
Microsoft ร่วง 7% เมื่อกำไร ดีไม่พอ ที่จะปลอบใจงบลงทุน AI ล้านล้าน..
แม้ว่าผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (Q2 FY2026) ของ Microsoft จะมีรายได้และกำไร ที่สูงกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ (Beat)
โดยไตรมาสล่าสุด บริษัทมีรายได้รวม 8.13 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17%
มีกำไรสุทธิ (Non-GAAP) 3.09 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน
มีกำไรสุทธิ (Non-GAAP) 3.09 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน
แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงอย่างรุนแรงถึง 7% ในช่วงหลังปิดตลาด
เพราะถูกกลบด้วยความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและการเติบโตที่ชะลอตัว..
เพราะถูกกลบด้วยความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและการเติบโตที่ชะลอตัว..
1. งบลงทุน AI (Capex) พุ่งสูงจนน่าตกใจ
ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุน พุ่งขึ้นไปถึง 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์ ในไตรมาสเดียว ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้เดิม และเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 66% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center
ทำให้ตลาดเริ่มเปลี่ยนมุมมองจากการ "ดีใจที่ลงทุน AI" เป็นการ "กังวลเรื่องจุดคุ้มทุน" (ROI) การที่ตัวเลขนี้พุ่งแรงเกินคาดสะท้อนว่า Microsoft ต้องอัดฉีดเงินมหาศาลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
การทุ่มเงินมหาศาลขนาดนี้ จะฉุดรั้งกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ซึ่งอาจกดดันเงินสดที่เหลือสำหรับการปันผลหรือการซื้อหุ้นคืน
2. อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ถูกบีบ
แม้ซอฟต์แวร์จะมีกำไรสูง แต่โครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องใช้ชิป GPU ราคาแพงและการใช้พลังงานมหาศาล ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น ลดลงมาอยู่ที่ 68% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี
เนื่องจากต้นทุนในการดำเนินงานด้าน Cloud และ AI นั้นสูงกว่าธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมอย่างมาก
การที่บริษัทเร่งสร้าง Data Center ทำให้มี "ค่าเสื่อมราคา" ตามมาเป็นเงาตามตัว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่กดทับกำไรสุทธิไปอีกหลายปี
3. การเติบโตของ Azure เริ่มคงที่
Azure และ Cloud Services โตที่ 39% ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่ตลาด "ผิดหวัง" เพราะไตรมาสก่อนโต 40% และนักวิเคราะห์บางส่วนคาดหวังว่า พลังจาก AI จะต้องทำให้มัน "เร่งตัวขึ้น" ไม่ใช่ทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย
ซึ่งนักลงทุนกังวลว่า คู่แข่งอย่าง Google Cloud หรือ AWS อาจกำลังไล่กวดขึ้นมาในแง่ของความเร็วในการเติบโต
4. ปัญหาข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต (Capacity Constraints)
Amy Hood (CFO ของบริษัท) ยอมรับว่ามีความต้องการที่มากกว่า ความสามารถในการให้บริการ เนื่องจาก Data Center สร้างไม่ทัน และชิป GPU มีจำกัด
ตลาดมองว่านี่คือความเสี่ยงในการสูญเสียรายได้ให้กับคู่แข่งที่มีกำลังการผลิตพร้อมกว่าในช่วงเวลานี้
5. ความเสี่ยงจากการพึ่งพา OpenAI
รายได้ในอนาคตที่รอรับรู้ ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับความสำเร็จของ OpenAI
โดยข้อมูลระบุว่า 45% ของรายได้ที่รอรับรู้ (Backlog) ของ Microsoft มาจากข้อตกลงกับ OpenAI เพียงรายเดียว ซึ่ง OpenAI เป็นบริษัทที่ยังขาดทุนและมีแผนใช้เงินสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
ความเสี่ยงที่ OpenAI จะย้ายไปใช้ Cloud เจ้าอื่น หลังจากการปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ ทำให้ความมั่นคงของรายได้ก้อนนี้ถูกตั้งคำถามว่า Microsoft จะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากับเม็ดเงินลงทุนที่ใส่ลงไปหรือไม่
6. ธุรกิจ More Personal Computing (PC & Gaming) อ่อนแอ
รายได้จากการขายลิขสิทธิ์ Windows ให้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์เติบโตต่ำกว่าคาด สะท้อนถึงตลาด PC ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
บวกกับรายได้จาก Xbox และเนื้อหาเกมเริ่มชะลอตัวลง หลังจากผ่านพ้นช่วงการรวมงบของ Activision Blizzard ซึ่งเคยเป็นตัวดึงรายได้หลักในไตรมาสก่อน ๆ
7. คาดการณ์รายได้ไตรมาสหน้า (Guidance) ที่ระมัดระวังเกินไป
Microsoft ให้เป้ารายได้ไตรมาสถัดไป (Q3 FY2026) ไว้ที่ 8.065 - 8.175 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นการโตประมาณ 15% - 17%
อยู่ในระดับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 8.125 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ตลาดมองว่าไม่มี "Positive Surprise" หรือการเร่งตัวขึ้นมากกว่าที่คาดหวัง
โดย Microsoft ยังตั้งเป้าการเติบโตของ Azure จะอยู่ที่ประมาณ 37% – 38% ซึ่งไม่ได้สูงอย่างที่ Wall Street ต้องการ
สรุป หุ้น Microsoft ร่วงเพราะนักลงทุนเริ่มมองลบ กับการลงทุน (Capex) ที่มากเกินไป
ในขณะที่ผลตอบแทน เริ่มโตแบบคงที่ และเผชิญกับปัญหาคอขวดด้านการผลิต ที่ความต้องการ AI มีมากกว่าที่บริษัทจะตอบสนองได้ ทำให้บริษัทเสียโอกาสในการสร้างรายได้
รวมถึง Microsoft ให้คาดการณ์รายได้ในไตรมาสถัดไป ที่อาจไม่สูงมากพอ จนทำให้นักวิเคราะห์พอใจ..