ดูไบ กลายเป็นเมืองศูนย์กลาง ซื้อขายเพชรของโลก

ดูไบ กลายเป็นเมืองศูนย์กลาง ซื้อขายเพชรของโลก

6 ม.ค. 2020
ดูไบ กลายเป็นเมืองศูนย์กลาง ซื้อขายเพชรของโลก / โดย ลงทุนแมน
ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว
เมืองทะเลทรายอย่าง “ดูไบ” ยังไม่มีธุรกิจซื้อขายเพชร
แต่มาวันนี้ หลายคนอาจจะต้องประหลาดใจ
เมื่อสถานที่แห่งนี้ กำลังกลายเป็นตลาดค้าเพชรที่ใหญ่สุดในโลก
ทั้งๆ ที่บริเวณดังกล่าว ก็ไม่ได้มีแหล่งแร่อัญมณีมากมายแต่อย่างใด
อะไรที่ทำให้ดูไบสามารถก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
┏━━━━━━━━━━━━┓
Blockdit โซเชียลมีเดีย รูปแบบใหม่
http://www.blockdit.com
┗━━━━━━━━━━━━┛
ดูไบ เป็นเมืองที่อยู่ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ 3.3 ล้านคน
และ GDP มีมูลค่า 3,260,000 ล้านบาท
เท่ากับว่า ชาวดูไบ มีรายได้เฉลี่ยเกือบ 1 ล้านบาท ต่อคนต่อปี
ร่ำรวยกว่าคนไทย ที่มีรายได้เฉลี่ย 2.2 แสนบาท ถึง 4.5 เท่า
ที่ผ่านมา กิจกรรมทางเศรษฐกิจของดูไบได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
จากการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
รวมทั้งสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ
ทำให้เมืองเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจที่สำคัญของภูมิภาค
ซึ่งถ้าถามว่า สินค้าอะไรที่ซื้อขายกันผ่านดูไบ สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
สิ่งนั้นกลับกลายเป็น “เพชร”
มูลค่าตลาดของธุรกิจเพชรที่เมืองดูไบ
ปี 1990 อยู่ที่ 0 บาท
ปี 2003 อยู่ที่ 108,700 ล้านบาท
ปี 2018 อยู่ที่ 755,000 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า ในอดีตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว
ดูไบยังไม่มีการซื้อขายเพชรกันแม้แต่บาทเดียว
แต่ปัจจุบัน ตลาดเพชรดูไบได้เติบโตขึ้นจนมีมูลค่าใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
เป็นรองเพียงเมืองแอนต์เวิร์ป ของประเทศเบลเยียม ซึ่งมีมูลค่า 1,389,000 ล้านบาท เท่านั้น
และในอนาคต พวกเขาได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า
จะต้องแซงขึ้นมาครองตลาดเป็นอันดับ 1 ให้ได้ภายในปี 2023
เพราะเหตุใด ดูไบถึงทำให้คนอื่นมาค้าขายเพชรที่เมืองตนเองได้?
แร่เพชรเป็นอัญมณีที่มีราคาสูง เนื่องจากมีความแข็งที่สุดในโลก และพบเจอได้ยากตามธรรมชาติ
แน่นอนว่า เมืองดูไบที่ตั้งอยู่บนทะเลทรายอาหรับอันกว้างใหญ่นั้น ไม่มีแหล่งเพชรให้ขุดเจาะสำรวจ
แต่พวกเขาเล็งเห็นประโยชน์จากข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้ง
จึงสร้างตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเพชร (Dubai Diamond Exchange หรือชื่อย่อ DDE) ขึ้นมา
เพราะในภาพใหญ่ เมืองดูไบอยู่ตรงกลางระหว่าง
ผู้ขุดเจาะแร่เพชรไปขาย และผู้ซื้อเพชรไปเจียระไนต่อ
โดยทางฝั่งซ้ายคือ ทวีปแอฟริกา
ซึ่งเป็นผู้ผลิตแร่เพชรดิบ 57 ล้านกะรัตต่อปี
คิดเป็น 47% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก
ในขณะที่ทางฝั่งขวาคือ ประเทศอินเดีย
ซึ่งเมืองสุรัต ในรัฐคุชราต เป็นผู้นำเข้าเพชรไปเจียระไนเพื่อจำหน่ายต่อ คิดเป็นสัดส่วน 90% ของทั้งโลก
และปัจจัยที่สำคัญคือ ดูไบไม่ได้วางตัวเป็นแค่พ่อค้าคนกลางเฉยๆ
แต่พวกเขาได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมให้ตลาดมีมูลค่าเพิ่มและน่าดึงดูด
โดยในแง่ของสถานที่ DDE ถือเป็นห้องค้าเพชร ที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่สุดในโลก
รองรับผู้สนใจมาประมูลซื้อขายไม่ต่ำกว่า 200 ราย
ส่วนในด้านคุณภาพสินค้า ก็ได้มีการลงทุนติดตั้งเตาอุปกรณ์แบบพิเศษ เพื่อทำความสะอาดแร่เพชร ให้มีความบริสุทธิ์มากที่สุดตามความต้องการของผู้ซื้อ
และหากเจอเพชรที่มีศักยภาพสูง ทางตลาดดูไบจะนำไปเจียระไนเอง
ด้วยการใช้ระบบอัลกอริทึม วิเคราะห์ส่วนประกอบภายใน เพื่อสร้างเป็นโมเดลสามมิติว่าด้วยเนื้อเพชรดังกล่าว ควรตัดแต่งแบบไหน ถึงออกมามีมูลค่าสูงสุด
นอกจากนี้ ภาครัฐยังสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย
จึงทำให้มีผู้ประกอบการ เข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับเพชรที่ดูไบ ไม่ต่ำกว่า 1,000 บริษัทแล้ว
เรื่องนี้บอกอะไรกับเรา?
ในบางครั้ง ผู้นำตลาดอาจไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากรอยู่ในมือเสมอไป
ดังกรณีของเมืองดูไบ
ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ให้ออกว่า ใครคือผู้ซื้อ ใครคือผู้ขาย
แล้วใช้ข้อได้เปรียบที่เรามีอยู่ เราก็อาจเจอโอกาสใหม่ๆ เหมือน ดูไบ..
----------------------
Blockdit โซเชียลมีเดีย รูปแบบใหม่
http://www.blockdit.com
----------------------
References
-https://edition.cnn.com/2019/12/19/business/dubai-diamond-exchange/index.html
-https://gulfbusiness.com/dubais-dmcc-unveils-worlds-largest-diamond-trading-floor/
-https://m.economictimes.com/small-biz/sme-sector/for-thousands-of-diamond-traders-a-new-bourse-in-surat-promises-to-add-to-the-shine/articleshow/68626309.cms
-https://en.m.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_diamond_production
-https://en.m.wikipedia.org/wiki/Dubai
6 ม.ค. 2020