
หาก Disneyland ไทยแลนด์ เมกะโปรเจกต์ 2 แสนล้านบาท เกิดขึ้นจริง จะยิ่งใหญ่แค่ไหน ?
หาก Disneyland ไทยแลนด์ เมกะโปรเจกต์ 2 แสนล้านบาท เกิดขึ้นจริง จะยิ่งใหญ่แค่ไหน ? /โดย ลงทุนแมน
หากใครที่ติดตามข่าว Disneyland ในเมืองไทยอย่างใกล้ชิด จะรู้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้
ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มักได้ยินข่าวเป็นระยะถึงรัฐบาลไทยที่จะมีแผนดึงสวนสนุกระดับโลกอย่าง Disneyland มาเป็น Landmark ระดับ Flagship ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า ไม่ใช่คนแรกที่คิดเรื่องนี้ แต่ในอดีตประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ขนาดใหญ่ และกลุ่มเอกชนที่จะมาร่วมลงทุน
โดยรายละเอียดของเมกะโปรเจกต์นี้ ไม่ได้มีแค่ Disneyland เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็น Mixed-Use ที่มีความหลากหลาย คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 3 แสนล้านบาท บนที่ดิน 5,000 ไร่ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยคาดว่าจะอยู่ในชลบุรี
โดยตามแผนจะแบ่งเป็น
- Disneyland พื้นที่ 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท
- สนามกีฬาความจุ 80,000 ที่นั่ง ที่มีเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนเป็น Concert Hall ขนาดใหญ่, ศูนย์กีฬาทางน้ำ, อินดอร์ สเตเดียม พื้นที่รวมกัน 2,000 ไร่ มูลค่าลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท
- Disneyland พื้นที่ 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท
- สนามกีฬาความจุ 80,000 ที่นั่ง ที่มีเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนเป็น Concert Hall ขนาดใหญ่, ศูนย์กีฬาทางน้ำ, อินดอร์ สเตเดียม พื้นที่รวมกัน 2,000 ไร่ มูลค่าลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท
มูลค่าลงทุนมหาศาลบนพื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ รูปแบบการลงทุนจะเป็นแบบไหน ?
ประเทศไทยมีความพร้อมแค่ไหน ?
ประเทศไทยมีความพร้อมแค่ไหน ?
ลงทุนแมน จะสรุปให้ฟัง
จากประสบการณ์การทำงาน คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ คือผู้ก่อตั้ง 2 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์คือ PTG Energy PCL หรือปั๊มน้ำมัน PT ที่มีกว่า 2,200 แห่งทั่วประเทศ
ส่วนอีกหนึ่งบริษัทคือ AMA Energy PCL ธุรกิจเรือขนส่ง น้ำมันปาล์ม น้ำมันพืช และเคมีภัณฑ์ ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก
นอกจากนี้ ปี 2564 ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเป็นหนึ่งในผู้คิดค้น Phuket Sandbox โมเดลต้นแบบเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในภูเก็ต
คุณพิพัฒน์ เล่าถึงเหตุผลที่ประเทศไทยต้องมี Disneyland มาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยติดกับดักทางตัน ไม่สามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มากขึ้นไปกว่านี้ได้
32-38 ล้านคนต่อปี คือตัวเลขเฉลี่ยที่อยู่กับประเทศไทยมาหลายสิบปี
แม้ประเทศไทยจะมีธรรมชาติสวยงาม บ้านเมืองมีวัฒนธรรม คนไทยอัธยาศัยดี อาหารอร่อย สิ่งเหล่านี้อาจเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นจุดอ่อนได้เหมือนกัน
เมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยชินกับประสบการณ์เดิม ๆ ท่ามกลางเทรนด์การท่องเที่ยวครอบครัวที่มีมูลค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง กำลังเติบโตขึ้นทั่วโลก
จึงมองว่า หากต้องการจะเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ 50-60 ล้านคนต่อปี และเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูง
ประเทศไทยต้องมี Disneyland และเมกะโปรเจกต์ Entertainment ที่ดึงดูดคนทั่วโลก
ประเทศไทยต้องมี Disneyland และเมกะโปรเจกต์ Entertainment ที่ดึงดูดคนทั่วโลก
แต่ความท้าทายคือ การหาที่ดินผืนใหญ่ในกรุงเทพฯ เป็นไปได้ยาก
เมื่อได้พูดคุยกับผู้บริหาร EEC จึงรู้ว่ามีพื้นที่เวนคืนกว่า 10,000 ไร่ ทำให้เกิดดีลเจรจาที่ทางรัฐบาลขอแบ่งพื้นที่ 5,000 ไร่ เพื่อสร้างเมกะโปรเจกต์
เมื่อได้พูดคุยกับผู้บริหาร EEC จึงรู้ว่ามีพื้นที่เวนคืนกว่า 10,000 ไร่ ทำให้เกิดดีลเจรจาที่ทางรัฐบาลขอแบ่งพื้นที่ 5,000 ไร่ เพื่อสร้างเมกะโปรเจกต์
ทีนี้ความท้าทายต่อมาคือ รูปแบบการลงทุน ที่จะใช้รูปแบบ PPP หรือ Public-Private Partnership
โดยทางภาครัฐจะทำหน้าที่หาที่ดินเจรจา Licensing กับทาง Disney รวมถึงอำนวยความสะดวกในการประสานงานต่าง ๆ
ส่วนการลงทุนก่อสร้างและบริหาร จะเป็นการร่วมมือของภาคเอกชนบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย และนักลงทุนต่างชาติ
ส่วนการลงทุนก่อสร้างและบริหาร จะเป็นการร่วมมือของภาคเอกชนบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย และนักลงทุนต่างชาติ
ข้อดีวิธีนี้ นอกจากรัฐบาลไม่ต้องลงทุนเองให้กระทบกับภาระหนี้สาธารณะแล้ว
การให้เอกชนที่มีความถนัดและเชี่ยวชาญเข้ามาลงทุนและบริหารอย่างมืออาชีพ ยังมีความคล่องตัวสูง เพื่อช่วยให้เมกะโปรเจกต์ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น
การให้เอกชนที่มีความถนัดและเชี่ยวชาญเข้ามาลงทุนและบริหารอย่างมืออาชีพ ยังมีความคล่องตัวสูง เพื่อช่วยให้เมกะโปรเจกต์ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น
ซึ่งจากการพูดคุยเบื้องต้นมีหลายบริษัทที่สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทพัฒนาศูนย์การค้า ที่แสดงความสนใจลงทุนสร้าง Shopping Mall ในเมกะโปรเจกต์นี้
ส่วนอีกหนึ่งจิกซอว์ที่เป็นหัวใจหลักที่ขาดไม่ได้คือ โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ที่จะสร้าง Traffic นักท่องเที่ยว โดยมี 2 โครงการหลัก คือ
- รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)
- โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
- โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
แม้บริษัทเอกชนจะได้สัมปทานจากภาครัฐไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีการก่อสร้างพัฒนาชัดเจน เพราะอาจจะยังมองไม่เห็นโอกาสทางธุรกิจและจุดคุ้มทุน
อย่างไรก็ตาม แม้ตอนนี้ยังเป็นการศึกษาความเป็นไปได้และการเจรจา Licensing กับทาง Disney
แต่เชื่อว่าหากทุกอย่างผ่านการอนุมัติจากรัฐบาล โครงการคมนาคมก็จะพัฒนาก่อสร้างไปพร้อมกับ Disneyland และเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ
ซึ่งจะทำให้การเดินทางจากสนามบิน-Disneyland ใช้เวลาเพียง 45 นาที
แต่เชื่อว่าหากทุกอย่างผ่านการอนุมัติจากรัฐบาล โครงการคมนาคมก็จะพัฒนาก่อสร้างไปพร้อมกับ Disneyland และเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ
ซึ่งจะทำให้การเดินทางจากสนามบิน-Disneyland ใช้เวลาเพียง 45 นาที
ถึงตรงนี้ ถ้าสมมติทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้
นอกจากจะดึงดูดจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวด้วย เพราะจากที่ตั้งใจมาเที่ยวแค่ Disneyland ชมคอนเสิร์ตระดับโลก ก็อาจแวะเที่ยวทะเล นั่งรถไฟฟ้าเข้ากรุงเทพฯ
นอกจากจะดึงดูดจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวด้วย เพราะจากที่ตั้งใจมาเที่ยวแค่ Disneyland ชมคอนเสิร์ตระดับโลก ก็อาจแวะเที่ยวทะเล นั่งรถไฟฟ้าเข้ากรุงเทพฯ
สะท้อนได้ว่า ประเทศไทยจะเพิ่มโอกาสในทั้งแง่ของจำนวนนักท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายต่อหัว รวมทั้งระยะเวลาท่องเที่ยว ที่ไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นที่เมกะโปรเจกต์ แต่ยังกระจายไปยังจังหวัดอื่น ช่วยสร้างรายได้และการจ้างงานไปด้วย
โดยคุณพิพัฒน์ ประเมินว่าหาก Disneyland และเมกะโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจริง
นอกจากจะเพิ่มนักท่องเที่ยวได้ปีละเกือบ 20 ล้านคนแล้ว ยังอาจเกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาทต่อปี
นอกจากจะเพิ่มนักท่องเที่ยวได้ปีละเกือบ 20 ล้านคนแล้ว ยังอาจเกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Disneyland ในไทย ยังคงอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้และการเจรจา ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อปัจจัยด้านความพร้อมถูกนำมาวางบนโต๊ะเจรจาแล้ว
บทสรุปของเมกะโปรเจกต์ระดับแสนล้านนี้ จะออกมาในรูปแบบใด
ซึ่งวันข้างหน้าจะกลายเป็นโครงการระดับชาติ หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งไอเดียบนกระดาษ
ถ้าสำเร็จ Dineyland ไทยแลนด์แห่งนี้ ก็คงจะกลายเป็น Landmark ใหม่ของประเทศ ที่สร้างความสุขควบคู่ไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่นักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก ต่างก็คงอยากมาเยี่ยมเยียนสักครั้งหนึ่งในชีวิต..