Uber บริษัทที่มีคู่แข่งเกิดขึ้น เต็มไปหมด

Uber บริษัทที่มีคู่แข่งเกิดขึ้น เต็มไปหมด

5 พ.ค. 2020
Uber บริษัทที่มีคู่แข่งเกิดขึ้น เต็มไปหมด /โดย ลงทุนแมน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “Uber” เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจแพลตฟอร์มเรียกรถ
ที่เข้ามา DISRUPT รูปแบบบริการขนส่งให้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่พวกเขาคิดค้นขึ้น ได้กลายเป็นต้นแบบให้อีกหลายบริษัท
พัฒนาแพลตฟอร์มในลักษณะเดียวกัน มาแข่งขันกับรุ่นพี่อย่างดุเดือด
จนตอนนี้ Uber มีคู่แข่งอยู่เต็มไปหมด
แล้วใครคือคู่แข่งของ Uber บ้าง?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ deep content ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
เมื่อปี 2009 หรือ 11 ปีที่แล้ว
Uber สร้างแพลตฟอร์มเรียกรถ จากแนวคิด Sharing Economy ที่เชื่อมต่อระหว่างผู้มีรถกับผู้ต้องการใช้รถ
และด้วยระบบอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้เติบโตต่อเนื่อง
ปัจจุบัน Uber มีผู้ใช้งาน 110 ล้านคน จาก 785 เมืองทั่วโลก
โดยบริษัทมีรายได้ 440,000 ล้านบาท และมูลค่าตลาดล่าสุดอยู่ที่ราว 1,420,000 ล้านบาท
จากตัวเลขดังกล่าว หลายคนอาจคิดว่า Uber สามารถครองโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว
แต่ความจริง พวกเขาต้องเผชิญกับสงครามแพลตฟอร์มเรียกรถ ในแทบทุกแห่งที่ไปทำธุรกิจ
จริงอยู่ที่ช่วงแรก Uber คือผู้นำที่เข้าไปสร้างตลาด Ridesharing
แต่พอเวลาผ่านไป ผู้เล่นรายอื่นที่เห็นโอกาส ก็พัฒนาแพลตฟอร์มขึ้นมาเองบ้าง
เราลองมาดูตัวอย่างบริษัทที่ Uber ต้องแข่งขันด้วยในแต่ละพื้นที่
ประเทศสหรัฐอเมริกา: Lyft
จำนวนผู้ใช้งาน: 23 ล้านราย
มูลค่าบริษัท: 230,000 ล้านบาท
แพลตฟอร์ม Lyft ให้บริการอยู่ใน 656 เมือง ของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
มีส่วนแบ่งตลาด 29% สูงเป็นอันดับ 2 รองจาก Uber ที่ครองตลาดราว 70%
โดย Lyft ได้รับความนิยมขึ้น หลังจากหลายปีก่อน Uber มีข่าวอื้อฉาวเรื่องล่วงละเมิดทางเพศพนักงานหญิง
ทวีปยุโรป แอฟริกา: Bolt
จำนวนผู้ใช้งาน: 30 ล้านราย
มูลค่าบริษัท: 31,400 ล้านบาท
Bolt หรือชื่อเดิมคือ Taxify เป็นแพลตฟอร์มจากประเทศเอสโตเนีย
ให้บริการอยู่ใน 35 ประเทศ แถบยุโรป แอฟริกา อเมริกาเหนือ รวมถึงเอเชีย
ซึ่งการที่ Uber มีปัญหากับภาครัฐในยุโรปบ่อยครั้ง เช่น ไม่ได้รับต่ออายุใบอนุญาตในกรุงลอนดอน เพราะคนขับใช้ข้อมูลปลอม ทำให้ Bolt เข้าไปทำตลาดแทน
ภูมิภาคตะวันออกกลาง: Careem
จำนวนผู้ใช้งาน: 33 ล้านราย
มูลค่าบริษัท: 97,000 ล้านบาท
Careem เป็นแพลตฟอร์มจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ให้บริการกว่า 100 เมือง ใน 14 ประเทศบริเวณตะวันออกกลางและแอฟริกา
จุดแข็งของแบรนด์นี้คือ ความเข้าใจถึงปัญหาและพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น มากกว่าต่างชาติ
ด้วยเหตุนี้ Uber จึงตัดสินใจซื้อกิจการทั้งหมดของ Careem แทนที่จะแข่งด้วย
ประเทศจีน: DiDi Chuxing
จำนวนผู้ใช้งาน: 550 ล้านราย
มูลค่าบริษัท: 1,570,000 ล้านบาท
แพลตฟอร์ม DiDi เริ่มให้บริการในจีนเมื่อปี 2012 และมีข้อได้เปรียบเรื่องความเชี่ยวชาญในสภาพตลาดของประเทศตนเอง
หลังจากสู้กันนาน 4 ปี Uber จึงยอมถอยทัพ ด้วยการขายธุรกิจในจีน แลกกับหุ้นสัดส่วน 20% ของ DiDi
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: Grab
จำนวนผู้ใช้งาน: 122 ล้านคน
มูลค่าบริษัท: 440,000 ล้านบาท
Grab ถูกก่อตั้งขึ้นโดยชาวมาเลเซีย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย
ซึ่ง Uber ไม่สามารถสู้ความเชี่ยวชาญของผู้เล่นท้องถิ่นรายนี้ได้
จึงตัดสินใจขายกิจการในภูมิภาค แลกกับหุ้นสัดส่วน 27.5% ของ Grab
ประเทศรัสเซีย: Yandex.Taxi
จำนวนผู้ใช้งาน: 36 ล้านราย
มูลค่าบริษัท: 116,000 ล้านบาท
Yandex เปรียบเสมือน Google แห่งรัสเซีย โดยบริษัทได้ขยายธุรกิจไปสู่แพลตฟอร์มเรียกรถ และให้บริการมากกว่า 1,000 เมือง ทั้งในรัสเซียและกลุ่มประเทศสหภาพโซเวียตเก่า
ในกรณีนี้ Uber ยอมขายธุรกิจทิ้งเช่นเดียวกัน เพื่อแลกกับการถือหุ้นสัดส่วน 36.6% ของ Yandex.Taxi
ประเทศอินเดีย: Ola Cabs
จำนวนผู้ใช้งาน: 150 ล้านราย
มูลค่าบริษัท: 314,000 ล้านบาท
แพลตฟอร์ม Ola Cabs เริ่มให้บริการในอินเดียตั้งแต่ปี 2010 ก่อนสร้างความลำบากใจให้ Uber ด้วยการขยายไปยังพื้นที่อื่น เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย รวมทั้งหมดกว่า 250 เมือง
หลังจากที่มีการแข่งขันทั้งด้านราคาและโปรโมชัน เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดในประเทศต่างๆ ส่งผลให้ธุรกิจ Ridesharing เริ่มอิ่มตัว และทำให้ Uber ต้องขยายบริการใหม่ ซึ่งได้แก่ การส่งอาหาร หรือ Food Delivery
แต่ในอุตสาหกรรมนี้ ก็มีการแข่งขันที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน
ทั้งจากผู้เล่นแพลตฟอร์มเรียกรถ ที่แทบทุกรายหันมาทำ Food Delivery ด้วย
หรือบริษัทที่ประกอบธุรกิจส่งอาหารโดยเฉพาะ เช่น Grubhub, Just Eat, Deliveroo, Meituan Waimai, Zomato, Amazon
ซึ่ง Uber ต้องยอมถอยออกจากบางตลาด ดังกรณีที่ขายกิจการส่งอาหารในอินเดียให้แบรนด์ Zomato
ส่วนเทคโนโลยีที่น่าจะผลักดันการเติบโตและลดต้นทุนในระยะยาว คือรถยนต์ไร้คนขับ
ก็มีผู้เล่นรายใหญ่ กำลังวิจัยพัฒนาอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Google, Apple, GM, Tesla
ดูเหมือนว่า สงครามแพลตฟอร์ม On-Demand นี้ จะยังดำเนินต่อไปอีกยาวนาน
และคงไม่มีใครสามารถคาดเดาถึงจุดจบของมันได้
แต่ที่แน่ๆ มันมีโอกาสสูง ที่จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บหนัก หรือต้องล้มหายจากไป
ไม่เว้นแม้แต่ต้นแบบของอุตสาหกรรมอย่าง Uber
และรู้หรือไม่ จนถึงวันนี้ พวกเขายังไม่เคยทำกำไรได้เลย..
----------------------
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ deep content ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
References
-https://en.m.wikipedia.org/wiki/Uber
-https://investor.uber.com/news-events/news/press-release-details/2020/Uber-Announces-Results-for-Fourth-Quarter-and-Full-Year-2019/
-https://mashable.com/2017/08/16/uber-global-rivals-didi/
-https://www.cnbc.com/2019/04/11/uber-s-1-risk-factors-competitors-deleteuber-campaign-reputation.html
-https://en.wikipedia.org/wiki/Lyft
-https://techcrunch.com/2020/02/11/profitability-expectations-ding-lyft-despite-better-than-expected-growth/
-https://www.statista.com/statistics/910704/market-share-of-rideshare-companies-united-states/
-https://en.wikipedia.org/wiki/Bolt_(company)
-https://en.wikipedia.org/wiki/Careem
-https://en.wikipedia.org/wiki/DiDi
-https://edition.cnn.com/2019/03/06/tech/grab-softbank-singapore/index.html
-https://www.statista.com/statistics/1003512/grabtaxi-holdings-number-of-unique-users/
-https://en.wikipedia.org/wiki/Yandex.Taxi
-https://en.wikipedia.org/wiki/Ola_Cabs
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.