UNIX ผู้ผลิตพลาสติก จะโตต่ออย่างไร ในวันที่โลก Go Green ?

UNIX ผู้ผลิตพลาสติก จะโตต่ออย่างไร ในวันที่โลก Go Green ?

UNIX ผู้ผลิตพลาสติก จะโตต่ออย่างไร ในวันที่โลก Go Green ? /โดย ลงทุนแมน
รู้ไหมว่า ? ปัจจุบัน มูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์ในไทย ทุกวันนี้มีมูลค่าสูงมากถึง 500,000 ล้านบาท
และที่น่าสนใจคือ ครึ่งหนึ่งมาจากบรรจุภัณฑ์ที่เป็น “พลาสติก”
แม้ว่าทุกวันนี้จะมีกระแสเรื่อง การรักษ์โลก แต่ความต้องการใช้พลาสติกในไทย ยังคงเติบโตเฉลี่ย 3-5% ต่อปี ซึ่งถือว่าเติบโตมากกว่า GDP ของประเทศ
หลายคนอาจไม่รู้ว่า UNIX คือผู้เล่นเบอร์ใหญ่ในอุตสาหกรรมผลิตฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน ไม่ว่าจะเป็น ถุงร้อน ถุงหิ้ว หรือ บรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้
แต่ปัจจุบันตลาดนี้กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญจากกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ที่ผู้ผลิตพลาสติกต้องรับผิดชอบขยะจากบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น และลดการใช้วัสดุลง
ซึ่งในไทยเองก็มี พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน เต็มรูปแบบภายในปี 2027
แล้ว UNIX จะเติบโตท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ได้อีกมากแค่ไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
คุณโสฬส ยอดมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ UNIX ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE BRIEFCASE ลงทุนแมน ตอนล่าสุด ซึ่งเต็มไปด้วยอินไซต์ และเบื้องหลังทางธุรกิจมากมาย ที่น่าสนใจ​ ตั้งแต่
- UNIX อยู่ตรงไหน ในภาพรวมของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก ?
คุณโสฬส เล่าว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย ที่มีมูลค่า 500,000 ล้านบาทนั้น แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งมีทั้งพลาสติก โลหะ และกระดาษ
โดยกลุ่มพลาสติก มีมูลค่าประมาณ 250,000 ล้านบาท หรือ 50% ซึ่งแบ่งย่อยเป็น 2 แบบ
1. Flexible Packaging 60%
2. Rigid Packaging 40%
แต่ใน Flexible Packaging ก็จะประกอบไปด้วยหลายส่วน โดย UNIX มีส่วนหนึ่งในนี้ ที่สามารถทำได้ประมาณ 7-10%
และต้องบอกว่าใน Product Line ที่ UNIX ผลิตได้นั้น มี Market Share ประมาณเกือบ 30% หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของตลาด upstream portion (PE film) ในประเทศไทย
โดย UNIX มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นกลุ่มหลักอย่าง ถุงก๊อบแก๊บ และถุงร้อน ที่เอาไว้ใส่น้ำแกง หรือก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น
และมีแบรนด์เป็นของบริษัทเองคือ ตรากุญแจ กับ ตรามิตรภาพ ซึ่งทำมา 37 ปี
ส่วนผลิตภัณฑ์ตัวที่ 2 คือ ถุงซองนอก หรือที่เรียกว่า ถุงอุตสาหกรรม เช่น ถุงใส่ขนมที่เป็นแพ็ก ๆ และถุงคลุมเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อป้องกันฝุ่น
ต่อมาตัวที่ 3 คือ ถุง Heavy Duty Sack ที่เอาไว้บรรจุของหนัก ซึ่งตรงนี้ UNIX เป็นผู้นำ
สุดท้าย ตัวที่ 4 คือ ฟิล์มลามิเนต เช่น ซองใส่มันฝรั่งทอด หรือถุงน้ำยาปรับผ้านุ่ม
UNIX มีสัดส่วนของลูกค้า แบ่งเป็น
- บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค 39.0%
- ฟิล์มสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน 32.0%
- ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์ของหนัก 16.4%
และสุดท้าย
- ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป 11.1%
- อื่น ๆ 1.5%
โดย UNIX เป็นหนึ่งในโรงงานที่เป็น Zero Waste
ทำให้ของเสียทั้งหมดในกระบวนการ สามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้ใหม่
- ถ้าไม่นับในส่วนของ B2C ทางฝั่ง B2B มีลูกค้ารายใหญ่กี่ราย ?
คุณโสฬส ตอบว่า UNIX มีลูกค้าเยอะมาก ๆ
ในส่วน Heavy Duty Sack จะเป็นลูกค้ารายใหญ่
ซึ่งลูกค้ารายใหญ่ 10 อันดับแรก คิดเป็น 80% ของทั้งหมด
แต่ถึงแม้จะมีความเสี่ยงเรื่องลูกค้ารายใหญ่บ้าง แต่คู่แข่งก็จะเข้ามาลำบากด้วยเช่นกัน เพราะต้องใช้เทคโนโลยีสูง และต้องการความสามารถในกำลังการผลิตที่เพียงพอ
- UNIX มีวิธีกำหนดราคาสินค้าอย่างไร ?
คุณโสฬส เล่าว่า ใช้วิธี Mechanism โดยมีที่มาว่า ต้นทุนเกิดจากอะไรบ้าง ทำให้โปร่งใส และคู่ค้าก็สามารถทราบราคาได้ด้วยเช่นกัน
โดยทาง UNIX จะกำหนดราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาวัตถุดิบ
สำหรับสถานการณ์ช่วงนี้ ที่พอเกิดสงคราม
แบบนี้เม็ดพลาสติกที่มาจากน้ำมัน จะได้รับผลกระทบหรือไม่ ?
คุณโสฬส บอกว่า มีผลกระทบบ้าง เพราะว่าถ้าราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนก็จะสูงขึ้น
แต่ว่า UNIX ทำการซื้อแบบ Contract หรือเซ็นสัญญา ก็จะทำให้การเหวี่ยงของราคาแคบลง
และข้อดีคือ การขาดวัตถุดิบจะไม่มี เพราะคนขายเม็ดพลาสติกส่วนใหญ่ เขาจะดูแลลูกค้าที่เซ็นสัญญาซื้อขาย มากกว่าพวกที่ซื้อแบบ Spot Orders
- จุดแข็งของ UNIX คืออะไร ?
คุณโสฬส บอกว่า จุดแข็งของ UNIX คือ Product ที่ต่างกัน ซึ่งมีแบรนด์เป็นของบริษัทเอง และอีกจุดแข็งก็คือด้าน เทคโนโลยี ซึ่งใช้ของจากยุโรป ทำให้สินค้าที่ผลิตมีคุณภาพ
อีกจุดแข็งก็คือการ R&D นวัตกรรม ทำให้สามารถส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดได้ตลอดตามความต้องการของลูกค้า
UNIX เองมีกำลังการผลิตที่เพียงพอในการรองรับความต้องการของตลาด โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตถึง 60,000 ตัน
และ UNIX ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมานาน จนวันนี้บริษัทได้ Green Industry ระดับ 5 ซึ่งถือว่าสูงสุด
แต่ปัจจุบันกำลังการผลิตของ UNIX แตะที่ระดับ 80% แล้ว ทำให้ต้องขยายกำลังการผลิตเพิ่ม เพื่อรองรับการเติบโต
โดยพอร์ต Consumer ที่ผลิตถุงหิ้ว คิดเป็น 39% ซึ่งนี่ถือเป็น Cash Cow ของบริษัท
และถ้านึกถึงฟิล์ม Flexible Packaging
คนก็ต้องนึกถึง UNIX เป็นบริษัทแรก
กล่าวได้ว่า UNIX คือ Total Solution ที่สามารถออกแบบฟิล์มให้เข้ากับสินค้าของลูกค้าได้
- Flexible Packaging ที่คิดเป็น 60% ของพอร์ต หรือฟิล์มสามารถนำเข้าจากจีนได้ไหม แล้วมีการตัดราคาจากคู่แข่งหรือไม่ ?
คุณโสฬส กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า มีบ้าง แต่ว่าการนำเข้ามาก็มีข้อเสีย
1. ตรงที่ว่าต้องสั่งในปริมาณมาก ๆ
2. เวลาติดปัญหาอาจจะทำให้ไม่ได้รับบริการที่ดี
แต่ทาง UNIX ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด โดยมีการสต๊อกสินค้าไว้ให้ แล้วถ้าเกิดปัญหา ทางบริษัทก็สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันที
สรุป UNIX ไม่เล่นสงครามราคา แต่การแข่งขันจะยิ่งทำให้บริษัทเติบโตมากยิ่งขึ้น
โดยปัจจุบันยังไม่มีคู่แข่งเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะว่าต้องใช้เงินลงทุนที่สูง ส่วนใหญ่ที่จะเข้ามา ก็จะใช้สินค้าต้นทุนต่ำ หรือ Low-cost เข้ามาทำตลาด
- สินค้าตัวไหนของ UNIX ที่เป็นตัว High Margin ?
สินค้าที่จะเป็น High Margin จะต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน เช่น ในส่วน Heavy Duty Sack แล้วก็ตัวลามิเนต
ปกติแล้วอุตสาหกรรมประเภทนี้คือต้นน้ำ ซึ่งเน้น Mass ดังนั้นกำไรจะไม่ได้เยอะมาก
แต่มาตรฐานอุตสาหกรรมก็จะอยู่ที่ประมาณ 3-6% ซึ่งทาง UNIX จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง
โดยมาจาก 2 ด้าน
1. ด้านภายใน เช่น เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่ทางบริษัทหาสูตรการผลิตที่ถูกต้อง ที่ดีที่สุด และลดต้นทุน
2. ด้านภายนอก เช่น ทางบริษัทได้ออกแบบร่วมกับพันธมิตรเพื่อให้สินค้าออกมาดีที่สุด โดยได้ต้นทุนดีที่สุด
- ธุรกิจพลาสติกจะ Sunset แล้วหรือยัง ?
คุณโสฬส แย้งว่า พลาสติก หรือ บรรจุภัณฑ์ นั้นยังจำเป็นต้องใช้อยู่
ปัจจุบันต้นทุนในการทำพลาสติกนั้นต่ำและก่อให้เกิดคาร์บอนน้อยกว่าการใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น
ส่วนด้านโลจิสติกส์ ปกติแล้วเราจะขนตัว Packaging มากกว่าตัว Product ซึ่งโลจิสติกส์ก็ก่อให้เกิดคาร์บอนเหมือนกัน
แต่ในขณะเดียวกัน พลาสติกนั้นก็สามารถดูแลอาหารได้ และอยู่ได้เป็นปี ทำให้ขยะน้อยลง
แต่ตัวที่ Sunset คือ พลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ดังนั้นผู้ประกอบการต้องปรับตัว
แต่ UNIX เป็นเจ้าเดียว ที่สามารถทำได้ทุกเลเยอร์ของฟิล์ม และตอบโจทย์ในด้านการรีไซเคิลได้
ถ้าวันหนึ่งโลกบอกว่า โลกร้อน ไม่อยากให้มีพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ นี่คือโอกาสของ UNIX เพราะว่าทาง UNIX พร้อมที่จะสามารถทำเรื่องรีไซเคิลได้ทันที ซึ่งตอนนี้ทางไลน์ผลิตพร้อมหมดแล้ว
- แผนการเติบโตในอนาคตของ UNIX ?
คุณโสฬส ตอบอย่างมั่นใจว่า จะต้องขยาย ส่วนปัจจุบัน บริษัทมีฐานการผลิตที่ดี ซึ่งมีความต้องการรองรับรอไว้อยู่แล้ว และบริษัทยังคงมุ่งเน้นในสิ่งที่ถนัด อย่างในกลุ่มสินค้าตัวเดิมอยู่
- UNIX มั่นใจขนาดไหน เมื่อต้องเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ?
คุณโสฬส ตอบว่า การเพิ่มยอดขาย หลักสำคัญมีไม่กี่อย่าง เช่น
1. ลดราคา ซึ่งทาง UNIX ไม่ชอบสงครามราคา
2. เพิ่ม Volume หรือ การเพิ่มลูกค้า ซึ่งตรงนี้ บริษัทมีความพร้อมในการตอบโจทย์
3. เพิ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งที่ผ่านมา ทางบริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์มากกว่า 10-20 ตัว
สิ่งที่ยืนยันคือ ปัจจุบันทาง UNIX มียอดปริมาณคำสั่งซื้อแตะกว่า 80% ทำให้ทางบริษัทจำเป็นต้องขยายกำลังการผลิต
สุดท้าย มาถึงคำถามที่ว่า.. ​
นักลงทุนควรมองหุ้น UNIX เป็นหุ้นประเภทไหน ?
คุณโสฬส กล่าวว่า อยากให้นักลงทุนมองถึงความสมดุล โดยบริษัทมี Growth และยั่งยืน ที่เกิดจากทั้งลูกค้า แบรนด์ และความสามารถของบริษัทเอง
ส่วนประสิทธิภาพการบริหาร จะเห็นได้ว่ามีความมั่นคงมาโดยตลอดและต่อเนื่อง..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon