
CPALL พุ่งบวก 6% หลังประกาศงบ ดีกว่าที่ตลาดคาด
โดยไตรมาสที่ 1 ปี 2569 บริษัท CPALL รายงานผลประกอบการ ที่เหนือกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาหุ้น CPALL ปรับตัวขึ้นกว่า 6%
- รายได้รวม 267,672 ล้านบาท (+5.8%)
- กำไรขั้นต้น 58,969 ล้านบาท (+5.1%)
โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 22.7% ใกล้เคียงปีก่อน
- กำไรสุทธิ 9,118 ล้านบาท (+20.2%)
สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ราว 8,900 ล้านบาท
โดยธุรกิจ 7-Eleven ยังเป็นแกนหลักของการเติบโต
ธุรกิจนี้มีรายได้ 121,958 ล้านบาท (+7.0%)
กำไรจากการดำเนินงาน 11,119 ล้านบาท (+14.6%)
และกำไรสุทธิ 7,570 ล้านบาท (+18.9%)
- กำไรขั้นต้น 58,969 ล้านบาท (+5.1%)
โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 22.7% ใกล้เคียงปีก่อน
- กำไรสุทธิ 9,118 ล้านบาท (+20.2%)
สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ราว 8,900 ล้านบาท
โดยธุรกิจ 7-Eleven ยังเป็นแกนหลักของการเติบโต
ธุรกิจนี้มีรายได้ 121,958 ล้านบาท (+7.0%)
กำไรจากการดำเนินงาน 11,119 ล้านบาท (+14.6%)
และกำไรสุทธิ 7,570 ล้านบาท (+18.9%)
ด้านเครือข่ายสาขาของ 7-Eleven ที่มีจำนวนรวม 16,084 สาขา (เป็นสาขาเปิดใหม่สุทธิ 139 สาขา)
แบ่งเป็นสาขาบริษัท 8,289 สาขา
และร้าน SBP หรือ แฟรนไชส์ 7,795 สาขา
แบ่งเป็นสาขาบริษัท 8,289 สาขา
และร้าน SBP หรือ แฟรนไชส์ 7,795 สาขา
โดยกว่า 86% เป็นร้านสแตนด์อโลน และที่เหลือเป็นร้านในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.
ส่วนต่างประเทศ มีสาขาใน สปป.ลาว 30 สาขา และกัมพูชา 63 สาขา
นอกจากนี้ ยังตัวชี้วัดธุรกิจที่น่าจับตาอย่าง
- ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันอยู่ที่ 85,998 บาท
- อัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSSG) +1.9%
- ยอดซื้อต่อบิลประมาณ 90 บาท และมีลูกค้าเฉลี่ย 958 คน/สาขา/วัน ใกล้เคียงปีก่อน
- ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันอยู่ที่ 85,998 บาท
- อัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSSG) +1.9%
- ยอดซื้อต่อบิลประมาณ 90 บาท และมีลูกค้าเฉลี่ย 958 คน/สาขา/วัน ใกล้เคียงปีก่อน
ขณะที่สัดส่วนรายได้จาก O2O อย่าง 7Delivery, All Online อยู่ที่ราว 11% ของรายได้รวม
โดยกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมีสัดส่วน 76.3% ซึ่งเพิ่มจากปีก่อน และสินค้าอุปโภค 23.7%
ปัจจัยหนุนสำคัญในไตรมาสนี้ มาจากสภาพอากาศร้อนตั้งแต่ต้นปีที่กระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มและอาหาร การเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่หนุนการเดินทางในประเทศ และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน
สำหรับโครงสร้างรายได้และกำไรของกลุ่ม
ก่อนหักรายการระหว่างกัน รายได้แบ่งเป็นธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่น ๆ 52% และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า (แม็คโคร และโลตัส) 48%
ก่อนหักรายการระหว่างกัน รายได้แบ่งเป็นธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่น ๆ 52% และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า (แม็คโคร และโลตัส) 48%
แต่หากดูที่กำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี
ร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่น ๆ คิดเป็น 73%
ขณะที่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้าอยู่ที่ 27%
สะท้อนว่า 7-Eleven เป็นแหล่งทำกำไรหลักของกลุ่ม
ร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่น ๆ คิดเป็น 73%
ขณะที่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้าอยู่ที่ 27%
สะท้อนว่า 7-Eleven เป็นแหล่งทำกำไรหลักของกลุ่ม
ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (ไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) ลดลง 12,691 ล้านบาท หรือ -3.9% มาอยู่ที่ 313,580 ล้านบาท จากการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ระยะยาวของ CP Axtra ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น อยู่ที่ 0.76 เท่า
ส่วนเงินทุนหมุนเวียน บริษัทมีวงจรเงินสด ติดลบประมาณ 25 วัน
โดยระยะเวลาเก็บหนี้อยู่ที่ 1.5 วัน ระยะเวลาขายสินค้า 30.9 วัน และระยะเวลาชำระหนี้ 57.7 วัน
โดยระยะเวลาเก็บหนี้อยู่ที่ 1.5 วัน ระยะเวลาขายสินค้า 30.9 วัน และระยะเวลาชำระหนี้ 57.7 วัน
หากมองไปข้างหน้า สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2 ปี 2569
ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ยังมีแนวโน้มเชิงบวก จากสภาพอากาศร้อนจัด ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าเครื่องดื่มและอาหาร
ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ยังมีแนวโน้มเชิงบวก จากสภาพอากาศร้อนจัด ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าเครื่องดื่มและอาหาร
รวมถึงแรงหนุนจากช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ที่ส่งผลดีต่อแทรฟฟิกลูกค้าในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ
โดย CPALL ตั้งเป้าว่า ในปี 2569 นี้ จะเปิดร้านใหม่ในไทย อีกประมาณ 700 สาขา และขยายเพิ่มใน สปป.ลาว
คาดว่าจะใช้งบลงทุนที่ 12,000 ล้านบาท - 13,600 ล้านบาท
คาดว่าจะใช้งบลงทุนที่ 12,000 ล้านบาท - 13,600 ล้านบาท
แบ่งเป็นการเปิดสาขาใหม่ 3,800 ล้านบาท - 4,600 ล้านบาท
ปรับปรุงร้านเดิม 2,900 ล้านบาท - 3,500 ล้านบาท
โครงการใหม่, บริษัทย่อย และศูนย์กระจายสินค้า 4,000 ล้านบาท - 4,100 ล้านบาท
สินทรัพย์ถาวร และระบบสารสนเทศ 1,300 ล้านบาท - 1,400 ล้านบาท
ปรับปรุงร้านเดิม 2,900 ล้านบาท - 3,500 ล้านบาท
โครงการใหม่, บริษัทย่อย และศูนย์กระจายสินค้า 4,000 ล้านบาท - 4,100 ล้านบาท
สินทรัพย์ถาวร และระบบสารสนเทศ 1,300 ล้านบาท - 1,400 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากมูลค่าบริษัทปัจจุบันของ CPALL ซึ่งอยู่ที่ 417,714 ล้านบาท
และด้วยกำไรสุทธิใน 12 เดือนล่าสุด
จะทำให้ราคาหุ้นของ CPALL ตอนนี้ กำลังถูกซื้อขายกันที่ P/E ราว ๆ 14 เท่า..
และด้วยกำไรสุทธิใน 12 เดือนล่าสุด
จะทำให้ราคาหุ้นของ CPALL ตอนนี้ กำลังถูกซื้อขายกันที่ P/E ราว ๆ 14 เท่า..
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่นักลงทุนต้องติดตามกันต่อไป คือ Virtual Bank
ว่า 3 ธุรกิจของ CPALL ทั้ง Counter Service, Thai Smart Card และ CP Axtra
จะถูกโอนเข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจ Virtual Bank ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง (ACMH) ในเครือ CP Group หรือไม่อย่างไร
จะถูกโอนเข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจ Virtual Bank ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง (ACMH) ในเครือ CP Group หรือไม่อย่างไร
ซึ่งเรื่องนี้ เราจะรู้คำตอบกัน ในวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นี้..
คำเตือน : โพสต์นี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูล ไม่ได้แนะนำให้ซื้อ หรือ ขาย แต่อย่างใด
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน