
กรุงเทพประกันชีวิต แบรนด์ที่สุด ของการใส่ใจผู้บริโภค ปี 2026
กรุงเทพประกันชีวิต แบรนด์ที่สุด ของการใส่ใจผู้บริโภค ปี 2026 / ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x กรุงเทพประกันชีวิต
คนยุคนี้ กำลังอยู่ในยุคที่เลือก“ประสบการณ์” ที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง
ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูล McKinsey & Company ที่ค้นพบว่า บริษัทใดก็ตามที่สามารถสร้างประสบการณ์ลูกค้าได้ดีที่สุด จะสามารถเพิ่มอัตรา Customer Retention 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับบริษัททั่วไป
ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูล McKinsey & Company ที่ค้นพบว่า บริษัทใดก็ตามที่สามารถสร้างประสบการณ์ลูกค้าได้ดีที่สุด จะสามารถเพิ่มอัตรา Customer Retention 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับบริษัททั่วไป
แน่นอนว่า ความท้าทายนี้ กำลังเกิดขึ้นในหลายภาคธุรกิจ..
หนึ่งในนั้นก็คือ ธุรกิจประกันชีวิต ที่ตัวสินค้าไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
ที่สำคัญเลยก็คือธุรกิจประกันชีวิตอยู่กับลูกค้าระยะยาว แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้าตลอดเวลา
ที่สำคัญเลยก็คือธุรกิจประกันชีวิตอยู่กับลูกค้าระยะยาว แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้าตลอดเวลา
ทำให้ “ความใส่ใจลูกค้าในทุกช่วงเวลา” แม้ในช่วงเวลาที่อยู่นอกเหนือความคุ้มครองตามกรมธรรม์ รวมไปถึง “ความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์” เลยกลายเป็นตัวแปรสำคัญ เพื่อชนะใจลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ไปตลอด
ซึ่งหนึ่งในแบรนด์ที่เป็นที่สุด ในเรื่องการใส่ใจผู้บริโภค คือ กรุงเทพประกันชีวิต
ทำไม กรุงเทพประกันชีวิต ถึงเป็นที่สุดในด้านนี้ ?
ลงทุนแมนจะวิเคราะห์ให้ฟัง
ลงทุนแมนจะวิเคราะห์ให้ฟัง
เหตุผลที่ 1 คือ เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง
กรุงเทพประกันชีวิต ไม่ได้มองว่า “ความใส่ใจ” เป็นแค่คำพูด หรือการสื่อสารทางสื่อโฆษณา แต่กำลังลงมือทำจริง ๆ ในทุกมิติของการดูแลของลูกค้า
ไม่ว่าจะเป็น
- การรับฟัง และเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
- การออกแบบผลิตภัณฑ์ การบริการที่ตอบโจทย์
- การยกระดับตัวแทนให้ดูแลลูกค้าได้อย่างรอบด้าน
- การอยู่เคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์
- การรับฟัง และเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
- การออกแบบผลิตภัณฑ์ การบริการที่ตอบโจทย์
- การยกระดับตัวแทนให้ดูแลลูกค้าได้อย่างรอบด้าน
- การอยู่เคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์
องค์ประกอบเหล่านี้เอง ที่ทำให้นิยาม “ความใส่ใจ” ของกรุงเทพประกันชีวิต.. กำลังเป็นมากกว่าการดูแล
แต่เริ่มต้นจากการรับฟังและความเข้าใจ จนเกิดเป็นนโยบาย 2C4S ขึ้นมา
แต่เริ่มต้นจากการรับฟังและความเข้าใจ จนเกิดเป็นนโยบาย 2C4S ขึ้นมา
2C ย่อมาจาก
- Customer Centric เข้าใจปัญหาและความต้องการลูกค้า เห็นอกเห็นใจ ดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่
- Convenience อำนวยความสะดวกลูกค้า ทั้งในเรื่องการติดต่อและบริการทุกขั้นตอน ทำรายการได้ง่าย
- Customer Centric เข้าใจปัญหาและความต้องการลูกค้า เห็นอกเห็นใจ ดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่
- Convenience อำนวยความสะดวกลูกค้า ทั้งในเรื่องการติดต่อและบริการทุกขั้นตอน ทำรายการได้ง่าย
4S ย่อมาจาก
- Speed of Service ให้บริการ ดำเนินการ หรือแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็ว
- Seamless Process ราบรื่น ต่อเนื่อง ชัดเจน ลูกค้าไม่ต้องคอยติดตาม ให้ข้อมูล หรือทำรายการซ้ำ ๆ
- Secure รักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า มีความน่าเชื่อถือ
- Staff Attitude บริการด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม เป็นมิตร
- Speed of Service ให้บริการ ดำเนินการ หรือแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็ว
- Seamless Process ราบรื่น ต่อเนื่อง ชัดเจน ลูกค้าไม่ต้องคอยติดตาม ให้ข้อมูล หรือทำรายการซ้ำ ๆ
- Secure รักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า มีความน่าเชื่อถือ
- Staff Attitude บริการด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม เป็นมิตร
ซึ่งรู้หรือไม่ว่า นโยบายนี้ยังถูกใช้สื่อสารระหว่างพนักงาน เพื่อให้ทุก Touchpoint ที่ลูกค้าสัมผัสได้เข้าถึงประสบการณ์ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางจริง ๆ
สังเกตได้จากการพัฒนาช่องทางติดตามทั้งทาง Voice อย่าง Contact Center ของกรุงเทพประกันชีวิต และทาง Non-Voice อย่างเช่น Live Chat, E-Mail และ Facebook Inbox
ที่สำคัญเลยก็คือ การพัฒนาศูนย์บริการลูกค้า และการเป็น One-Stop Service
โดยในปีที่ผ่านมา มีการเปิดตัว Indigo Care Center รองรับบริการลูกค้าระดับบน หรือกลุ่ม Tier Indigo เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น
ยังไม่นับรวมเคสต่าง ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น โครงการหากันจนเจอ
ที่หลังจากพบ Insight น่าสนใจของลูกค้าว่า ไม่มีใครอยากหายไป ทุกคนต้องการผลประโยชน์ของตนเสมอ
เพราะประกันชีวิตเป็น “คำมั่นสัญญาระยะยาว” ที่ลูกค้าคาดหวังให้แบรนด์ดูแลจนสิ้นสุดสัญญา
ที่หลังจากพบ Insight น่าสนใจของลูกค้าว่า ไม่มีใครอยากหายไป ทุกคนต้องการผลประโยชน์ของตนเสมอ
เพราะประกันชีวิตเป็น “คำมั่นสัญญาระยะยาว” ที่ลูกค้าคาดหวังให้แบรนด์ดูแลจนสิ้นสุดสัญญา
แต่ต้องยอมรับว่า ความท้าทายก็มักจะเกิดขึ้นจาก “เวลา” ที่ลูกค้าหายไปจากการติดต่อ
เช่น ลืม, ย้ายบ้าน, เปลี่ยนเบอร์ติดต่อ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ตนเองไม่รู้
เช่น ลืม, ย้ายบ้าน, เปลี่ยนเบอร์ติดต่อ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ตนเองไม่รู้
เลยเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจต้องพัฒนาโครงการที่มีชื่อว่า “หากันจนเจอ” ขึ้นมา
โดยตั้งทีมเฉพาะกิจที่ผสมผสานทั้งด้าน Human Effort และ Data รวมทั้งการลงพื้นที่จริง ๆ
เพื่อสื่อสารและตามหาลูกค้าเพื่อมอบผลประโยชน์ต่าง ๆ
โดยตั้งทีมเฉพาะกิจที่ผสมผสานทั้งด้าน Human Effort และ Data รวมทั้งการลงพื้นที่จริง ๆ
เพื่อสื่อสารและตามหาลูกค้าเพื่อมอบผลประโยชน์ต่าง ๆ
ที่น่าสนใจคือ ผลลัพธ์จากโครงการนี้..
ทำให้เกิดการมอบโอกาสกลับคืนไปกว่า 832 ชีวิต พร้อมคืนเงินสำเร็จไปกว่า 47 ล้านบาท
ทำให้เกิดการมอบโอกาสกลับคืนไปกว่า 832 ชีวิต พร้อมคืนเงินสำเร็จไปกว่า 47 ล้านบาท
และการถ่ายทอดเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจากการใส่ใจนี้ ยังสร้าง Emotional Proof ที่กลายเป็น Life Moment Experience ช่วยให้ประสิทธิภาพการใช้สื่อเพิ่มขึ้นกว่า 47%
และยังเพิ่มอัตราลูกค้าเข้ามาอัปเดตข้อมูลในระบบขึ้นกว่า 26% เลยทีเดียว
และยังเพิ่มอัตราลูกค้าเข้ามาอัปเดตข้อมูลในระบบขึ้นกว่า 26% เลยทีเดียว
เหตุผลที่ 2 คือ พัฒนาสินค้าและบริการ ที่ต่อยอดมาจาก “ความใส่ใจ”
กรุงเทพประกันชีวิต พยายามนำความใส่ใจเหล่านี้มาพัฒนาต่อยอดสินค้าและบริการต่าง ๆ
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การขยายความคุ้มครองแบบประกันคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี ที่เพิ่มเติมด้วยประกันสุขภาพ รวมถึงบำนาญ และอุบัติเหตุด้วยเช่นกัน
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การขยายความคุ้มครองแบบประกันคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี ที่เพิ่มเติมด้วยประกันสุขภาพ รวมถึงบำนาญ และอุบัติเหตุด้วยเช่นกัน
กลายเป็นรูปแบบประกันใหม่ ๆ ที่มีชื่อว่า บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์
โดยถูกออกแบบมาจาก Insight ของลูกค้าเรื่อง Longevity, สังคมสูงวัย และกลุ่มโรคร้าย
เพราะถ้าใครโชคร้ายเจอกับตนเอง อาจจะไม่ได้เสียชีวิตทันที แต่คุณภาพชีวิตอาจจะได้รับผลกระทบตามมาจากค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพต่อเนื่องยาวนาน
เพราะถ้าใครโชคร้ายเจอกับตนเอง อาจจะไม่ได้เสียชีวิตทันที แต่คุณภาพชีวิตอาจจะได้รับผลกระทบตามมาจากค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพต่อเนื่องยาวนาน
ทำให้แบบประกันนี้จ่ายผลประโยชน์ระยะยาว เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายในกลุ่มที่ระบุ
ที่สำคัญ ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกรับผลประโยชน์ระยะเวลานาน 10 ปี หรือถึง 99 ปี ตามความต้องการได้
ที่สำคัญ ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกรับผลประโยชน์ระยะเวลานาน 10 ปี หรือถึง 99 ปี ตามความต้องการได้
ส่วนอีกหนึ่งตัวอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ BLA EveryCare บริการเสริมที่มาจากความใส่ใจ
เมื่อพบว่าลูกค้าจำนวนไม่น้อยมี Pain Point ในการไปหาหมอคนเดียว หรือเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ต้องออกเองก่อนทำเรื่องเคลมประกัน
เมื่อพบว่าลูกค้าจำนวนไม่น้อยมี Pain Point ในการไปหาหมอคนเดียว หรือเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ต้องออกเองก่อนทำเรื่องเคลมประกัน
กรุงเทพประกันชีวิตไม่เคยปล่อยผ่านประเด็นนี้ จึงพัฒนาบริการเสริม BLA EveryCare มากมายมารองรับ
ไม่ว่าจะเป็น
- BLA Health Butler บริการผู้ดูแลเมื่อไปพบแพทย์
- BLA Driving Home บริการส่งผู้ป่วยกลับบ้าน
- BLA Medevac Hotline สายด่วนบริการรถพยาบาลจากเครือ BDMS
- Pre-Authorization อนุมัติค่ารักษาที่ลูกค้าสามารถวางแผนล่วงหน้าได้
- Fast-Track Discharge บริการกลับบ้านไว ไม่ต้องรอเคลม
- BLA Health Butler บริการผู้ดูแลเมื่อไปพบแพทย์
- BLA Driving Home บริการส่งผู้ป่วยกลับบ้าน
- BLA Medevac Hotline สายด่วนบริการรถพยาบาลจากเครือ BDMS
- Pre-Authorization อนุมัติค่ารักษาที่ลูกค้าสามารถวางแผนล่วงหน้าได้
- Fast-Track Discharge บริการกลับบ้านไว ไม่ต้องรอเคลม
ยังไม่นับรวมสิทธิประโยชน์อีกมากมายที่จะสร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ตอบโจทย์ทุก Lifestyle เช่น A Symphony of Flavors ประสบการณ์ Fine Dining, BLA Happy Movie ชมภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่แห่งปี, BLA Cooking with Love กิจกรรมทำอาหารร่วมกันเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
มากไปกว่านั้น นอกจากความใส่ใจในเรื่องของสินค้าและบริการแล้ว
กรุงเทพประกันชีวิต ยังมองว่า ตัวแทนประกันชีวิตต้องเป็นมากกว่าคนขาย
กรุงเทพประกันชีวิต ยังมองว่า ตัวแทนประกันชีวิตต้องเป็นมากกว่าคนขาย
สังเกตได้จากการยกระดับตัวแทนทุกคนให้เป็น “Life Care Partner” ตัวแทนของความใส่ใจ และ “Life Care Partner” เพื่อที่จะช่วยในลูกค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีรอบด้านทุกช่วงชีวิต
จนพูดได้ว่า ตัวแทนประกันชีวิต 1 คนสามารถรับบทบาทได้ครบถ้วน
ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจทุกช่วงจังหวะชีวิตลูกค้าอย่างแท้จริง การออกแบบให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีรอบด้าน ไปจนถึงการดูแลความสัมพันธ์ลูกค้าระยะยาว เลยทีเดียว
ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจทุกช่วงจังหวะชีวิตลูกค้าอย่างแท้จริง การออกแบบให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีรอบด้าน ไปจนถึงการดูแลความสัมพันธ์ลูกค้าระยะยาว เลยทีเดียว
เหตุผลที่ 3 คือ ลูกค้าสัมผัสได้ถึง “ความใส่ใจ” ของกรุงเทพประกันชีวิต
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกองค์ประกอบทั้งหมดนี้ ทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึง “ความใส่ใจ” ที่เกิดขึ้นจริง ๆ
จนทำให้ปี 2025 กรุงเทพประกันชีวิตได้ผลตอบรับที่ดีมาก
จนทำให้ปี 2025 กรุงเทพประกันชีวิตได้ผลตอบรับที่ดีมาก
เช่น
- ความพึงพอใจในแต่ละบริการ (CSAT) สูงถึง 98.2%
- ลูกค้าที่ใช้บริการ Fax Claim รู้สึกประทับใจ และอยากบอกต่อ ตอกย้ำด้วยคะแนน Fax Claim NPS สูงถึง 85%
- ลูกค้าที่ประทับใจการบริการและอยากบอกต่อ (Annual NPS) เพิ่มขึ้น 9%
- ความพึงพอใจในแต่ละบริการ (CSAT) สูงถึง 98.2%
- ลูกค้าที่ใช้บริการ Fax Claim รู้สึกประทับใจ และอยากบอกต่อ ตอกย้ำด้วยคะแนน Fax Claim NPS สูงถึง 85%
- ลูกค้าที่ประทับใจการบริการและอยากบอกต่อ (Annual NPS) เพิ่มขึ้น 9%
ทีนี้เชื่อเลยว่า ถ้าใครได้สัมผัสกรุงเทพประกันชีวิตในวันนี้ คงรับรู้ได้ว่า ที่สุดของความใส่ใจ คืออะไร
ซึ่งทั้งหมดนี้คือภาพที่กำลังสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความเชื่อมั่นคือสินทรัพย์สำคัญที่คงรับรู้ไม่ได้จากแค่การพูด แต่ต้องลงมือทำจริง ๆ เพื่อสร้าง “ประสบการณ์” ที่ลูกค้ารับรู้ได้จริง ๆ ด้วยตนเอง
และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้ “กรุงเทพประกันชีวิต”
เป็น “ที่สุด” ของแบรนด์ที่ใส่ใจผู้บริโภค ในปี 2026 นี้ นั่นเอง...
เป็น “ที่สุด” ของแบรนด์ที่ใส่ใจผู้บริโภค ในปี 2026 นี้ นั่นเอง...
Reference :
- ข้อมูลเปิดเผยจาก กรุงเทพประกันชีวิต
- ข้อมูลเปิดเผยจาก กรุงเทพประกันชีวิต