รู้จัก 12 ETFs ไทย กองไหนน่าลงทุน

รู้จัก 12 ETFs ไทย กองไหนน่าลงทุน

9 มิ.ย. 2022
รู้จัก 12 ETFs ไทย กองไหนน่าลงทุน
SET x ลงทุนแมน
รู้ไหมว่า นอกจากการลงทุนในหุ้นและกองทุนแล้ว
ยังมีทางเลือกการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถผสานข้อดีของ หุ้นและกองทุน ไว้รวมกัน
ผลิตภัณฑ์สำหรับการลงทุนที่ว่านี้ มีชื่อว่า ETF หรือก็คือ Exchange Traded Fund
ว่าแต่ ETF คืออะไร ?
มีกระบวนการทำงานอย่างไร และมีข้อดีอะไรบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ETF คือ กองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่สามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ได้เหมือนกับหุ้นตัวหนึ่ง
โดยส่วนใหญ่นั้น มักจะมีนโยบายการลงทุน ที่สร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี หรือสินทรัพย์ที่อ้างอิง
เช่น ดัชนี SET50, ดัชนี MSCI, หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคาร หรือแม้แต่ราคาของทองคำ
หลายคนคงเกิดคำถามว่า แล้ว ETF แตกต่างจากกองทุนรวมอย่างไร ?
แม้ว่าคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างนั้น ดูเหมือนจะคล้ายกัน
ไม่ว่าจะเป็น การที่มีมืออาชีพเป็นผู้ดูแลบริหารจัดการลงทุนให้, มีนโยบายการลงทุนที่ชัดเจน และมีการกระจายความเสี่ยงตามนโยบายของตลาดหลักทรัพย์
แต่ความแตกต่างระหว่าง ETF กับกองทุนรวมทั่วไป
นั่นก็คือ การลงทุนใน ETF นั้นมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่ามาก และสามารถซื้อขายได้แบบเรียลไทม์ ในตลาดหลักทรัพย์ เหมือนกับหุ้นตัวหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องรอลุ้นราคาปิดสิ้นวันเหมือนกับการซื้อขายกองทุน
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง ที่ทำให้ ETF เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์การลงทุน ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในต่างประเทศ
และเราเองก็อาจจะลงทุนใน ETF อยู่แล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะว่ากองทุนในไทยหลายกองที่เปิดขายนั้น ได้เลือกลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ ETF ในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
ทีนี้ เรามาดูต่อกันว่าในตลาดหลักทรัพย์ ตอนนี้มี ETF อะไรบ้าง ?
กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มของ ETF ที่เน้นการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับ “ดัชนีราคาหุ้นในประเทศไทย”
- TDEX ที่อ้างอิงผลตอบแทนของดัชนี SET50
หรือก็คือ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง 50 อันดับแรกของตลาดหุ้นไทย
ใครที่อยากลงทุนระยะยาว แล้วได้ผลตอบแทนตามตลาดหุ้นไทย ETF ตัวนี้ ถือว่าเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่น่าสนใจ
- BSET100 อ้างอิงผลตอบแทนของดัชนี SET100
หรือก็คือ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง 100 อันดับแรกของตลาดหุ้นไทย
มีลักษณะคล้ายกับ TDEX แต่มีโอกาสในการเติบโตและการกระจายการลงทุนที่มากกว่า
- BMSCITH อ้างอิงกับดัชนี MSCI
ซึ่งเป็นดัชนีที่บริษัท Morgan Stanley Capital International เป็นผู้จัด
หากใครต้องการลงทุนตามมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ โดยไม่ต้องนั่งติดตามว่าฟันด์โฟลว์กำลังไหลเข้าหุ้นตัวไหน ETF ตัวนี้ ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว
- BMSCG เป็น ETF ที่ลงทุนในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในตลาดหลักทรัพย์
ถ้าชอบแนวที่เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ตัวนี้ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย
- 1DIV อ้างอิงผลตอบแทนของดัชนี SET High Dividend 30 Total Return หรือ SETHD
ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นที่มีมูลค่าและสภาพคล่องสูง ทั้งยังปันผลสูงอย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับสายปันผล
กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มของ ETF ที่เน้นการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับ “ดัชนีราคาหุ้นในแต่ละอุตสาหกรรม”
- EBANK สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอุตสาหกรรมธนาคารในประเทศไทย
หากไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อหุ้นของแบงก์สีอะไร หรือสนใจกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังอุตสาหกรรมธนาคาร เราสามารถลงทุนในทั้งอุตสาหกรรมธนาคารได้ผ่านการซื้อ ETF ตัวนี้
- ENGY และ ENY ที่อ้างอิงผลตอบแทนของหุ้นอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศไทย
เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบหุ้นกลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน หรือการปรับน้ำหนักการลงทุนจากกลุ่มธุรกิจหนึ่งไปยังอีกกลุ่มธุรกิจหนึ่ง ที่เรียกว่า Sector Rotation ตามจังหวะของตลาด
กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มของ ETF ที่เน้นการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับ “ดัชนีหุ้นในต่างประเทศ”
- CHINA อ้างอิงกับดัชนีหุ้น CSI300 ซึ่งเป็นดัชนีราคาหุ้นในประเทศจีน
เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในหุ้นจีน แต่ไม่สะดวกในการศึกษาหาหุ้นรายตัว และเปิดพอร์ตการลงทุนหุ้นต่างประเทศ
- UHERO เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรม Games และ Esports ที่มีแนวโน้มเติบโตตามกระแสของโลกในปัจจุบัน
กลุ่มที่ 4 คือกลุ่มของ ETF ที่อ้างอิงกับ “สินค้าโภคภัณฑ์”
- GLD ลงทุนในกองทุน SPDR Gold Trust ที่สร้างผลตอบแทนอ้างอิงราคาทองคำแท่ง 99.5% ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจในการลงทุนทองคำ
กลุ่มที่ 5 คือกลุ่มของ ETF ที่อ้างอิงกับ “ตราสารหนี้”
- ABFTH ลงทุนในตราสารหนี้ที่รัฐบาลไทยเป็นผู้ค้ำประกัน และตราสารหนี้เอกชน หรือสถาบันการเงิน เหมาะสำหรับคนที่อยากลงทุนในระยะยาว รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ โดยที่มีความเสี่ยงต่ำ
ทั้งหมดนี้ คือภาพคร่าว ๆ ของ ETF ที่น่าสนใจในตลาดหลักทรัพย์ไทย
แล้วถ้าถามว่า วิธีการเลือกลงทุนใน ETF นั้นเป็นอย่างไร
อธิบายด้วย 4 เทคนิคง่าย ๆ ในการเลือกลงทุน ดังนี้
1. ให้เลือกสินทรัพย์ที่ตรงกับเป้าหมายการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่สามารถรับได้
2. สินทรัพย์ที่เลือกนั้น สามารถให้ผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับดัชนี หรือสินค้าอ้างอิงมากที่สุด
3. ค่าธรรมเนียมมีความเหมาะสม ไม่สูงจนเกินไป เพื่อช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้น
4. มีสภาพคล่องสูง จะซื้อก็ง่าย จะขายก็คล่อง
สำหรับใครที่กังวลในเรื่องของสภาพคล่องในการซื้อขายแล้ว อยากจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องนี้
เพราะว่า ETF แต่ละตัวนั้น จะมีผู้ดูแลสภาพคล่อง หรือ Market Maker
ที่จะช่วยทำให้ราคาซื้อขายใกล้เคียงกับราคาอ้างอิง และมีปริมาณหน่วยลงทุน ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายเพียงพออยู่ตลอดเวลา นั่นเอง
คำถามต่อมาก็คือ แล้วเราจะสามารถดูราคา ETF ได้อย่างไร ?
ปัจจุบันนี้ ราคา ETF นั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ประกอบไปด้วย
1. มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV)
เป็นมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ ETF หักค่าใช้จ่ายและหนี้สินออก
ซึ่งจะประกาศทุกสิ้นวันทำการ สามารถใช้ค่านี้อ้างอิง เพื่อคำนวณผลตอบแทนการลงทุนใน ETF ได้
2. มูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยประมาณ (Indicative Net Asset Value : iNAV)
เนื่องจากว่าค่า NAV ของ ETF นั้นจะถูกประกาศตอนสิ้นวันทำการ
ทาง บลจ. เจ้าของ ETF จึงคำนวณค่า iNAV แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถประมาณค่า NAV ณ ขณะนั้นได้
โดยราคาของ ETF ควรจะใกล้เคียงกับราคาของ iNAV
3. ราคาซื้อขาย ETF (Price)
เป็นราคาซื้อขายแบบเรียลไทม์ที่ปรากฏอยู่หน้ากระดานซื้อขาย
และใช้เพื่อซื้อขาย ETF ในตลาดหลักทรัพย์
สรุปง่าย ๆ ก็คือ ราคาของ ETF นั้นจะอ้างอิงจาก NAV ของ ETF ตัวนั้น
ซึ่งจะประกาศทุกสิ้นวันทำการ จึงต้องมี iNAV ที่เป็นการประมาณมูลค่า NAV เพื่อมาช่วยบอกมูลค่าของ ETF ตัวนั้นในระหว่างวัน นั่นเอง
ที่น่าสนใจก็คือ นอกจากจะสามารถใช้ ETF ในการเลือกลงทุนตามเป้าหมายของเราได้แล้ว
ยังสามารถใช้ ETF เพื่อเป็นตัวช่วยเติมเต็มพอร์ตการลงทุนได้ อย่างเช่น
การกระจายการลงทุนในต่างประเทศ, การลงทุนในทองคำ ในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังผันผวนหนัก
หรือการเพิ่มส่วนของตราสารหนี้เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอระยะยาว เพื่อจัดการความเสี่ยงให้เหมาะกับตัวเอง
แล้วเราจะสามารถซื้อ ETF ได้อย่างไร ?
คำตอบคือ การซื้อ ETF ในปัจจุบันนั้นง่ายและสะดวกเป็นอย่างมาก เพียงแค่เรามีบัญชีหุ้นที่เปิดกับบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์
ผู้ลงทุนก็สามารถเข้าไปเลือกซื้อ ETF ได้เหมือนกับการซื้อหุ้นตัวหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ไทย
ซึ่งหนึ่งในช่องทางที่นิยมกันมากที่สุดนั้น ก็คือ “แอปพลิเคชัน Streaming”
ที่นักลงทุนสามารถเลือกซื้อและดูข้อมูลแบบเรียลไทม์ของทั้งหุ้น อนุพันธ์ และ ETF ได้จากคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแม้แต่แท็บเล็ต
เพียงแค่ Log in เข้าโปรแกรม Streaming แล้วไปที่เมนู “Watch” ในหน้า Realtime เลือก “.ETFs” ในแถบเมนู SET จะมีรายชื่อ ETF ขึ้นมาทั้งหมด ทำให้ไม่พลาดความเคลื่อนไหวในตลาด และสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ง่ายเพียงแค่คลิก ETF ที่ต้องการ แล้วกดไปที่หน้า Buy/Sell ก็ส่งคำสั่งซื้อขายได้เลย หรือถ้าสะดวกพิมพ์ค้นหาชื่อ ETF ที่ต้องการก็สามารถทำได้ สะดวกมาก
ถึงตรงนี้ เราจะเห็นได้ว่า ETF นั้นเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจมาก และผสมผสานข้อดีของหุ้นกับกองทุนเข้าไว้ด้วยกัน
ซึ่งเราสามารถที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการลงทุนตามเป้าหมาย หรือใช้ในการบริหารความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี..
สุดท้ายนี้ สำหรับผู้ลงทุนที่อยากศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ETF สามารถเข้าไปศึกษาต่อได้ที่ https://www.setinvestnow.com/th/etf
หรือเข้าไปดูคลิป "รีวิว 12 ETFs ไทย ลงทุนกองไหนดี"
Ep1: รู้จัก 12 ETFs ไทย สรุปให้ม้วนเดียวจบ !! คลิก https://setga.page.link/pD8wzobEDYXvrtrP9
Ep2: สอนเลือก ETF ใส่พอร์ต คลิก https://setga.page.link/K5h9TwBqvH1QGKob8
และหากใครที่ยังไม่มีบัญชีสำหรับลงทุน สามารถดูรายละเอียดการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น และ ETF ได้ที่
https://www.setinvestnow.com/th/open-account-stock-eopen
© 2022 Longtunman. All rights reserved.