
OpenAI เผาเงินวันละเกือบ 500 ล้านบาท ไปกับ Sora
OpenAI เผาเงินวันละเกือบ 500 ล้านบาท ไปกับ Sora /โดย ลงทุนแมน
ถ้ามีบริษัทหนึ่งบอกว่า ตอนนี้เผาเงินวันละ 500 ล้านบาท
นักลงทุนส่วนใหญ่ คงเมินหน้าหนี
ถ้ามีบริษัทหนึ่งบอกว่า ตอนนี้เผาเงินวันละ 500 ล้านบาท
นักลงทุนส่วนใหญ่ คงเมินหน้าหนี
แต่ถ้าบริษัทนั้นคือ OpenAI เจ้าของ ChatGPT หลายคนอาจอยากเดิมพันไปกับการสร้างเทคโนโลยี AI ที่เปลี่ยนโลกด้วย
นอกจาก ChatGPT แล้ว OpenAI ยังกำลังเผาเงินมหาศาล เพื่อพัฒนา “Sora” โมเดล AI ที่สามารถสร้างวิดีโอขึ้นมาได้จากข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด
OpenAI เดินเกมอะไรอยู่ และมันจะคุ้มค่าหรือไม่ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในช่วงปลายปี 2022 หรือราว 3 ปีที่แล้ว OpenAI ได้เปิดตัวบริการแช็ตบอตอัจฉริยะ ChatGPT
ซึ่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว มีผู้ใช้งานทะลุ 100 ล้านราย ภายใน 2 เดือนแรก และในปัจจุบัน มีผู้ใช้งานประจำประมาณ 800 ล้านรายต่อสัปดาห์
ส่งผลให้ OpenAI ถูกประเมินมูลค่าบริษัทเอาไว้สูงถึง 15.7 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับ GDP ของประเทศไทยเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ ChatGPT มีการเก็บค่าบริการสำหรับการใช้งานขั้นสูง แต่ก็มีการเปิดให้ใช้ฟรีได้ด้วย
ด้วยเหตุนี้ OpenAI จึงยังไม่สามารถทำกำไรได้ โดยในปี 2024 บริษัทขาดทุนประมาณ 157,000 ล้านบาท
และดูเหมือนผลขาดทุนนั้นจะยิ่งถูกเร่งขึ้นไปอีก เพราะล่าสุดในไตรมาส 4 ปี 2025 เพียงไตรมาสเดียว บริษัทขาดทุนถึง 377,000 ล้านบาท เลยทีเดียว
ซึ่งสาเหตุสำคัญ ก็คือ การเปิดให้บริการเครื่องจักร AI ตัวใหม่ที่มีชื่อว่า Sora
Sora เป็นโมเดล AI ที่สามารถแปลงข้อความ ให้กลายเป็นวิดีโอที่เคลื่อนไหวและเล่าเรื่องได้สมจริง
โดยแพลตฟอร์มเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2025 ที่ผ่านมา และได้รับความสนใจในทันที มียอดดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านครั้ง ภายใน 1 สัปดาห์
แต่เบื้องหลังความล้ำนี้ มันตามมาด้วยต้นทุนที่แพงกว่าการประมวลผลข้อความแบบ ChatGPT หลายเท่าตัว
เนื่องจาก Sora ต้องจำลองภาพในหลายมิติที่ซับซ้อน ทำให้ใช้พลังคำนวณ GPU, พลังงานไฟฟ้า และการเทรนโมเดล ในจำนวนมหาศาล
โดยขณะนี้ การสร้างวิดีโอบน Sora ความยาว 10 วินาที มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่สูงถึง 40 บาทต่อคลิป
ซึ่งมีการประเมินว่า ปัจจุบัน Sora มีผู้ใช้บริการอยู่ราว 4.5 ล้านราย และมีการสร้างวิดีโอราว 11.3 ล้านคลิปต่อวัน
เท่ากับว่า OpenAI มีต้นทุนจาก Sora สูงถึงเกือบ 500 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็นรายปีกว่า 180,000 ล้านบาท
และต้นทุนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อแพลตฟอร์มถูกใช้งานแพร่หลายมากขึ้น
โดยเฉพาะหลังจากมีปัจจัยเสริม อย่างความร่วมมือกับ Disney ที่ให้ OpenAI ใช้คอนเทนต์จากคลังตัวละครกว่า 200 คาแรกเตอร์ ไปสร้างวิดีโอได้เป็นระยะเวลา 3 ปี
ซึ่งปัญหาตอนนี้คือ รายได้ค่าบริการ วิ่งตามต้นทุนการประมวลผลที่เติบโตแบบก้าวกระโดดไม่ทัน
แม้ ปัจจุบัน OpenAI เปิดให้ใช้งาน Sora เวอร์ชันฟรีได้แบบจำกัดฟีเชอร์ เช่น ความยาวคลิป ความละเอียดภาพ หรือจำนวนคลิปที่สร้างได้ต่อวัน
แต่สำหรับการใช้งานขั้นสูงนั้น จะไปคิดรวมอยู่ในค่าบริการสมัคร ChatGPT ในราคา 630 - 6,300 บาทต่อเดือน
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า จากต้นทุน 40 บาทต่อคลิป หากผู้ใช้งานทั่วไป ๆ 1 คน สร้างวิดีโอเพียง 20 คลิปต่อเดือน จะมีต้นทุนเฉพาะค่าประมวลผลสูงถึง 800 บาทต่อคนไปแล้ว
หรือแม้ในการใช้งานขั้นสูงที่จ่ายหลักพัน แต่เปิดให้สร้างคลิปได้มากขึ้น ก็ยิ่งเร่งให้คนที่จ่ายใช้มากขึ้น จนรายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจไม่เพียงพอครอบคลุมต้นทุนการประมวลผลที่โตแบบก้าวกระโดด
นั่นหมายความว่า ตอนนี้ลำพังแค่การใช้งาน Sora ก็น่าจะแทบกินค่าสมาชิกต่อหัวจนหมด ขณะที่ยังไม่ได้หักต้นทุนส่วนอื่น ๆ
ส่งผลให้บริษัทคาดการณ์ว่า อาจจำเป็นต้องเผาเงินสะสมรวมกว่า 3.6 ล้านล้านบาท จนถึงปี 2029 ก่อนที่จะมีกำไร
ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าว เป็นสิ่งที่เราเห็นได้บ่อยในวงการเทคโนโลยี ที่บริษัทยอมเผาเงินเพื่อสร้างฐานผู้ใช้งานให้ใหญ่ที่สุดก่อน
หลังจากนั้นก็ค่อยหาวิธีทำเงิน ไม่ว่าจะเป็น การลดต้นทุนต่อหน่วย เมื่อปริมาณการใช้งานสูงขึ้น หรือเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพดีขึ้น รวมไปถึงการเก็บค่าบริการเพิ่มขึ้น
คำถามถัดมาคือ ตอนนี้ OpenAI เอาเงินจากไหนมาเผา ?
ที่ผ่านมา OpenAI มีการระดมเงินจากนักลงทุนกว่า 19 รอบ รวมเป็นเงินมูลค่าทั้งหมด 2 ล้านล้านบาท
โดยมีนักลงทุนรายหลัก เช่น Microsoft, SoftBank, Thrive Capital, Sequoia Capital เป็นต้น
และมีรายงานว่า OpenAI กำลังเตรียมยื่นจดทะเบียน IPO เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เร็วที่สุดในปี 2027 เพื่อระดมทุนอีกอย่างน้อย 1.9 ล้านล้านบาท
โดยคาดการณ์ว่า บริษัทจะมีมูลค่าพุ่งแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 31.5 ล้านล้านบาท ในทันที
ซึ่งเมื่อรวมเงินระดมทุนกับเงิน IPO ก็จะใกล้เคียงกับประมาณการเงินที่ OpenAI จะใช้เผานั่นเอง
จากเรื่องราวนี้จะเห็นได้ว่า OpenAI กำลังปั้นเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อดิสรัปต์อุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย
ดังในกรณีของ Sora หากทำให้ประสบความสำเร็จได้ ก็อาจทำให้รูปแบบของการผลิตโฆษณา, แอนิเมชัน, ภาพยนตร์ หรือคอนเทนต์ออนไลน์ เปลี่ยนไปจากเดิม
เพราะในอนาคต คน 1 คน ที่มีไอเดีย อาจสร้างวิดีโอคุณภาพสูงได้ ขณะที่มีต้นทุนน้อยมาก
ด้วยเหตุนี้ OpenAI จึงยอมขาดทุนหนัก เพื่อซื้ออนาคต และสร้างกำแพงที่คู่แข่งข้ามได้ยาก
แม้มันอาจดูบ้าคลั่งในสายตาคนทั่วไป แต่หากมองในมุมเกมเทคโนโลยี ผู้ชนะมักไม่ใช่คนที่ประหยัดต้นทุนที่สุด แต่คือคนที่ไปถึงเส้นชัยก่อน และตั้งกติกาได้เอง
และ Sora ก็อาจจะเป็นหมากตัวนั้นของ OpenAI ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม การที่ยอมเผาเงินมหาศาลเพื่อซื้ออนาคตนั้น จากประวัติศาสตร์เทคโนโลยีมีบทเรียนให้เราเห็นอยู่เสมอว่า ต่อให้ไอเดียจะล้ำหน้าแค่ไหน แต่ถ้าเงินทุนหมดลงก่อนที่ฝันจะเป็นจริง สุดท้ายก็จบด้วยความล้มเหลว
เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า Sora จะเป็นเครื่องจักรผลิตเงินมหาศาลที่คุ้มค่ากับการรอคอย หรือจะเป็นเพียงเตาเผาเงินที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกเทคโนโลยีกันแน่..