้กัน เริ่มรับไม่ไหว
ทำให้บริษัททำชิปที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอย่าง NVIDIA ได้เข้ามาจุดเชื้อไฟ ด้วยการประกาศรายชื่อพาร์ตเนอร์ 14 บริษัท เพื่อรองรับสถาปัตยกรรมใหม่ในอนาคตของโลก AI ที่เรียกว่า 800VDC
800VDC มันคืออะไร ?
ทำไม NVIDIA ถึงบอกว่านี่คือ อนาคตของ Data Center ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ทำไม NVIDIA ถึงบอกว่านี่คือ อนาคตของ Data Center ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ปัจจุบัน Data Center เต็มไปด้วยตู้แร็กประมวลผลที่อัดแน่นไปด้วยชิป GPU นั้น มีความต้องการพลังงานที่ดุดัน ผันผวน และกินไฟสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาก
จากเดิมที่ตู้แร็กทั่วไปเคยใช้ไฟเฉลี่ยเพียง 10-50 กิโลวัตต์ต่อแร็ก ปัจจุบันกลับพุ่งทะลุ 120 กิโลวัตต์ไปแล้ว
และมีการคาดการณ์ว่าจะพุ่งเข้าสู่ระดับ 1 เมกะวัตต์ต่อแร็กในอนาคตอันใกล้นี้
เทียบง่าย ๆ 1 ตู้แร็กสูงประมาณสองเมตร อัดแน่นไปด้วย GPU พร้อมด้วย CPU และหน่วยความจำ กำลังจะกินไฟพอ ๆ กับบ้านเรือนทั่วไปใช้งานได้พร้อมกันถึง 500-1,000 หลัง
ทำให้ในอนาคต หาก AI ยังโตแบบนี้
Data Center รุ่นใหม่ จะไม่ใช่ระดับกิโลวัตต์ หรือ เมกะวัตต์
แต่กำลังก้าวเข้าสู่ระดับกิกะวัตต์
Data Center รุ่นใหม่ จะไม่ใช่ระดับกิโลวัตต์ หรือ เมกะวัตต์
แต่กำลังก้าวเข้าสู่ระดับกิกะวัตต์
ปริมาณไฟฟ้าที่เพิ่มมหาศาลก็เรื่องหนึ่ง
แต่อีกเรื่องที่ก็เป็นปัญหาเช่นกันคือสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแบบเดิมเริ่มรับไม่ไหวแล้ว
ซึ่งปัญหานี้ใหญ่กว่าที่คิดมาก..
แต่อีกเรื่องที่ก็เป็นปัญหาเช่นกันคือสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแบบเดิมเริ่มรับไม่ไหวแล้ว
ซึ่งปัญหานี้ใหญ่กว่าที่คิดมาก..
ลองนึกภาพแบบนี้ว่า เริ่มจากสายส่งภายนอกจากโรงไฟฟ้า หรือหม้อแปลง วิ่งเข้าสู่ Data Center ทุกอย่างเริ่มต้นจากไฟฟ้ากระแสสลับแรงดันสูง
ที่ต้องเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ เพราะระบบนี้สามารถอัดเพิ่มแรงดันไฟฟ้าได้ จึงเหมาะแก่การส่งไฟฟ้าไปไกล ๆ ซึ่งสูญเสียพลังงานน้อยกว่ากระแสตรง อย่างเช่น จากโรงไฟฟ้า ข้ามหลายสิบหรือหลายร้อยกิโลเมตรไปยังตัวเมือง
โดยระบบไฟฟ้ามาตรฐานในอุตสาหกรรมเดิมในสหรัฐฯ จะนำกระแสไฟฟ้านี้มาลดแรงดันเพื่อกระจายทั่วอาคาร ในรูปของไฟฟ้ากระแสสลับ 415 โวลต์ หรือ 480 โวลต์ (415VAC หรือ 480VAC) ซึ่งออกแบบมาเพื่ออุปกรณ์ทั่วไปที่กินไฟต่ำและมีความเสถียร
ข้อจำกัดแรกเกิดขึ้นทันที เพราะปริมาณการใช้ไฟของระบบคลัสเตอร์ AI สามารถกระโดดจาก 10% พุ่งขึ้นไปถึง 90% ได้ในพริบตา ซึ่งมันสร้างความตึงเครียดและความร้อนสะสมในสายส่งพลังงานอย่างรุนแรง
บวกกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ใน Data Center ต้องการไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ในการทำงานเพราะมีความเสถียรมากกว่า เหมือนที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปใช้กัน
นั่นแปลว่า ระบบแบบเดิม มันต้องผ่านขั้นตอนซับซ้อนมากในการแปลงกระแสไฟฟ้ากลับไปกลับมา ระหว่างกระแสสลับและกระแสตรง กว่าจะเป็นกระแสไฟฟ้า DC ที่ Data Center ใช้
ลองนึกภาพว่า เงิน 100 บาท แต่ต้องแลกเงินต่างประเทศหลายครั้งก่อนจะใช้ได้ แต่ละครั้งถูกกินค่าธรรมเนียม เงินที่เหลือถึงมือจริง ๆ แล้วนำไปใช้จ่าย ก็จะน้อยลง
ภาพการสูญเสียแบบนี้ สำหรับ Data Center ระดับกิกะวัตต์นั้นหมายถึง เงินหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่สูญเสียไปในรูปของความร้อนทุกปี ซึ่งก็ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายในระบบระบายความร้อนอีกมหาศาล
อีกเรื่องคือการใช้ฮาร์ดแวร์และสายทองแดงจำนวนมาก ก็ได้เข้ามาแย่งพื้นที่ในอาคาร Data Center ซึ่งควรจะถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับวางแร็กเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลมากกว่า
ทำให้เรื่องของ ความร้อนและการสูญเสียพลังงาน จึงเป็นเหตุผลแรกที่ทำให้ Data Center กำลังเดินหน้าสู่ระบบ 800VDC หรือก็คือการใช้ไฟฟ้ากระแสตรง ที่มีแรงดันสูงขึ้น
ต้องย้อนกลับไปที่สูตรพื้นฐานง่าย ๆ
กำลังไฟฟ้า (วัตต์) = กระแสไฟฟ้า (แอมแปร์) × แรงดันไฟฟ้า (โวลต์) หรือ P = I × V
กำลังไฟฟ้า (วัตต์) = กระแสไฟฟ้า (แอมแปร์) × แรงดันไฟฟ้า (โวลต์) หรือ P = I × V
เมื่อแร็กต้องการพลังงาน (P) เพิ่มขึ้นมหาศาล วิศวกรมีทางเลือกสองทาง คือเพิ่มกระแสไฟฟ้า (I) หรือเพิ่มแรงดันไฟฟ้า (V)
ข้อจำกัดมันอยู่ตรงนี้ การเพิ่มกระแสไฟฟ้า หรือตัว I ในสมการ ยิ่งกระแสไฟฟ้ามาก สายทองแดงยิ่งร้อน จึงต้องแก้ไขด้วยการใช้ทองแดงที่หนามากขึ้น แต่ก็ตามมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น
วิธีที่ดีกว่า จึงเป็นการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าแทน เพราะส่งพลังงานได้มากกว่า สูญเสียน้อยกว่า และต้องการทองแดงน้อยกว่า
แต่วิธีนี้ ก็ทำให้ระบบไฟฟ้ามาตรฐานในอุตสาหกรรมเดิม 415VAC หรือ 480VAC ที่เป็นกระแสสลับแรงดันต่ำเริ่มรับไม่ไหวอีกต่อไป
ซึ่งปัจจุบัน Data Center บางแห่ง ก็เริ่มใช้ระบบไฟฟ้ากระแสตรงบ้างแล้วคือ ±400VDC ซึ่งรองรับได้ถึงราว 100 ถึง 300 กิโลวัตต์ อย่างเช่น Google ที่เริ่มนำระบบนี้ไปใช้ในบาง Data Center แล้ว
และสิ่งที่ทั้งอุตสาหกรรมกำลังมุ่งหน้าไปคือ 800VDC ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมเดียวที่รองรับแร็กระดับเมกะวัตต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตอนนี้
ซึ่งการก้าวขึ้นสู่ระดับแรงดันไฟฟ้า 800VDC ผลลัพธ์ที่ได้คือ การลดปริมาณการใช้สายทองแดงลงอย่างมาก ลดการสูญเสียพลังงานในรูปของความร้อน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ
ซึ่งระบบ 800VDC สถาปัตยกรรมจะเปลี่ยนไปเป็นการแปลงไฟให้เป็น DC ตั้งแต่เนิ่น ๆ และกระจายไฟฟ้า DC แรงดันสูงให้เข้าไปใกล้กับชิปมากยิ่งขึ้น
ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้ 800VDC ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสายไฟเท่านั้น เพราะ Data Center ที่จะรองรับ 800VDC ต้องออกแบบมาเพื่อระบบนี้ตั้งแต่แรก ไม่สามารถดัดแปลงจากของเดิม เหมือนกับที่เราไม่สามารถเอารถไฟความเร็วสูงวิ่งบนรางรถไฟสายเก่าได้
สรุปสั้น ๆ ก่อนไปต่อ สำหรับที่มาของ 800VDC ใน Data Center
- ระบบเดิม (415VAC หรือ 480VAC) รองรับปริมาณไฟฟ้ามหาศาลไม่ไหว และมีการสูญเสียพลังงานมากเกินไป
- การแก้ไขคือ เพิ่มแรงดันไฟฟ้าเพราะวิธีนี้ใช้ทองแดงน้อยกว่า จึงเป็นที่มาของ 800V
- อีกด้านคือ ปรับระบบจากกระแสสลับ (AC) มาเป็นกระแสตรง (DC) ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อตัดตัวกลางที่คอยหักหัวคิว และเกิดความร้อนจากการแปลงไฟสลับไปมาทิ้งให้หมด จึงเป็นที่มาของตัวอักษร DC
- รวมการแก้ไขระบบทั้งสองด้าน ทั้งแรงดันและการสูญเสียพลังงาน จึงเกิดเป็น 800VDC
- ระบบเดิม (415VAC หรือ 480VAC) รองรับปริมาณไฟฟ้ามหาศาลไม่ไหว และมีการสูญเสียพลังงานมากเกินไป
- การแก้ไขคือ เพิ่มแรงดันไฟฟ้าเพราะวิธีนี้ใช้ทองแดงน้อยกว่า จึงเป็นที่มาของ 800V
- อีกด้านคือ ปรับระบบจากกระแสสลับ (AC) มาเป็นกระแสตรง (DC) ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อตัดตัวกลางที่คอยหักหัวคิว และเกิดความร้อนจากการแปลงไฟสลับไปมาทิ้งให้หมด จึงเป็นที่มาของตัวอักษร DC
- รวมการแก้ไขระบบทั้งสองด้าน ทั้งแรงดันและการสูญเสียพลังงาน จึงเกิดเป็น 800VDC
และการยกระบบการจ่ายไฟของ Data Center นี้เอง ก็คือที่มาของห่วงโซ่อุปทานมูลค่ามหาศาลที่กำลังก่อตัวขึ้น..
ทีนี้ลองมาดูว่า แต่ละเลเยอร์ของซัปพลายเชนมีใครกันบ้าง
1. โซลิดสเตตทรานส์ฟอร์เมอร์ (Solid-State Transformer หรือ SST)
อุปกรณ์นี้ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสสลับแรงดันหลายหมื่นโวลต์จากสายส่ง ลงมาเป็น 800VDC ณ จุดเข้า Data Center โดยรวมหน้าที่ของหม้อแปลงแบบเก่า ระบบสำรองไฟ และเครื่องแปลง AC/DC หลายชั้นไว้ในกล่องเดียว
ปัจจุบันยอดสั่งซื้อของหม้อแปลงไฟฟ้าธรรมดาได้ยืดขยายออกไปถึง 2-3 ปี เพราะความต้องการสร้าง Data Center พุ่งสูงกว่ากำลังการผลิตจะรองรับได้ทัน
SST ที่เล็กกว่า เร็วกว่า และผสานฟังก์ชันได้มากกว่า จึงกลายเป็นสิ่งที่ทั้งอุตสาหกรรมกำลังมองหา
ในเลเยอร์นี้ มีผู้เล่นยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Hitachi, Schneider Electric, Eaton และ ABB Ltd (สวิส-สวีเดน)
ส่วน GE Vernova (แยกตัวออกมาจาก General Electric (GE)) ก็มี Solid-State Transformer ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Hyperscaler รายหนึ่ง และคาดว่าจะเริ่มเข้าสู่ขั้นทดสอบในเดือนกันยายนปีนี้
2. พาวเวอร์เซมิคอนดักเตอร์ (SiC & GaN)
ไฟฟ้า 800VDC ที่เดินทางผ่าน Data Center ต้องถูกควบคุมและแปลงแรงดันในหลายจุด แต่ซิลิคอนธรรมดาที่ใช้มาตลอดหลายสิบปีไม่สามารถรับมือได้
ลองนึกภาพว่า ซิลิคอนธรรมดาเปรียบเหมือนยางรถยนต์ปกติ ซึ่งดีสำหรับรถยนต์ทั่วไป แต่ระเบิดทันทีเมื่อไปใช้ในรถแข่ง
ทั้งอุตสาหกรรมจึงต้องเปลี่ยนมาใช้วัสดุสองชนิด คือ Silicon Carbide (SiC) และ Gallium Nitride (GaN) ที่ทนแรงดันไฟฟ้าสูงได้มากกว่าซิลิคอนธรรมดาถึงหลายร้อยหรือพันเท่า
SiC เหมาะกับส่วนที่อยู่ใกล้สายส่ง เพราะโครงสร้างของมันทนแรงดันระดับหลักพันโวลต์ได้ดี
ขณะที่ GaN จ่ายไฟได้เร็วกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าในส่วนที่ต้องเชื่อมต่อกับ GPU โดยตรง ซึ่งต้องการความแม่นยำสูง
ขณะที่ GaN จ่ายไฟได้เร็วกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าในส่วนที่ต้องเชื่อมต่อกับ GPU โดยตรง ซึ่งต้องการความแม่นยำสูง
เลเยอร์นี้นำทัพโดย Infineon, onsemi, STMicroelectronics และ Texas Instruments
ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นส่วนใหญ่ต่างทยอยปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ จากแรงหนุนของฮาร์ดแวร์กลุ่มนี้ใน Data Center
ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นส่วนใหญ่ต่างทยอยปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ จากแรงหนุนของฮาร์ดแวร์กลุ่มนี้ใน Data Center
3. ตัวแปลงไฟระบบบอร์ดจ่ายไฟ (Power Delivery Board) และ Point-of-Load (PoL)
ระบบจ่ายไฟจะแบ่งการแปลงแรงดันออกเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากการลดแรงดันไฟจาก 800V ลงมาเหลือระดับ 12V หรือ 6V บนบอร์ดจ่ายไฟ
หลังจากนั้นในระยะเซนติเมตรสุดท้ายก่อนที่กระแสไฟจะเข้าสู่ตัวชิป ระบบ Point-of-Load (PoL) ผ่านโมดูลปรับแรงดันไฟฟ้า (Multiphase VRM) จะทำหน้าที่ลดแรงดันไฟฟ้าลงไปอีกขั้นเพื่อให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ ซึ่งอาจต่ำถึงประมาณ 0.7V ก่อนที่จะจ่ายเข้าสู่แกนประมวลผลของ GPU โดยตรง
ในเลเยอร์นี้ NVIDIA มีพันธมิตรที่คอยดูแลระบบการแปลงไฟบนบอร์ด เช่น Monolithic Power Systems (MPS), Analog Devices, Renesas, Infineon และ Texas Instruments
ส่วนในขั้นตอนการจ่ายไฟเข้าสู่ชิปโดยตรงจะมีผู้เล่นอย่าง Innoscience, Renesas และ onsemi ร่วมอยู่
4. บัสบาร์, เบรกเกอร์ DC และคอนเน็กเตอร์ระบบโครงเหล็กนำไฟฟ้าและสวิตช์ตัดไฟนิรภัย (Solid-State Circuit Breaker)
เนื่องจากไฟฟ้ากระแสตรง 800V สามารถทำอันตรายต่อ Data Center ให้เสียหายได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยระบบความปลอดภัยระบบสูง
บริษัทแรกของโลกที่สามารถผลิตและได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์เบรกเกอร์โซลิดสเตตนี้คือ LS Electric จดทะเบียนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ส่วนอีกหนึ่งรายจดอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือ Littelfuse
5. ตู้แร็ก และหน่วยจ่ายกำลังไฟ (PSU & Racks)
จิกซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เป็นโครงสร้างบ้าน สำหรับเอาฮาร์ดแวร์ทั้งหมดมาเสียบเชื่อมต่อกัน
Pure-Play ที่สุดคือ Vertiv เนื่องจากเป็นผู้นำทั้งในด้านการทำตู้แร็ก รวมถึงระบบทำความเย็นในตัวแบบครบวงจร
ส่วนรายที่เราคุ้นเคย ก็คือ Delta Electronics ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไต้หวันและไทย
นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรรายใหญ่ของ NVIDIA อย่าง Eaton และ Schneider Electric
รวมถึงผู้ผลิตพาวเวอร์ซัปพลายเฉพาะทางในแถบเอเชีย อย่างเช่น Shenzhen Megmeet และ Lite-On ด้วย
รวมถึงผู้ผลิตพาวเวอร์ซัปพลายเฉพาะทางในแถบเอเชีย อย่างเช่น Shenzhen Megmeet และ Lite-On ด้วย
6. การจัดการความร้อน (Heat Management / Liquid Cooling)
การระบายความร้อนของ Data Center ที่ระดับ 100 กิโลวัตต์ ถึง 1 เมกะวัตต์ต่อแร็ก การเป่าลมเย็นอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว
ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวและแผ่นโลหะบาง (Cold Plates) ที่ออกแบบมาสำหรับ 800VDC โดยเฉพาะ จึงมีความสำคัญลำดับต้น ๆ โดยมี Vertiv, nVent, Modine และ Parker-Hannifin เป็นผู้เล่นสำคัญในส่วนนี้
7. การจัดการความผันผวนของไฟฟ้า (Volatility Management / Battery Energy Storage System (BESS))
GPU ของ AI ไม่ได้กินไฟแบบสม่ำเสมอ มันพุ่งจาก 10% ขึ้นไปถึง 90% ได้ในเสี้ยววินาที
แปลว่า หากปล่อยให้ความผันผวนนี้วิ่งผ่านระบบไฟฟ้าทั้งหมดของ Data Center ก็จะสร้างความไม่เสถียรและอาจทำลายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ได้
แปลว่า หากปล่อยให้ความผันผวนนี้วิ่งผ่านระบบไฟฟ้าทั้งหมดของ Data Center ก็จะสร้างความไม่เสถียรและอาจทำลายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ได้
BESS จึงทำหน้าที่เหมือนโช้กอับ รับและดูดซับแรงกระแทก
โดยทำหน้าที่ปรับสมดุลไฟ สำรองไฟ และทำให้การจ่ายกระแสไฟฟ้านิ่ง เสถียร เพื่อป้องกันไม่ให้ชิป AI ทำงานสะดุด หรือเสียหาย
โดยทำหน้าที่ปรับสมดุลไฟ สำรองไฟ และทำให้การจ่ายกระแสไฟฟ้านิ่ง เสถียร เพื่อป้องกันไม่ให้ชิป AI ทำงานสะดุด หรือเสียหาย
ซึ่งในพิมพ์เขียวของ NVIDIA สำหรับชิปตระกูล Rubin ที่จะใช้ใน Data Center ต่อจากตระกูล Blackwell ก็ได้ระบุถึงบริษัท Fluence ว่าเป็นพันธมิตร BESS หลักเพียงรายเดียว ซึ่งกลายเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของสถาปัตยกรรม 800VDC
แถมยังถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนสำคัญ ในโครงสร้างระบบการจ่ายและสำรองพลังงาน ที่เป็นสถาปัตยกรรมของ Siemens เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง NVIDIA วางบทบาทให้ Siemens เป็นผู้ออกแบบ พิมพ์เขียวระบบไฟฟ้า (Reference Architecture) สำหรับ Data Center ระดับ 800VDC โดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ตลาด BESS ก็ยังมีผู้เล่นหลักรายอื่น ๆ ที่มีจุดแข็งแตกต่างกันไป เช่น ระบบ Megapack ของ Tesla ที่เป็นแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาดมหึมา มีหน้าตาเหมือนตู้คอนเทนเนอร์ ภายในบรรจุแบตเตอรี่และระบบแปลงไฟไว้ครบวงจร
นอกจากจะจุพลังงานได้มหาศาลมากจนเข้ามาแย่งตลาดกับ Fluence แล้ว Megapack ยังถูกออกแบบมาแบบ Plug-and-Play คือลากตู้ไปวาง เสียบสาย แล้วใช้งานกับ Data Center หรือโรงไฟฟ้าได้เลย
รวมถึงผู้พัฒนาเจเนอเรชันถัดไปอย่าง SolarEdge และ Enphase ที่อาจไม่ได้ตั้งต้นจากระบบกักเก็บพลังงาน แต่ทั้งคู่เชี่ยวชาญเรื่อง Power Electronics หรือการจัดการและแปลงกระแสไฟฟ้า
และแทนที่จะเน้นทำแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ ๆ ทื่อ ๆ ทั้งคู่โฟกัสไปที่การพัฒนาระบบ BESS ที่ฉลาดมากและทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียนได้ดีเยี่ยม ซึ่งเหมาะกับเทรนด์พลังงานสะอาด ที่ก็เป็นอีกทิศทางหนึ่งที่โลก AI กำลังเดินไป
ถึงตรงนี้ คงเห็นภาพมากขึ้นว่า ในห่วงโซ่อุปทาน 800VDC นี้ มีบริษัทที่เกี่ยวข้องอยู่ตรงไหนบ้าง
คำถามที่สำคัญต่อมาก็คือ แล้วทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร ?
คำตอบคือ ยังไม่ใช่วันนี้ 800VDC ยังไม่ใช่ระบบที่พร้อมติดตั้งได้ทันที ฮาร์ดแวร์หลายชิ้นยังอยู่ในช่วงพัฒนาและทดสอบ
คาดว่าการใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลายจะเริ่มขึ้นในปี 2027 พร้อมกับ Rubin Ultra Kyber ของ NVIDIA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ต้องการสถาปัตยกรรม 800VDC โดยตรง
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากความล่าช้า การเปลี่ยนแบบดิไซน์ รวมถึงอุปสรรคด้านความปลอดภัยที่ระดับแรงดัน 800V ยังต้องพัฒนามาตรฐานเพิ่มเติม
แต่เรื่องที่ชัดเจนคือ AI กำลังทำให้ Data Center ยุคใหม่กินไฟมากขึ้น
และมันมากถึงขนาดที่กระทบกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่เราใช้มานานหลายสิบปี
และมันมากถึงขนาดที่กระทบกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่เราใช้มานานหลายสิบปี
ซึ่งการที่ผู้นำ AI โลกอย่าง NVIDIA เข้ามาลงลึก และช่วยกำหนดสถาปัตยกรรมการจ่ายพลังงานสำหรับ Data Center AI ให้รองรับกับฮาร์ดแวร์ของตัวเองที่จะวางขายนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยนัก
และเรื่องนี้ กำลังบอกเราว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มันจำเป็นต้องเกิดขึ้นจริง ๆ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วก็เป็นได้..
หมายเหตุ : บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2026 เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมและข้อมูลสาธารณะของบริษัทที่กล่าวถึง ข้อมูลตัวเลขและผลประกอบการอ้างอิงจากช่วงต้นปี 2026 และอาจมีการเปลี่ยนแปลง บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ ทั้งสิ้น การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน
--------------
กองทุน GRID ซีรีส์ X ค่าจัดการต่ำสุดในไทย ซื้อได้ที่ WealthX เท่านั้น
ทางลัดสู่ GRID ETF รวมหุ้นโครงข่ายไฟฟ้า AI ค่าจัดการคุ้มค่าสุดในไทยกับ LHGRID บนแอป WealthX เท่านั้น ดาวน์โหลดแอปได้ที่ wealthx.co/getapp
✅ ค่าจัดการต่ำสุดในไทย ได้ผลตอบแทนคุ้ม
✅ ยกเว้นภาษีหุ้นนอกสูงสุด 35%
✅ โอกาสเติบโต ไปกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน AI
✅ ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ค่าธรรมเนียมซื้อลด 20%
ทางลัดสู่ GRID ETF รวมหุ้นโครงข่ายไฟฟ้า AI ค่าจัดการคุ้มค่าสุดในไทยกับ LHGRID บนแอป WealthX เท่านั้น ดาวน์โหลดแอปได้ที่ wealthx.co/getapp
✅ ค่าจัดการต่ำสุดในไทย ได้ผลตอบแทนคุ้ม
✅ ยกเว้นภาษีหุ้นนอกสูงสุด 35%
✅ โอกาสเติบโต ไปกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน AI
✅ ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ค่าธรรมเนียมซื้อลด 20%
โลกยุคใหม่ขาด AI ไม่ได้ แต่ AI ก็ขาดไฟฟ้าไม่ได้เหมือนกัน
ทุกคนกำลังแห่ลงทุนในชิป AI แต่เราอาจลืมไปว่านวัตกรรมเปลี่ยนโลก จะกลายเป็นสิ่งไร้ค่าทันทีที่ไฟดับ..
ทุกคนกำลังแห่ลงทุนในชิป AI แต่เราอาจลืมไปว่านวัตกรรมเปลี่ยนโลก จะกลายเป็นสิ่งไร้ค่าทันทีที่ไฟดับ..
นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ชื่อว่า GRID ETF หรือ First Trust NASDAQ Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index Fund
โดยสัดส่วนของกองทุนนี้ ไม่ได้เน้นคนผลิตไฟ
แต่หนักไปที่กลุ่มวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นสัดส่วนสูงถึง 65% เช่น
แต่หนักไปที่กลุ่มวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นสัดส่วนสูงถึง 65% เช่น
-Eaton และ Schneider Electric สองผู้นำอุปกรณ์จ่ายไฟ
-National Grid เสาหลักสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ผูกขาดสัมปทานในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา
-Johnson Controls ระบบทำความเย็นอัจฉริยะ ยิ่งเซิร์ฟเวอร์ AI ทำงานหนัก ยิ่งร้อนจัด ยิ่งขาดไม่ได้
-National Grid เสาหลักสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ผูกขาดสัมปทานในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา
-Johnson Controls ระบบทำความเย็นอัจฉริยะ ยิ่งเซิร์ฟเวอร์ AI ทำงานหนัก ยิ่งร้อนจัด ยิ่งขาดไม่ได้
ในยุคที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังวิ่งไล่ล่าหาผู้ชนะในสมรภูมิเทคโนโลยี
GRID ETF ก็ไม่ต่างอะไรไปจากท่อน้ำเลี้ยงของสมรภูมินี้
GRID ETF ก็ไม่ต่างอะไรไปจากท่อน้ำเลี้ยงของสมรภูมินี้
เพราะโลกอนาคตขับเคลื่อนด้วย "ข้อมูล"
แต่ข้อมูลทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนด้วย "ไฟฟ้า"
ก็เท่ากับว่าใครคุมโครงข่ายไฟฟ้าได้
คนนั้นก็คือผู้กุมชีพจรของโลกยุคใหม่..
แต่ข้อมูลทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนด้วย "ไฟฟ้า"
ก็เท่ากับว่าใครคุมโครงข่ายไฟฟ้าได้
คนนั้นก็คือผู้กุมชีพจรของโลกยุคใหม่..
กองทุน LHGRID มีค่าจัดการ
ค่าจัดการ 0.79% ต่อปี
TER 0.98% ต่อปี
ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดในกองทุนรวมกลุ่มนี้ในไทย
ค่าจัดการ 0.79% ต่อปี
TER 0.98% ต่อปี
ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดในกองทุนรวมกลุ่มนี้ในไทย
ลงทุนใน GRID ETF ด้วย LHGRID ที่ค่าจัดการต่ำสุดในไทย ทำให้ได้ผลตอบแทนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และคุ้มค่าที่สุด บนแอป WealthX เท่านั้น
? ดาวน์โหลดแอปซื้อได้ที่ wealthx.co/getapp
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ 02-6669477 LINE ID: @wealthx
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
คำเตือน : กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 22 พ.ค. 2026
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 22 พ.ค. 2026