เงื่อนไขสุดท้าย ก่อนไทย เป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน ของสหรัฐฯ

เงื่อนไขสุดท้าย ก่อนไทย เป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน ของสหรัฐฯ

เงื่อนไขสุดท้าย ก่อนไทย เป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน ของสหรัฐฯ /โดย ลงทุนแมน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกรายงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และอัตราแลกเปลี่ยน ของประเทศคู่ค้า ฉบับล่าสุด
โดยประเทศไทย ถูกย้ายเข้าสู่กลุ่ม “ประเทศที่ต้องจับตา” (Monitoring List) ร่วมกับอีก 9 ประเทศ เช่น จีน, เวียดนาม, เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น
ซึ่งกลุ่มนี้ เกิดขึ้นจากการมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ของการพิจารณาเป็นประเทศ “บิดเบือนค่าเงิน” (Currency Manipulator)
เมื่อไทยเหมือนถูกพัดมาเกินครึ่งทางแล้ว แล้วเราอยู่ห่างจากป้ายบิดเบือนค่าเงินแค่ไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
สหรัฐฯ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ที่มาพร้อมกับกำลังซื้อมหาศาลของคนในประเทศ
ทว่ากำลังซื้อที่มาก ก็กลายเป็นแรงนำเข้าสินค้าและบริการในระดับสูงตามไปด้วยเช่นกัน
สหรัฐฯ จึงเป็นประเทศที่มีการขาดดุลการค้า ในระดับสูง ซึ่งนับเป็นสถานการณ์ที่บั่นทอนเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ซึ่งสหรัฐฯ ไม่ได้เพิ่งเจอกับปัญหานี้ แต่เจอมานานกว่า 40 ปี.. จนทำให้สภาคองเกรสให้อำนาจกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จัดทำรายงานและตรวจสอบนโยบายของประเทศคู่ค้า ตั้งแต่ปี 1988
โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวกับ “อัตราแลกเปลี่ยน” เพราะสหรัฐฯ สงสัยว่า ประเทศคู่ค้าอาจกดค่าเงินของตัวเองให้อ่อนค่า เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จึงมีการกำหนดเกณฑ์ 3 ข้อ เพื่อตรวจสอบความเสี่ยงในการบิดเบือนค่าเงินของคู่ค้า ดังนี้
1.​ การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ​ หรือตั้งแต่ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 แสนล้านบาท)
- ประเทศคู่ค้ามีรายได้ จากการส่งออกสินค้าและบริการ มายังสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯ ได้รับมากหรือไม่
เพื่อประเมินความได้เปรียบทางการค้าของประเทศคู่ค้า ต่อสหรัฐฯ
2. การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด มากกว่า 3% ของ GDP
- ประเทศคู่ค้ามีรายได้ จากการส่งออกสินค้าและบริการ กับทุกประเทศทั่วโลก มากกว่ารายจ่าย มากหรือไม่
เพื่อประเมินความได้เปรียบทางการค้าของประเทศคู่ค้า ต่อประเทศอื่นทั่วโลก
3. การแทรกแซงค่าเงิน โดยมูลค่าการเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิ เกิน 2% ของ GDP และมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน 8 จาก 12 เดือน
- ประเทศคู่ค้าแทรกแซงค่าเงิน ผ่านการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐหรือสกุลเงินอื่น มากและบ่อยหรือไม่
เพื่อวัดความตั้งใจใช้อัตราแลกเปลี่ยน มาสร้างประโยชน์ทางการค้า ซึ่งนับว่าเป็นข้อที่สำคัญที่สุด
ซึ่งเกณฑ์ทั้งหมด พิจารณาภายในระยะเวลา 1 ปี
ในอดีต หากประเทศใดเข้าเกณฑ์ครบ 3 ข้อแล้ว สหรัฐฯ จะใช้กลไกในการเจรจา เพื่อสร้างข้อตกลงกับคู่ค้ารายนั้น ให้ดำเนินนโยบายค่าเงินที่สอดคล้องกับกลไกตลาด และลดการบิดเบือนค่าเงินลง
ยกตัวอย่าง เกาหลีใต้ ในยุค 80 ที่กำลังเป็นประเทศที่เติบโต จากรายได้การส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มหาศาล
และมีการพบว่า เงินวอน ถูกกดให้อ่อนค่ากว่าความเป็นจริงมากถึง 60% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลานั้น
จนในปี 1988 สหรัฐฯ จัดให้เกาหลีใต้เป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน ทำให้มีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งเกาหลีใต้ต้องยอมเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน และปล่อยให้ค่าเงินวอนแข็งค่าอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น
ย้อนกลับมาที่รายงานล่าสุดของสหรัฐฯ ที่จัดให้ไทย อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตา (Monitoring List) เพราะ
ในระหว่างเดือน ก.ค. ปี 2024 ถึง มิ.ย. ปี 2025
- ไทย เกินดุลการค้าและบริการสหรัฐฯ สูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ไทย เกินดุลบัญชีเดินสะพัด 3.8% ของ GDP
แต่ด้วยไทย มีการเข้าแทรกแซงค่าเงินด้วยมูลค่าราว 0.9% ของ GDP
อีกทั้งสหรัฐฯ ยังระบุว่า ไทยไม่ได้เข้าแทรกแซงค่าเงิน เพื่อประโยชน์ทางการค้า แต่เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า
ซึ่งนี่เป็นเงื่อนไขสุดท้าย ที่ทำให้ไทยยังรอดจากการเป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน
อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ที่ยังคงติดหล่มกับปัญหาขาดดุลการค้าในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
และภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พร้อมจะงัดทุกมาตรการ เพื่อมาตอบโต้ประเทศคู่ค้า ที่กำลังได้ประโยชน์จากสหรัฐฯ มากเกินไป
ซึ่งเมื่อไทย อาจยังมีแนวโน้มเกินดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัด พร้อมความจำเป็นในการเข้าดูแลเงินบาท ที่มักแข็งค่าเกินพื้นฐานอยู่บ่อยครั้ง
ไทยจึงยังมีความท้าทายที่ต้องรับมือต่อไป เพราะทุกความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทหลังจากนี้ จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่เคยเป็นมา..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon