
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไทยไม่อ้างอิง ราคาน้ำมัน ที่สิงคโปร์
“ทำไมไทยต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์”
คำถามนี้คงติดอยู่ในใจหลายคน โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันในบ้านเรากำลังปรับตัวสูงขึ้น
คำถามนี้คงติดอยู่ในใจหลายคน โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันในบ้านเรากำลังปรับตัวสูงขึ้น
แล้วถ้าหากประเทศไทยไม่อ้างอิงราคาน้ำมันที่สิงคโปร์ มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
น้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อย่างหนึ่ง พูดเป็นภาษาบ้าน ๆ คือ สินค้านี้มีมาตรฐานใกล้กันทั่วโลก ทำให้ราคาซื้อขายขึ้นลงตามราคาตลาดกลางที่มีปริมาณซื้อขายกันสูง
ซึ่งปัจจุบัน ตลาดกลางที่มีปริมาณซื้อขายกันสูงนี้ ก็จะถูกแบ่งเป็นตลาดกลางซื้อขายน้ำมันดิบ และตลาดกลางซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูป
สำหรับตลาดกลางซื้อขายน้ำมันดิบ มีอยู่ 3 แห่ง คือ
- น้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เป็นน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกกลาง
- น้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) มีแหล่งผลิตที่อยู่ในทะเลเหนือ โดยอยู่ระหว่างเกาะอังกฤษ และคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย
- น้ำมันดิบดับบลิวทีไอ (West Texas Intermediate) เป็นน้ำมันดิบอ้างอิงที่สำคัญในทวีปอเมริกา
- น้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) มีแหล่งผลิตที่อยู่ในทะเลเหนือ โดยอยู่ระหว่างเกาะอังกฤษ และคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย
- น้ำมันดิบดับบลิวทีไอ (West Texas Intermediate) เป็นน้ำมันดิบอ้างอิงที่สำคัญในทวีปอเมริกา
ส่วนตลาดกลางซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูป ก็มี 3 แห่ง คือ
- New York Mercantile Exchange (NYMEX) หรือตลาดนิวยอร์ก
- International Petroleum Exchange (IPE) หรือตลาดลอนดอน
- Singapore International Monetary Exchange (SIMEX) หรือตลาดสิงคโปร์
- International Petroleum Exchange (IPE) หรือตลาดลอนดอน
- Singapore International Monetary Exchange (SIMEX) หรือตลาดสิงคโปร์
ตลาดกลางเหล่านี้ บอกให้เรารู้ว่าราคาน้ำมันซื้อขายตอนนี้อยู่ที่เท่าไร ซึ่งสามารถสะท้อนได้เพิ่มเติมว่า ทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวไปในทิศทางไหนบ้าง
คราวนี้ เมื่อเรารู้ว่าตลาดกลางซื้อขายทั่วโลกอยู่ที่ไหนบ้าง
แล้วทำไมเราต้องเลือกตลาดสิงคโปร์ อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูป ?
แล้วทำไมเราต้องเลือกตลาดสิงคโปร์ อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูป ?
คำตอบนอกจากเรื่องระยะทางที่ใกล้ที่สุดแล้ว เพราะว่า สิงคโปร์มีตลาดกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนอนุพันธ์ทางการเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ชั้นนำ มาตั้งแต่ปี 1984 ที่ชื่อว่า Singapore International Monetary Exchange หรือ SIMEX
และเพื่อให้ตลาดกลางนี้สะท้อนกลไกราคาตลาดโลก
สิงคโปร์จึงปรับเส้นเขตเวลาของตัวเอง จากปกติที่ต้องเร็วกว่าอังกฤษ 7 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนมาเป็นเส้น UTC+8 หรือเร็วกว่าอังกฤษ 8 ชั่วโมงแทน
สิงคโปร์จึงปรับเส้นเขตเวลาของตัวเอง จากปกติที่ต้องเร็วกว่าอังกฤษ 7 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนมาเป็นเส้น UTC+8 หรือเร็วกว่าอังกฤษ 8 ชั่วโมงแทน
ปรับเส้นเวลาขึ้นแล้วมีผลอะไร ?
ถ้าเรายังจำได้ อีก 2 ตลาดกลางน้ำมันสำเร็จรูปคือ ลอนดอนและนิวยอร์ก การปรับเส้นเวลาแบบนี้ ทำให้สิงคโปร์เชื่อมต่อกับตลาดพวกนี้ได้
เพราะตอนที่ตลาดสิงคโปร์เปิด ตลาดนิวยอร์กก็อยู่ในช่วงใกล้จะปิด จากเดิมที่เปิดตอนตลาดนิวยอร์กปิดไปแล้ว ส่วนตลาดลอนดอน ก็กำลังเปิดอยู่เช่นกัน ตอนตลาดสิงคโปร์เปิด
เมื่อรวมกับจุดแข็งเดิมของตลาดสิงคโปร์ ที่ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเปิดทำการของตลาดในเอเชีย ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นหนึ่งในตลาดน้ำมันอ้างอิงไปโดยทันที
นอกจากการปรับเส้นเขตเวลาเพื่อให้ตลาดกลางซื้อขายน้ำมันของตัวเองทำงานเชื่อมต่อกันทั่วโลก สิงคโปร์ยังทำให้ตัวเองเป็นที่ตั้งของบริษัทพลังงานหลายแห่งด้วย
ไม่ว่าจะเป็น Shell, ExxonMobil, BP, Chevron และ Singapore Petroleum Company เป็นต้น
ทำให้สิงคโปร์มีกำลังการกลั่นน้ำมันสูงสุด 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่ากำลังการกลั่นรวมทั้งหมดของประเทศไทยที่ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
โดยมี Jurong Island Refinery ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันของ ExxonMobil มีกำลังการกลั่นกว่า 605,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 13 ของโลก
เมื่อมีทั้งตลาดกลางและปริมาณการกลั่นน้ำมันที่เยอะขนาดนี้ ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันที่สิงคโปร์จึงสะท้อนกลไกตลาดเป็นอย่างดี
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมประเทศไทยต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์นั่นเอง
ซึ่งคำว่า อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ ไม่ได้หมายถึงราคาน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นสิงคโปร์
แต่หมายถึง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดสิงคโปร์
แต่หมายถึง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดสิงคโปร์
และจริง ๆ แล้ว ประเทศไทยเพิ่งเริ่มอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ตอนปี 1991 ที่ผ่านมานี้เอง
เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยมีหน้าที่กำหนดราคาน้ำมันหน้าปั๊มและค่าการตลาด ก่อนที่จะมีการยกเลิกบทบาทดังกล่าวหลังปี 1991
เพื่อให้ราคา ณ โรงกลั่นและราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นกับกลไกตลาดเสรี และยังส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยให้เอกชนมีส่วนร่วมในธุรกิจน้ำมันมากขึ้น และเพื่อลดภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันของรัฐบาล
แม้ว่าจะยังมี “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้ เพื่อดูแลเสถียรภาพราคาไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไปจนกระทบผู้บริโภค ในบางช่วงเวลาก็ตาม
ถึงตรงนี้ กลับมาสู่คำถามที่ยังค้างอยู่ว่า “แล้วถ้าไทยไม่อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
ด้วยความที่ไทยใช้ระบบการค้าน้ำมันเสรีหลังปี 1991 เป็นต้นมา ดังนั้น ถ้าไทยกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปเอง
ก็อาจมี 2 สิ่งตามมา นั่นคือ
ก็อาจมี 2 สิ่งตามมา นั่นคือ
1. ถ้าราคาที่กำหนดเองนั้นต่ำกว่าตลาดสิงคโปร์
โรงกลั่นในประเทศ ก็อาจหันมาส่งออกน้ำมันไปขายที่อื่นที่ราคาสูงกว่า ทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนในประเทศ
ซึ่งพอเกิดภาวะสินค้าขาดแคลน ก็จะไปดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นมาอีกตามกลไกของอุปสงค์และอุปทาน
2. ถ้าราคาที่กำหนดเองนั้นสูงกว่าตลาดสิงคโปร์
กรณีนี้ก็อาจเกิดการลักลอบนำเข้าน้ำมันราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านมาขาย ทำให้รัฐเสียรายได้จากการเลี่ยงภาษี
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงกว่าประเทศรอบข้างในภูมิภาคอาจทำให้ต้นทุนการผลิต การขนส่ง ของผู้ประกอบการไทยเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
แถมยังทำให้ค่าครองชีพของคนในประเทศสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ
และผู้ค้าน้ำมันในประเทศก็จะไม่ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่น และหันมานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์แทน ทำให้ประเทศไทยสูญเสียเงินตราต่างประเทศ
นำมาซึ่งการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ส่งผลให้ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าลง
เมื่อค่าเงินอ่อนลง ก็ยิ่งทำให้การนำเข้าน้ำมันแพงขึ้น
ตามมา กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้การขาดดุลการค้าจากการนำเข้าเพิ่มขึ้นไปอีกด้วย
ตามมา กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้การขาดดุลการค้าจากการนำเข้าเพิ่มขึ้นไปอีกด้วย
และผลกระทบที่ตามมาอีก ก็อาจส่งผลให้โรงกลั่นขาดรายได้ และขาดกำไรที่จะนำไปพัฒนา ลงทุน และจ้างงานภายในประเทศ ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวมได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ..
แม้การอิงราคาสิงคโปร์จะดูสมเหตุสมผลในเชิงกลไกตลาด แต่มันก็มาพร้อมกับ “ข้อเสีย” และประเด็นถกเถียงที่คนไทยตั้งคำถามมาตลอด
1. เราผลิตเอง แต่ตั้งราคาเหมือนนำเข้า (Import Parity)
นี่คือจุดอ่อนสำคัญ เพราะการอิงราคาสิงคโปร์ไม่ใช่แค่เอาตัวเลขราคามาเฉย ๆ แต่ยังมีการบวก "ค่าขนส่งและค่าประกันภัยเสมือน" เข้าไปด้วย
พูดง่าย ๆ คือ แม้น้ำมันจะกลั่นที่ระยอง แต่เรากลับต้องจ่ายราคาเสมือนว่านำเข้าน้ำมันนั้นมาจากสิงคโปร์ ซึ่งกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นไทยสูงกว่าต้นทุนการผลิตจริง
2. ความผันผวนที่คุมไม่ได้
เมื่อเราผูกราคาไว้กับสิงคโปร์ 100% ทำให้ราคาน้ำมันในไทยขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกสูง ทั้งการเก็งกำไรในตลาดโลก สงคราม ทุกอย่างจะถูกโอนมาเป็นภาระของผู้บริโภคไทยทันที โดยที่เราแทบไม่มีอำนาจต่อรองในเชิงนโยบายเลย
นอกจากนี้ อาจยังมีเรื่องกำไรลาภลอย (Windfall Profit) ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน
โรงกลั่นอาจได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่อิงตลาดโลก ทั้งที่ต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อมาล่วงหน้าอาจจะต่ำกว่า
โรงกลั่นอาจได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่อิงตลาดโลก ทั้งที่ต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อมาล่วงหน้าอาจจะต่ำกว่า
สรุปแล้ว การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ คือการเลือกความมั่นคงของระบบ และความเป็นสากล เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันจะไม่ขาดแคลนและโรงกลั่นจะยังสามารถดำเนินการอยู่ได้ในระบบการค้าเสรี
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็แลกมาด้วยการที่ประชาชนต้องแบกรับต้นทุน "ราคาเสมือนนำเข้า" และความผันผวนจากตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งเราน่าจะพอมีคำตอบในใจแล้วว่า ถ้าประเทศไทยไม่อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ เราจะรับมือกับสิ่งที่อาจเป็นไปได้สองทางที่ว่ามานี้อย่างไร
ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ มันจะมีคำว่า “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” เสมอ ไม่ว่าเราจะตัดสินใจใช้นโยบายอะไรก็ตาม
พูดเป็นภาษาบ้าน ๆ ก็คือ สิ่งที่เราทำมันได้คุ้มเสียหรือไม่
และการที่เสียไปนั้น มันจะมีอะไรมาชดเชยได้บ้างนั่นเอง..
และการที่เสียไปนั้น มันจะมีอะไรมาชดเชยได้บ้างนั่นเอง..