Credit Spread คืออะไร ?

Credit Spread คืออะไร ?

11 ก.ค. 2022
[ประเด็นสำคัญ] Credit Spread คือ ส่วนต่างของผลตอบแทนระหว่างหุ้นกู้บริษัทเอกชนและพันธบัตรรัฐบาล ยิ่งหุ้นกู้มีอันดับเครดิตต่ำลง Credit Spread ก็จะยิ่งมีค่าเพิ่มมากขึ้น
Credit Spread คือ ส่วนต่างของผลตอบแทน (Yield) ระหว่างหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนและพันธบัตรรัฐบาล
ที่มีอายุคงเหลือใกล้เคียงกัน แต่อาจจะไม่ได้มีอันดับเครดิตเท่ากัน
ซึ่งโดยปกติแล้ว หุ้นกู้บริษัทเอกชนนั้นจะให้ผลตอบแทนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล
เนื่องจากบริษัทเอกชนจะมีความเสี่ยงมากกว่ารัฐบาลในการผิดนัดชำระหนี้
ส่งผลให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่มากกว่า เพื่อให้คุ้มกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ตัวอย่างการคำนวณ Credit Spread เช่น
รัฐบาลออกพันธบัตรอายุ 10 ปี และมีอัตราผลตอบแทนที่ 3.0%
บริษัท A ออกหุ้นกู้อายุ 10 ปี และมีอัตราผลตอบแทนที่ 3.8%
ดังนั้น เราจะสามารถคำนวณได้ว่า Credit Spread ของหุ้นกู้บริษัท A คือ 0.8%
นอกจากนี้ อายุและอันดับเครดิตของหุ้นกู้เองก็มีผลต่อ Credit Spread ด้วย
โดยเมื่อหุ้นกู้มีอันดับเครดิตต่ำลง หรือมีอายุคงเหลือยาวขึ้น Credit Spread จะเพิ่มขึ้น
แล้ว Credit Spread มีประโยชน์อย่างไร
เราสามารถใช้ Credit Spread ในการเปรียบเทียบผลตอบแทนของหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตเดียวกันหรือต่างกันก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น
รัฐบาลออกพันธบัตรอายุ 10 ปี และมีอัตราผลตอบแทนที่ 3.0%
บริษัท A ออกหุ้นกู้อายุ 10 ปี ที่มีอันดับเครดิต A- และมีอัตราผลตอบแทนที่ 3.8%
บริษัท B ออกหุ้นกู้อายุ 10 ปี ที่มีอันดับเครดิต A- และมีอัตราผลตอบแทนที่ 3.9%
บริษัท C ออกหุ้นกู้อายุ 10 ปี ที่มีอันดับเครดิต BBB+ และมีอัตราผลตอบแทนที่ 4.1%
จากข้อมูลข้างต้น เราก็จะสามารถคำนวณได้ว่า
หุ้นกู้บริษัท A มี Credit Spread 0.8%
หุ้นกู้บริษัท B มี Credit Spread 0.9%
ดังนั้น หุ้นกู้บริษัท B จึงให้ผลตอบแทนมากกว่า หุ้นกู้บริษัท A
ส่วน หุ้นกู้บริษัท C มี Credit Spread 1.1%
ซึ่งให้เป็นอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าทั้งบริษัท A และ B
เพราะบริษัท C มีอันดับเครดิตที่ต่ำกว่าทั้ง 2 บริษัท
ทั้งนี้ Credit Spread สามารถบ่งชี้ถึงต้นทุนการกู้ยืม
และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อการชำระหนี้ของบริษัท
โดย Credit Spread ที่สูง เป็นตัวบ่งชี้ว่า นักลงทุนกังวลว่าบริษัทนี้มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้
ในทางกลับกัน Credit Spread ที่ต่ำ ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่านักลงทุนเชื่อมั่นว่าบริษัทนั้นจะชำระหนี้ได้
นอกจากนี้ เราสามารถใช้ Credit Spread ประเมินสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นได้
โดยในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต นักลงทุนจะเชื่อมั่นในสภาพเศรษฐกิจ
และกล้าลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้น
ส่งผลให้นักลงทุนหันมาลงทุนในบริษัทเอกชน เพราะหุ้นกู้เอกชนมีความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล ที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ Credit Spread แคบลง
แต่ช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือถดถอย นักลงทุนย่อมลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
จึงส่งผลให้ Credit Spread กว้างขึ้น นั่นเอง
© 2022 Longtunman. All rights reserved.