
เนเธอร์แลนด์ ประเทศที่เกษตรกร 1 คน ทำรายได้ส่งออกสินค้าเกษตร 25 ล้านบาทต่อปี
เนเธอร์แลนด์ ประเทศที่เกษตรกร 1 คน ทำรายได้ส่งออกสินค้าเกษตร 25 ล้านบาทต่อปี /โดย ลงทุนแมน
เนเธอร์แลนด์ มีพื้นที่ใหญ่กว่าเชียงใหม่เพียงแค่ 2 เท่า เท่านั้น แถมพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของประเทศยังอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
เนเธอร์แลนด์ มีพื้นที่ใหญ่กว่าเชียงใหม่เพียงแค่ 2 เท่า เท่านั้น แถมพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของประเทศยังอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
ถือเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อภาคเกษตรกรรม
แต่รู้ไหมว่า ปี 2025 ที่ผ่านมา เนเธอร์แลนด์กลับส่งออกสินค้าเกษตรได้สูงถึง 5.1 ล้านล้านบาท เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่สหรัฐฯ เท่านั้น
เมื่อเทียบจำนวนเกษตรกรกับรายได้ส่งออกสินค้าเกษตรต่อหัวแล้ว เท่ากับว่า เกษตรกร 1 คน สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรสูงถึง 25,500,000 บาท เลยทีเดียว
หรือเทียบกับประเทศไทย ต้องใช้เกษตรกรของไทย 165 คน ถึงจะสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร เท่ากับเกษตรกรของเนเธอร์แลนด์เพียงคนเดียว..
ทำไมประเทศที่ทั้งเล็กกว่า และมีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์กว่าไทย ถึงกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรเบอร์ 2 ของโลกได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป มีพื้นที่ 41,526 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเล็กกว่าประเทศไทย 12 เท่า
ในมุมเศรษฐกิจ เนเธอร์แลนด์มีขนาดเศรษฐกิจในปี 2025 เท่ากับ 45 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 18 ของโลก
มีจำนวนประชากรประมาณ 18 ล้านคน และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 2.3 ล้านบาท
อุตสาหกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์มาหลายทศวรรษคือ อุตสาหกรรมปิโตรเลียม
เนื่องจากประเทศนี้ ถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีที่สำคัญของยุโรป โดยมีโรงกลั่นน้ำมัน Pernis เป็นโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
ทั้งยังมีท่าเรือรอตเตอร์ดัม ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เป็นศูนย์กลางการจัดเก็บ กระจายน้ำมันดิบ
รวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อีกด้วย
รวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อีกด้วย
และเนเธอร์แลนด์ยังเคยเป็นที่ตั้งของ Royal Dutch Shell บริษัทพลังงานรายใหญ่ของโลก ก่อนที่จะมีการควบรวมและเปลี่ยนชื่อเป็น Shell และมีการย้ายสำนักงานมาตั้งที่ประเทศอังกฤษ ในเวลาต่อมา
นอกจากภาคอุตสาหกรรมปิโตรเลียมแล้ว อีกหนึ่งภาคส่วนที่สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ คือ ภาคเกษตรกรรม..
ปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรกรรมของเนเธอร์แลนด์นั้น สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศจากการส่งออกสูงถึง 5.1 ล้านล้านบาท มากเป็นอันดับ 2 ของโลก
หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 10% ของมูลค่า GDP ของประเทศเลยทีเดียว
ข้อมูลในปี 2023 ระบุว่า เนเธอร์แลนด์มีประชากรที่ทำงานอยู่ประมาณ 10 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรราว ๆ 200,000 คน
ถ้าคิดแบบเร็ว ๆ เท่ากับว่า เกษตรกร 1 คน สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรสูงราว 25,500,000 บาท เลยทีเดียว
กลับมามองที่ประเทศไทยจะพบว่า ปัจจุบันมีแรงงานในภาคเกษตรกรรมราว 11 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนเกษตรกรของเนเธอร์แลนด์ 55 เท่า
แต่กลับมีรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรเท่ากับ 1.7 ล้านล้านบาท
หรือเกษตรกร 1 คนของไทย สร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรประมาณ 155,000 บาท
พูดง่าย ๆ ต้องใช้เกษตรกรของไทย 165 คน ถึงจะสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร เท่ากับเกษตรกรของเนเธอร์แลนด์เพียงคนเดียว..
ทำไม เกษตรกรของเนเธอร์แลนด์ ถึงสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรได้สูง ?
เรื่องนี้ไม่ใช่การที่ทำแค่ปีสองปีจะสำเร็จ แต่ต้องย้อนไปในช่วงปี 2000
ที่ชาวเนเธอร์แลนด์เห็นพ้องต้องกันกับแนวคิดว่า “Twice as much food using half as many resources”
หรือผลิตอาหารให้ได้เพิ่มขึ้นสองเท่า โดยใช้ทรัพยากรเพียงครึ่งเดียว
หรือผลิตอาหารให้ได้เพิ่มขึ้นสองเท่า โดยใช้ทรัพยากรเพียงครึ่งเดียว
แนวคิดนี้ถูกขับเคลื่อน ผ่านการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เรียกว่า Food Valley ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของภาคอุตสาหกรรมและศูนย์วิจัยระดับโลก
โดยมีสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัย Wageningen ที่ปัจจุบันครองอันดับ 1 ของโลกด้านเกษตรกรรมเป็นแกนกลางหลักในการพัฒนา
จากแนวคิดดังกล่าว ทำให้ภาคเกษตรกรรมของเนเธอร์แลนด์มีการนำ “Precision Farming” มาช่วยดูแลการผลิต เริ่มตั้งแต่มีการใช้โดรนเก็บข้อมูล ค่าเคมีของดิน ปริมาณน้ำ สารอาหาร และการเจริญเติบโตของพืชอย่างละเอียด
มีการนำเทคโนโลยี การเพาะปลูกระบบไฮโดรพอนิกส์ ซึ่งพืชจะเจริญเติบโตในน้ำที่อุดมไปด้วยสารอาหาร แทนที่จะเป็นดิน ที่สามารถช่วยลดการใช้น้ำได้มากถึง 90%
มีการปลูกพืชในเรือนกระจกหรือ Greenhouse Farming ซึ่งเป็น การปลูกพืชภายในโครงสร้างปิดที่โปร่งแสง เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด และป้องกันศัตรูพืช ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น
นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มผลผลิตต่อตารางเมตรให้สูงเพียงอย่างเดียว
แต่ยังช่วยลดการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงได้อย่างมาก ทำให้สินค้าเกษตรของเนเธอร์แลนด์มีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอีกด้วย
ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของเนเธอร์แลนด์เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ปี 2016 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร 3.1 ล้านล้านบาท
ปี 2020 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร 3.4 ล้านล้านบาท
ปี 2025 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร 5.1 ล้านล้านบาท
ปี 2020 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร 3.4 ล้านล้านบาท
ปี 2025 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร 5.1 ล้านล้านบาท
ปัจจุบัน สินค้าส่งออกภาคเกษตรที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์ เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม ผักสดแปรรูป เนื้อสัตว์แปรรูป
รวมทั้งดอกไม้และพืชสวน โดยเนเธอร์แลนด์นั้น ถือเป็นผู้ส่งออกดอกไม้รายใหญ่ที่สุดของโลกเลยทีเดียว
เบื้องหลังความสำเร็จนี้ยิ่งน่าทึ่งขึ้นไปอีก เมื่อเนเธอร์แลนด์เจอกับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ของประเทศที่เลี่ยงไม่ได้ โดยพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของประเทศอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
โดยในอดีตต้องเผชิญกับอุทกภัยซ้ำซาก แต่ประเทศกลับเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการพัฒนาระบบการจัดการน้ำ และวิศวกรรมเกษตรที่แม่นยำ
จนสามารถรีดศักยภาพจากที่ดินที่เคยจมน้ำ ให้กลายเป็นฐานการผลิตอาหาร ที่ส่งออกสินค้าเกษตรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก
ทั้งนี้ การใช้จุดแข็ง อย่างการที่มีท่าเรือที่ใหญ่สุดของยุโรป ในการเป็นแหล่งระบายทั้งสินค้าส่งออกและนำเข้า
ทำให้เกษตรกรของเนเธอร์แลนด์ สามารถส่งผลผลิตออกสู่ตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว และสามารถส่งออกผลผลิตทางการเกษตรไปยังประเทศอื่น ๆ ในยุโรป
รวมถึงเป็นช่องทางสำคัญในการส่งออกต่อ (Re-Exports) และการนำเข้าวัตถุดิบมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอีกด้วย
ถึงตรงนี้ บทเรียนจากเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ใหญ่กว่าเชียงใหม่เพียง 2 เท่า แถมพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของประเทศอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
น่าจะสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า การที่ประเทศมีภาคเกษตรกรรมที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีภูมิศาสตร์ได้เปรียบแค่ไหน มีที่ดินมากแค่ไหน หรือมีแรงงานคนมากเพียงใด เพียงแค่นั้น
แต่ที่สำคัญเลยในยุคปัจจุบัน มันขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถใส่ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ลงไปในพื้นที่เกษตรกรรมได้มากแค่ไหนมากกว่า
อย่างไรก็ตาม แม้บริบทของทั้งสองประเทศจะแตกต่างกันออกไป แต่ก็ถือเป็นอีกโมเดลที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน
สำหรับไทยการที่มีพื้นฐานการเป็นครัวของโลกอยู่แล้ว หากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนจากเกษตรกรรมแบบพึ่งพาฟ้าฝน มาเป็นเกษตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้สำเร็จ
ภาคเกษตรกรรมจะไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความเหลื่อมล้ำอย่างที่พูดกันมานาน แต่จะกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ทรงพลังที่พาเศรษฐกิจไทยไปได้ไกลกว่าเดิม..