ระบบเศรษฐกิจทำงานอย่างไร ? เข้าใจได้ใน 5 นาที

ระบบเศรษฐกิจทำงานอย่างไร ? เข้าใจได้ใน 5 นาที

11 เม.ย. 2021
ระบบเศรษฐกิจทำงานอย่างไร ? เข้าใจได้ใน 5 นาที / โดย ลงทุนแมน
เมื่อพูดถึงคำว่า “ระบบเศรษฐกิจ”
หลายคนน่าจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก
แต่รู้หรือไม่ว่าระบบเศรษฐกิจทำงานเหมือนเครื่องจักรทั่วไป
ซึ่งเกิดจากองค์ประกอบหลักไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง
แล้วระบบเศรษฐกิจทำงานกันอย่างไร ?
โดยเนื้อหาในบทความนี้จะอ้างอิงจาก How The Economic Machine Works by Ray Dalio
ซึ่งลงทุนแมนจะนำมาสรุปง่าย ๆ ให้เข้าใจภายใน 5 นาที
คำว่า “เศรษฐกิจ” หมายถึง การรวมตัวของการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในแต่ละตลาด
เช่น ตลาดเนื้อสัตว์, ตลาดรถยนต์, ตลาดอสังหาริมทรัพย์, ตลาดหุ้น
และอีกหลาย ๆ ตลาดที่เข้ามาอยู่ร่วมกันในระบบเดียวกัน
โดยทุกตลาดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนก็จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ
1. ผู้ซื้อที่ส่งมอบเงินสดหรือเครดิตของตนให้แก่ผู้ขาย
2. ผู้ขายที่ส่งมอบสินค้า บริการ หรือสินทรัพย์แก่ผู้ซื้อเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน
จะเห็นได้ว่าการใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจนั้น ไม่ได้มาจากเงินสดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “เครดิต” หรือหากพูดในอีกชื่อหนึ่งก็คือ สถานะความเป็นหนี้ อีกด้วย
โดยทั้งหมดที่กล่าวมา ถือเป็นกลไกพื้นฐานของเครื่องจักรเศรษฐกิจ
ทีนี้ หากเราพูดถึงผู้ซื้อและขายที่ใหญ่ที่สุดในระบบก็จะเป็น ภาครัฐ
ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นหลัก 2 ราย แบ่งออกเป็น
1. คุณรัฐบาล มีหน้าที่ในการดูแลจัดเก็บภาษีและการใช้จ่ายของภาครัฐ
2. คุณธนาคารกลาง มีหน้าที่ควบคุมปริมาณเงินสดและเครดิตในระบบเศรษฐกิจ
นั่นจึงทำให้ธนาคารกลางมีบทบาทสำคัญอย่างมากในระบบ
แล้วทำไมเครดิตจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ?
เหตุผลก็เพราะว่าเมื่อเราได้รับเครดิตมากขึ้น
ก็จะทำให้เรามีความสามารถในการใช้จ่ายที่สูงขึ้น
และเมื่อมีการใช้จ่ายสูงขึ้น มันก็จะกระจายไปยังตลาดต่าง ๆ
ส่งผลให้ในท้ายที่สุดแล้ว คนอื่นมีรายรับมากขึ้นเช่นกัน
เงินและเครดิตจึงถ่ายโอนต่อไปกันเป็นวงจร จากผู้ขายก็กลายเป็นผู้ซื้อในอีกตลาดหนึ่ง
แสดงให้เห็นว่า “เครดิต” เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วขึ้น
โดยความมีเครดิตของเราจะถูกเรียกว่า “Creditworthy” หรือความน่าเชื่อถือทางด้านฐานะการเงิน ซึ่งผู้ที่มี Creditworthy จะประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก
1. ความสามารถในการชำระหนี้ คือ รายได้เติบโตสูงกว่าหนี้สิน
2. สินทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับในกรณีที่ไม่สามารถจ่ายเงินได้
ก็ยังมีสินทรัพย์ไว้ขายออกตลาดเพื่อชำระแทนได้
และเมื่อเราเป็นคนที่มีเครดิตดีขึ้น ก็จะนำไปสู่การกู้ยืมที่มากขึ้น
แต่ก็ใช่ว่าการกู้ยืมที่มากขึ้น จะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป
หากเรากู้ยืมมาเพื่อเพิ่มรายได้ในอนาคต เช่น การกู้มาเพื่อสร้างกิจการ
แบบนี้จะถือเป็นการกู้ยืมที่ดี เพราะเรามีโอกาสที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และจะนำมาชำระหนี้ที่ก่อได้
ในทางกลับกัน หากเรากู้ยืมมาเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวันของเรา
หนี้สินที่กู้ยืมก็จะไปเป็นตัวลดรายได้ของเราในอนาคตแทน
เมื่อเวลาผ่านไป หากปริมาณการใช้จ่ายเริ่มเติบโตมากกว่าปริมาณการผลิตสินค้า
ราคาสินค้าจึงปรับตัวสูงขึ้น เราเรียกสภาวะนี้ว่า “เงินเฟ้อ”
ซึ่งระบบเศรษฐกิจจะชอบสภาวะ “เงินเฟ้ออ่อน ๆ” เพราะมันจะเป็นสภาวะที่ผู้เล่นทุกคนในระบบเติบโตขึ้นไปพร้อมกัน
แต่ถ้าหากเกิดสภาวะเงินเฟ้อมากเกินไป มันจะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น เหตุการณ์ Hyperinflation หรือราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงอย่างที่ประเทศเวเนซุเอลา จะทำให้เงินสดมีมูลค่าไม่ต่างอะไรไปจากกระดาษชำระ
ดังนั้น คุณธนาคารกลาง จึงมีส่วนสำคัญในเรื่องนี้ในการควบคุมเงินเฟ้อที่มากเกินไป โดยจะเข้ามาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อชะลอการเติบโต
การกระทำดังกล่าวก็จะส่งผลให้เราใช้จ่ายน้อยลง เนื่องจากภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นและการกู้เงินที่น้อยลงเพราะอัตราดอกเบี้ยในอนาคตที่เพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน เมื่อเราเริ่มใช้จ่ายน้อยลง และราคาสินค้าเริ่มปรับลดราคาลง จนเข้าสู่สภาวะ “เงินฝืด” มันก็จะนำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
เมื่อถึงเวลานั้น คุณธนาคารกลางก็จะกลับมาลดดอกเบี้ยเพื่อให้ทุกคนเริ่มใช้จ่ายอีกครั้ง และผลักดันให้เศรษฐกิจกลับสู่สภาวะเงินเฟ้ออีกครั้งนั่นเอง
โดยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นวัฏจักรซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สำหรับในระยะสั้น วงจรดังกล่าวจะกินระยะเวลาราว 5-8 ปี
เราจะเรียกมันว่า “วงจรหนี้ระยะสั้น” ซึ่งวงจรในลักษณะนี้
คุณธนาคารกลางยังสามารถออกนโยบายมาเพื่อกำกับดูแลระบบเศรษฐกิจได้
แต่สำหรับ “วงจรหนี้ระยะยาว” เมื่อภาระหนี้สินของผู้กู้ในระบบมีปริมาณมากเกินไป และการลดดอกเบี้ยมาจนถึงจุดต่ำสุด และไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกต่อไป
จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Deleveraging ซึ่งถือเป็นระยะสุดท้าย หรือกระบวนการที่สถาบันการเงินและภาครัฐใช้เพื่อลดปริมาณการก่อหนี้ ซึ่งมี 4 วิธีหลัก
1. ภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ลดการใช้จ่าย
2. การลดหนี้จากการผิดนัดชำระ และการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่
3. ความมั่งคั่งถูกถ่ายโอนจากคนรวยสู่คนจน โดยการเพิ่มอัตราการเก็บภาษีคนรวย
4. ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพิ่มเติมในระบบ
แต่มักจะพบว่าวิธีที่ 1 ถึง 3 ไม่สามารถช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาดีได้เช่นเดิม
เนื่องจากทั้ง 3 วิธีเป็นนโยบายที่ช่วยลดหนี้ก็จริง แต่ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงเช่นกัน
ทางรอดสุดท้ายจึงเป็น “การพิมพ์เงินเพิ่มเข้าสู่ระบบ” ซึ่งนับว่าเป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
แล้วการพิมพ์เงินของธนาคารกลางช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร ?
ธนาคารกลางจะดำเนินการพิมพ์เงินเพื่อไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล
ทำให้รัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายในภาครัฐผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ
เช่น การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดรายได้และการจ้างงานที่สูงขึ้น
หรือถ้ารัฐบาลไม่รู้จะทำโครงการอะไร
รัฐบาลก็มีอีกทางเลือกคือ การแจกเงินโดยตรงสู่ประชาชน อย่างที่เคยทำในช่วงวิกฤติโควิดที่ผ่านมา
เมื่อรายได้ของผู้คนเริ่มฟื้นตัว ผู้ขอกู้ก็เริ่มมี Creditworthy
และหากผู้ขอกู้เริ่มมีความน่าเชื่อถือ ผู้ให้กู้ก็พร้อมปล่อยเงินกู้อีกครั้ง
ซึ่งนำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยที่มากขึ้น จนสุดท้ายเศรษฐกิจก็จะเริ่มฟื้นตัว และกลับมาเติบโตใหม่อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบ ก็ต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการพิมพ์เงินที่มากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง หรือ Hyperinflation เช่นเดียวกับที่เกิดกับประเทศซิมบับเวหรือประเทศเวเนซุเอลา ที่เงินด้อยค่าจนไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าหรือบริการได้เลย..
© 2021 Longtunman. All rights reserved.