
อธิบายแบบภาษาชาวบ้าน JEPQ ทำอย่างไร ถึงจ่ายปันผลได้สูง แม้ลงทุนหุ้นในดัชนี Nasdaq-100
อธิบายแบบภาษาชาวบ้าน JEPQ ทำอย่างไร ถึงจ่ายปันผลได้สูง แม้ลงทุนหุ้นในดัชนี Nasdaq-100 /โดย ลงทุนแมน
คำเตือน “เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การลงทุน มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการวิเคราะห์หรือให้คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล”
หนึ่งในหลักทรัพย์ ที่สายปันผลมีติดไว้ในพอร์ต คงไม่พ้น “JEPQ”
ความน่าสนใจคือ ETF นี้ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 1 ปีที่ผ่านมาถึง 10% ต่อปี ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่น ๆ
คำถามที่น่าคิดต่อมา JEPQ ทำอย่างไร ถึงสามารถจ่ายปันผลได้สูง ทั้ง ๆ ที่หุ้นในดัชนี Nasdaq-100 ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่มักจะไม่ได้จ่ายปันผล หรือจ่ายปันผลก็เพียงหลักหน่วยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
และถ้าเทียบระหว่าง JEPQ กับการลงทุนใน Nasdaq-100 อย่าง QQQ หรือ QQQM แบบไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
จริง ๆ แล้ว เราควรรู้อะไรเกี่ยวกับ JEPQ บ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
JEPQ หรือ JPMorgan Nasdaq Equity Premium Income ETF คือกองทุนที่มุ่งหวังจ่ายปันผลเป็นประจำ และยังสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นดัชนี Nasdaq-100 ที่รวมบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้วย
เมื่อนโยบายการลงทุนตั้งต้นมาแบบนี้ ทำให้ JEPQ ไม่ได้สามารถทำได้แค่ลงทุนในหุ้นเพื่อรอรับปันผลเพียงอย่างเดียว
มันจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการเงินและกลยุทธ์ที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้สามารถสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ อย่างกลยุทธ์ที่เรียกว่า Covered Call
ซึ่งกลยุทธ์นี้จะประกอบด้วย
1. ซื้อหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำแบบ Active โดยเลือกหุ้นที่อยู่ในดัชนี Nasdaq-100
2. ขาย Call Options หรือขายสิทธิในการซื้อหุ้นให้กับคนอื่น
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
ถ้าเรามีหุ้น NVIDIA อยู่ในพอร์ต และต้องการสร้างกระแสเงินสด ก็ทำการขาย Call Options ที่อิงกับหุ้น NVIDIA ออกมา โดยเลือกวันหมดอายุ และราคาใช้สิทธิตามที่ต้องการ
ซึ่งเหตุผลที่ทำแบบนี้ เพราะว่าการขาย Call Options จะทำให้เราได้เงินจากค่า Options หรือที่เรียกกันว่าค่าพรีเมียมทันที
และที่ต้องมีหุ้นอยู่ในพอร์ตด้วย ก็เพื่อให้คนได้ใช้สิทธิจาก Call Options แลกซื้อหุ้น เมื่อราคาหุ้นขึ้นมามาก
นี่เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไม JEPQ ถึงสามารถจ่ายปันผลได้ แม้ว่าหุ้นที่กองทุนถือจะไม่จ่ายปันผลเลยก็ตาม
แต่ถ้าหากเราเข้าไปแกะพอร์ตลงทุนของ JEPQ จะพบว่า นอกจากหุ้นแล้ว ยังมีอีกหลักทรัพย์หนึ่งที่ไม่คุ้นตา แต่มีสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญประมาณ 17% ของพอร์ต นั่นคือ Equity Linked Notes หรือ ELNs
สิ่งนี้คือ ตัวแทนของการขาย Call Options เพราะจริง ๆ แล้ว JEPQ ไม่ได้ทำการขาย Call Options โดยตรง แต่ลงทุนใน ELNs ที่บรรจุการขาย Call Options ไว้
จากเรื่องนี้ทำให้พอร์ตของ JEPQ แบ่งเป็น
1. ลงทุนหุ้นในดัชนี Nasdaq-100
2. ลงทุนใน ELNs เพื่อสร้างกระแสเงินสดรายเดือน
เลยเป็นที่มาว่าทำไมในช่วงที่ตลาดหุ้นขึ้นแรง ๆ QQQ หรือ QQQM ถึงให้ผลตอบแทนรวมที่สูงกว่า JEPQ เพราะ JEPQ ถือหุ้นในสัดส่วนที่น้อยกว่านั่นเอง
ไม่นับว่า ด้วยความที่เป็นกลยุทธ์ Covered Call หากราคาหุ้นสูงถึงจุดหนึ่ง จะมีคนใช้สิทธิ Call Options ก็ต้องขายหุ้นออกมาอีก
อย่างไรก็ตาม กลับกันถ้าตลาดอยู่ในช่วง Sideways หรือทรงตัว JEPQ จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า เพราะยังได้รับเงินจากค่าพรีเมียม ขณะที่ QQQ และ QQQM จะได้ผลตอบแทนเมื่อราคาหุ้นปรับตัวหรือจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเท่านั้น
และหากตลาดร่วงหนัก การลงทุนใน JEPQ ก็จะเจ็บตัวน้อยกว่า จากการที่ลงทุนในหุ้นสัดส่วนที่น้อยกว่า พร้อมได้รับเงินจากค่าพรีเมียมเหมือนเดิม
ทั้งนี้ JEPQ ก็มีสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาสำหรับคนที่ชอบดอกเบี้ยทบต้น เพราะจะโดนหักภาษีปันผล ณ ที่จ่าย 15% ทันที แม้ว่าจะนำเงินกลับมาลงทุนก็ตาม
พอเรื่องเป็นแบบนี้ เราจึงเห็น J.P. Morgan ออกกองทุนตัวใหม่ ที่มีนโยบายการลงทุนคล้ายกันโดยไม่ได้ซื้อ ELNs แต่เป็นการขาย Call Options เพื่อได้ premium ระหว่างทาง และแทนที่จะจ่ายปันผล กลับนำไปลงทุนต่อนั่นคือ JPMorgan Nasdaq Equity Premium Income Active UCITS ETF หรือมีชื่อย่อว่า JEQA
ซึ่งเหมาะกับคนที่ลงทุน JEPQ แล้วนำเงินไปลงทุนต่อหรือที่เรียกกันว่า Reinvestment เพราะถ้าลงทุนใน JEQA จะไม่ต้องโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ของเงินปันผลอีกต่อไปแล้ว
แต่ถ้ายังชอบกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และได้รับการยกเว้นภาษี..
ตอนนี้มีอีกหนึ่งทางเลือกคือ ลงทุนผ่านกองทุนรวม TLNDQINCOME-UH-X และ TLNDQINCOME-H-X ที่มีเฉพาะในแอป WealthX
และเมื่อใช้แอป WealthX จะมีเทคโนโลยีที่เปลี่ยนกองทุนสะสมมูลค่าให้สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ แบบได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Capital Gain) อย่าง YIELDTECH™ ที่ใคร ๆ ก็สามารถใช้งานได้
โดย YIELDTECH™ เป็นระบบสั่งขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนเงินลงทุนให้กลายเป็นรายรับประจำ
ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี เพราะเงินที่ได้จากการขายคืนกองทุนรวมในไทย (Capital Gain) จะได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ตามกฎหมายปัจจุบัน
ต้องการรับกระแสเงินสด แบบไม่ต้องกังวลเรื่องภาษี ทำได้เลยที่ https://www.wealthx.co/getapp
คำเตือน :
- ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
- กองทุน TLNDQINCOME-UH-X มีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ
- กองทุน TLNDQINCOME-H-X ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
- กองทุนรวมมีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
- บริษัทอาจมีความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องกับผู้ออก หรือผู้จัดการกองทุนที่ปรากฏในเนื้อหานี้
คำเตือน “เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การลงทุน มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการวิเคราะห์หรือให้คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล”
หนึ่งในหลักทรัพย์ ที่สายปันผลมีติดไว้ในพอร์ต คงไม่พ้น “JEPQ”
ความน่าสนใจคือ ETF นี้ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 1 ปีที่ผ่านมาถึง 10% ต่อปี ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่น ๆ
คำถามที่น่าคิดต่อมา JEPQ ทำอย่างไร ถึงสามารถจ่ายปันผลได้สูง ทั้ง ๆ ที่หุ้นในดัชนี Nasdaq-100 ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่มักจะไม่ได้จ่ายปันผล หรือจ่ายปันผลก็เพียงหลักหน่วยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
และถ้าเทียบระหว่าง JEPQ กับการลงทุนใน Nasdaq-100 อย่าง QQQ หรือ QQQM แบบไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
จริง ๆ แล้ว เราควรรู้อะไรเกี่ยวกับ JEPQ บ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
JEPQ หรือ JPMorgan Nasdaq Equity Premium Income ETF คือกองทุนที่มุ่งหวังจ่ายปันผลเป็นประจำ และยังสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นดัชนี Nasdaq-100 ที่รวมบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้วย
เมื่อนโยบายการลงทุนตั้งต้นมาแบบนี้ ทำให้ JEPQ ไม่ได้สามารถทำได้แค่ลงทุนในหุ้นเพื่อรอรับปันผลเพียงอย่างเดียว
มันจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการเงินและกลยุทธ์ที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้สามารถสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ อย่างกลยุทธ์ที่เรียกว่า Covered Call
ซึ่งกลยุทธ์นี้จะประกอบด้วย
1. ซื้อหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำแบบ Active โดยเลือกหุ้นที่อยู่ในดัชนี Nasdaq-100
2. ขาย Call Options หรือขายสิทธิในการซื้อหุ้นให้กับคนอื่น
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
ถ้าเรามีหุ้น NVIDIA อยู่ในพอร์ต และต้องการสร้างกระแสเงินสด ก็ทำการขาย Call Options ที่อิงกับหุ้น NVIDIA ออกมา โดยเลือกวันหมดอายุ และราคาใช้สิทธิตามที่ต้องการ
ซึ่งเหตุผลที่ทำแบบนี้ เพราะว่าการขาย Call Options จะทำให้เราได้เงินจากค่า Options หรือที่เรียกกันว่าค่าพรีเมียมทันที
และที่ต้องมีหุ้นอยู่ในพอร์ตด้วย ก็เพื่อให้คนได้ใช้สิทธิจาก Call Options แลกซื้อหุ้น เมื่อราคาหุ้นขึ้นมามาก
นี่เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไม JEPQ ถึงสามารถจ่ายปันผลได้ แม้ว่าหุ้นที่กองทุนถือจะไม่จ่ายปันผลเลยก็ตาม
แต่ถ้าหากเราเข้าไปแกะพอร์ตลงทุนของ JEPQ จะพบว่า นอกจากหุ้นแล้ว ยังมีอีกหลักทรัพย์หนึ่งที่ไม่คุ้นตา แต่มีสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญประมาณ 17% ของพอร์ต นั่นคือ Equity Linked Notes หรือ ELNs
สิ่งนี้คือ ตัวแทนของการขาย Call Options เพราะจริง ๆ แล้ว JEPQ ไม่ได้ทำการขาย Call Options โดยตรง แต่ลงทุนใน ELNs ที่บรรจุการขาย Call Options ไว้
จากเรื่องนี้ทำให้พอร์ตของ JEPQ แบ่งเป็น
1. ลงทุนหุ้นในดัชนี Nasdaq-100
2. ลงทุนใน ELNs เพื่อสร้างกระแสเงินสดรายเดือน
เลยเป็นที่มาว่าทำไมในช่วงที่ตลาดหุ้นขึ้นแรง ๆ QQQ หรือ QQQM ถึงให้ผลตอบแทนรวมที่สูงกว่า JEPQ เพราะ JEPQ ถือหุ้นในสัดส่วนที่น้อยกว่านั่นเอง
ไม่นับว่า ด้วยความที่เป็นกลยุทธ์ Covered Call หากราคาหุ้นสูงถึงจุดหนึ่ง จะมีคนใช้สิทธิ Call Options ก็ต้องขายหุ้นออกมาอีก
อย่างไรก็ตาม กลับกันถ้าตลาดอยู่ในช่วง Sideways หรือทรงตัว JEPQ จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า เพราะยังได้รับเงินจากค่าพรีเมียม ขณะที่ QQQ และ QQQM จะได้ผลตอบแทนเมื่อราคาหุ้นปรับตัวหรือจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเท่านั้น
และหากตลาดร่วงหนัก การลงทุนใน JEPQ ก็จะเจ็บตัวน้อยกว่า จากการที่ลงทุนในหุ้นสัดส่วนที่น้อยกว่า พร้อมได้รับเงินจากค่าพรีเมียมเหมือนเดิม
ทั้งนี้ JEPQ ก็มีสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาสำหรับคนที่ชอบดอกเบี้ยทบต้น เพราะจะโดนหักภาษีปันผล ณ ที่จ่าย 15% ทันที แม้ว่าจะนำเงินกลับมาลงทุนก็ตาม
พอเรื่องเป็นแบบนี้ เราจึงเห็น J.P. Morgan ออกกองทุนตัวใหม่ ที่มีนโยบายการลงทุนคล้ายกันโดยไม่ได้ซื้อ ELNs แต่เป็นการขาย Call Options เพื่อได้ premium ระหว่างทาง และแทนที่จะจ่ายปันผล กลับนำไปลงทุนต่อนั่นคือ JPMorgan Nasdaq Equity Premium Income Active UCITS ETF หรือมีชื่อย่อว่า JEQA
ซึ่งเหมาะกับคนที่ลงทุน JEPQ แล้วนำเงินไปลงทุนต่อหรือที่เรียกกันว่า Reinvestment เพราะถ้าลงทุนใน JEQA จะไม่ต้องโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ของเงินปันผลอีกต่อไปแล้ว
แต่ถ้ายังชอบกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และได้รับการยกเว้นภาษี..
ตอนนี้มีอีกหนึ่งทางเลือกคือ ลงทุนผ่านกองทุนรวม TLNDQINCOME-UH-X และ TLNDQINCOME-H-X ที่มีเฉพาะในแอป WealthX
และเมื่อใช้แอป WealthX จะมีเทคโนโลยีที่เปลี่ยนกองทุนสะสมมูลค่าให้สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ แบบได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Capital Gain) อย่าง YIELDTECH™ ที่ใคร ๆ ก็สามารถใช้งานได้
โดย YIELDTECH™ เป็นระบบสั่งขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนเงินลงทุนให้กลายเป็นรายรับประจำ
ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี เพราะเงินที่ได้จากการขายคืนกองทุนรวมในไทย (Capital Gain) จะได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ตามกฎหมายปัจจุบัน
ต้องการรับกระแสเงินสด แบบไม่ต้องกังวลเรื่องภาษี ทำได้เลยที่ https://www.wealthx.co/getapp
คำเตือน :
- ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
- กองทุน TLNDQINCOME-UH-X มีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ
- กองทุน TLNDQINCOME-H-X ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
- กองทุนรวมมีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
- บริษัทอาจมีความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องกับผู้ออก หรือผู้จัดการกองทุนที่ปรากฏในเนื้อหานี้