
ลี กวน ยู ชายที่ร้องไห้หน้ากล้อง แล้วเปลี่ยนเกาะที่ไม่มีอะไร ให้ยิ่งใหญ่ ในรุ่นเดียว
ลี กวน ยู ชายที่ร้องไห้หน้ากล้อง แล้วเปลี่ยนเกาะที่ไม่มีอะไร ให้ยิ่งใหญ่ ในรุ่นเดียว /โดย ลงทุนแมน
เช้าวันที่ 9 สิงหาคม 1965 มีชายคนหนึ่ง นั่งอยู่หน้ากล้องโทรทัศน์ แล้วร้องไห้ออกมา ให้คนทั้งประเทศได้เห็น
น้ำตานี้ ไม่ใช่เป็นเพราะความพ่ายแพ้ และไม่ใช่มาจากความอ่อนแอ
แต่มันเกิดขึ้น เพราะเขาเพิ่งได้รู้ว่า เกาะเล็ก ๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ถูกขับออกมาจากประเทศมาเลเซียเสียแล้ว..
ชายคนที่กล่าวมานี้ ก็คือคุณลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรก และบิดาผู้สร้างชาติสิงคโปร์
น้ำตาของเขาในวันนั้น ยังไม่ใช่บทสรุปของเรื่องราว แต่มันคือจุดเริ่มต้นของปาฏิหาริย์แบบสิงคโปร์ ที่ยังไม่มีผู้นำประเทศคนไหนในโลก ทำได้แบบนี้มาก่อน
หากสงสัยว่า ทำไมเรื่องราวของคุณลี กวน ยู ถึงน่าสนใจ และเขาทำอย่างไร จึงเปลี่ยนให้เกาะเล็ก ๆ ที่เคยถูกล้อเลียนว่า เป็นบ่อยุง กลายมาเป็นหนึ่งในชาติที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนี้ได้ ?
เรื่องนี้ ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง..
คุณลี กวน ยู เกิดปี 1923 ในสิงคโปร์ โดยที่ตอนนั้นยังไม่เรียกว่าเป็นประเทศ เพราะเป็นเพียงแค่อาณานิคมของอังกฤษอยู่
เขาเป็นคนที่เรียนเก่งมากมาตั้งแต่เด็ก เพราะเคยสอบได้ที่ 1 ของสิงคโปร์และภูมิภาคมาลายาในปี 1940 ด้วย
ในช่วงที่เขาเป็นวัยรุ่น ได้เกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงความคิด ต่อการกำหนดชะตาชีวิตของแผ่นดินเกิดของเขา ไปตลอดกาล..
ในปี 1942 กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น บุกยึดเกาะสิงคโปร์ได้อย่างง่ายดาย
คุณลี กวน ยู ที่เคยเชื่อว่า อังกฤษนั้นยิ่งใหญ่มาก คงจะสามารถปกครองพวกเขาได้ตลอดกาล ก็ได้เห็นกับตาตัวเองว่า จักรวรรดิที่แม้จะดูยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็มีความเปราะบางซ่อนอยู่ จนดูอ่อนแอได้ง่าย ๆ เหมือนกัน
หลังสงครามสงบ เขาได้เดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ จนสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมาย ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และกลับมาเป็นทนายความต่อที่สิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ความฝันของเขาไม่ได้อยู่แค่ในห้องพิจารณาคดี แต่เขาฝันใหญ่ไปไกลกว่านั้น คือการทำให้ประชาชนในเกาะสิงคโปร์ ได้มีโอกาสและที่ยืน ไม่ด้อยไปกว่าคนชาติไหนก็ตามบนโลกใบนี้..
ปี 1954 คุณลี กวน ยู ได้ร่วมก่อตั้งพรรค People's Action Party หรือ PAP ซึ่งพรรคนี้มีฐานเสียงสนับสนุนที่แข็งแรง จากกลุ่มชนชั้นแรงงาน
พอถึงปี 1959 เขาก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของเกาะนี้ ในวัยเพียงแค่ 35 ปีเท่านั้น
ในตอนนั้น เขามีความฝันอย่างแรงกล้าว่า หากจะทำให้เกาะเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ ที่ดูไม่มีอะไรเลยนี้ มีความมั่นคงพอจะยืนหยัดได้ ก็ควรจะต้องรวมเข้ากับมาเลเซีย
ถึงแม้ในปี 1963 สิงคโปร์จะได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียก็จริง แต่ก็เป็นได้แค่เพียงในระยะเวลาที่สั้นมาก
เพราะความขัดแย้งที่รุนแรงจากแนวคิดทางเชื้อชาติ ก็บีบให้สิงคโปร์ถูกขับออกจากมาเลเซีย ไปในวันที่ 9 สิงหาคม 1965
นั่นคือวันที่คุณลี กวน ยู ร้องไห้ต่อหน้ากล้อง ซึ่งเหตุการณ์ในวันนั้น เราก็ยังสามารถหาดูได้ใน YouTube
แต่เรื่องราวของคนที่จะสร้างตำนานการเป็นรัฐบุรุษ ที่คนทั้งโลกต้องศึกษาในกาลต่อมานั้น ก็มีเวลาให้จมอยู่กับความเศร้าโศกเสียใจได้ไม่นานนัก
เพราะหลังจากเช็ดน้ำตาแล้ว เขาก็ได้พูดสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนของเขาว่า
“จงมั่นคง จงสงบ เราจะสร้างชาติ ที่รวมกลุ่มคนที่หลากหลายขึ้นในสิงคโปร์ ทุกคนจะมีที่ยืนบนประเทศแห่งนี้”
นั่นคือสัญญาที่เขาได้ให้ไว้ และเขาก็ได้ปฏิบัติมาตลอด จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต..
สิงคโปร์ในปี 1965 นั้น เป็นเหมือนประเทศที่ถูกสาปให้ล้มเหลว ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มด้วยซ้ำ เพราะประเทศแห่งนี้ นอกจากมีคนอยู่อาศัยแล้ว ก็แทบจะไม่มีอะไรเลย
ไม่มีน้ำมัน, ไม่มีแร่ธาตุ, พื้นที่ก็ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก, ไม่มีกองทัพ และแม้แต่น้ำสะอาด ก็ยังต้องนำเข้ามาจากมาเลเซีย
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนในยุคนั้น ต่างพากันทำนายว่า ประเทศนี้จะไปไม่รอดหรอก
แต่คุณลี กวน ยูนั้น กลับมองเห็นสิ่งที่คนอื่นพากันมองข้ามไป นั่นคือ แม้เราจะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติตั้งต้นที่สำคัญ แต่เราสามารถสร้างทรัพยากรมนุษย์ ที่ดีที่สุดในโลก ขึ้นมาได้..
นับตั้งแต่วันที่ประเทศถูกขับออกมา เขาได้เริ่มลงมือสร้างสิงคโปร์ขึ้นมาใหม่หมดจากศูนย์ ผ่านการวางรากฐานนโยบายระยะยาว ด้วยเสาหลักแต่ละด้าน ที่สร้างความมั่นคงให้กับประเทศไปพร้อมกัน
- ด้านการทหาร
ตอนที่เริ่มต้นในปี 1965 สิงคโปร์ยังมีทหารไม่ถึง 1,000 นาย
คุณลี กวน ยู ได้ไปดึงตัวผู้เชี่ยวชาญทางทหารจากอิสราเอล เข้ามาช่วยออกแบบกองทัพให้ใหม่หมด
และในปี 1967 ก็ประกาศให้การเกณฑ์ทหารเป็นภาคบังคับ เพราะเชื่อว่า กองทัพไม่ได้มีไว้แค่ป้องกันประเทศ แต่คือเครื่องมือที่ช่วยปลูกฝังความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ ให้กับคนทุกรุ่น
- สร้างระบบ และปราบปรามคอร์รัปชัน อย่างเต็มที่
ก่อนที่คุณลี กวน ยู จะขึ้นมาบริหาร คอร์รัปชันฝังรากลึกอยู่ในทุกหย่อมหญ้าของประเทศ ตั้งแต่ตำรวจที่รับสินบน ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเช้าชามเย็นชาม
เขาได้ปราบปรามเรื่องนี้ อย่างไร้ความปรานี ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม
พร้อมทั้งขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการ เพื่อป้องกันไม่ให้คนทำงานเหล่านี้ ต้องไปรับส่วยอีก
และยังสร้างบรรทัดฐานระบบราชการ ที่คอยคัดแต่คนเก่ง ให้เข้ามาทำงาน ไม่ใช่ปล่อยให้คนที่แค่มีเส้นสาย แต่ไร้ซึ่งความสามารถ เข้ามาทำงานราชการได้
การวางระบบแบบนี้ เปลี่ยนให้สิงคโปร์มีระบบราชการ ที่มีประสิทธิภาพ เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
- โครงการที่อยู่อาศัย เป็นมาตรฐาน
สิงคโปร์ได้ก่อตั้งโครงการ Housing and Development Board เพื่อสร้างบ้านพักอาศัย ให้กับประชาชนทุกคน
จากเดิมที่คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ อาศัยอยู่กันในบ้านสังกะสี สภาพเหมือนสลัม แต่ละคนก็ได้มีที่อยู่อาศัย ปลอดภัย คุณภาพดีกัน
นโยบายนี้ ได้เปลี่ยนแปลงอัตราการมีที่อยู่อาศัยของประชาชน จาก 9% ในปี 1970 มาสู่ 90% ในปี 1990
และนอกจากนี้ โครงการนี้ก็ยังออกแบบให้คนสิงคโปร์ที่มีหลากหลายเชื้อชาติ เช่น จีน, มาเลย์ และอินเดีย อาศัยอยู่ในอาคารเดียวกัน
เพื่อช่วยสนับสนุนให้ กลุ่มคนที่หลากหลาย ปรับตัวอยู่ร่วมกันได้ จนความขัดแย้งที่มี จะหมดลงในสักวันหนึ่ง..
- การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
สิงคโปร์เลือกใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง แม้คนส่วนใหญ่ในเวลานั้นจะไม่เห็นด้วย
ที่เป็นแบบนี้ เพราะคุณลี กวน ยู มองว่าหากลูกหลานในประเทศ สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้เป็นอย่างดี มันจะเป็นการช่วยเปิดประตูให้ประเทศ ติดต่อกับโลกที่กว้างใหญ่ได้อย่างไม่ติดขัด
นอกจากนี้ ก็ยังมีการทุ่มเทสร้างโรงเรียน และมหาวิทยาลัย คุณภาพดี มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก
ทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยอายุยังไม่ถึง 50 ปีอย่าง National University of Singapore และ Nanyang Technological University ติดอันดับต้น ๆ มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว
โดย QS World University Rankings 2026 จัดให้
National University of Singapore ติดอันดับ 8 ของโลก
และ Nanyang Technological University ติดอันดับ 12 ของโลก
National University of Singapore ติดอันดับ 8 ของโลก
และ Nanyang Technological University ติดอันดับ 12 ของโลก
- สวัสดิการ และระบบการออมเงินภาคบังคับ
นโยบายของคุณลี กวน ยู ได้ขยายระบบ Central Provident Fund หรือ CPF แปลเป็นไทยให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ “ระบบบังคับออมเงินแห่งชาติ”
ให้กลายมาเป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจ และสวัสดิการทั้งหมดของสิงคโปร์
เพราะสิ่งนี้ จะบังคับให้คนสิงคโปร์ที่มีรายได้ ต้องออมเงิน ผ่านการหักเข้ากองทุนนี้ และจะมีนายจ้างช่วยสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง
เงินใน CPF จะถูกนำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลชนิดพิเศษ ที่รัฐบาลสิงคโปร์เป็นผู้ค้ำประกัน
แล้วทางภาครัฐก็จะนำเงินที่ประชาชนหักออมนี้ ไปบริหารต่อผ่าน GIC หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1981
ซึ่งมีภารกิจสำคัญ คือการลงทุนระยะยาว ในสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อทำให้เงินออมของประชาชน งอกเงยได้มากกว่าเงินฝากธรรมดา
และในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นเล็กน้อย Temasek Holdings ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1974 โดยมีหน้าที่ต่างออกไป
คือลงทุนในบริษัทสำคัญของสิงคโปร์ และกิจการที่มีอนาคตไกล ชั้นนำทั่วโลก
พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ Temasek ทำหน้าที่เป็นนักลงทุนเชิงรุกของภาครัฐ ที่จะสร้างผลตอบแทนอันคุ้มค่า กลับคืนมาให้กับประเทศในระยะยาว
และทุกวันนี้ ผลตอบแทนทั้งจาก GIC และ Temasek ถูกนำเข้ามาใส่อยู่ในงบประมาณแผ่นดินของประเทศ เป็นสัดส่วน 20% ทุกปี
ซึ่งจำนวนนี้ มากกว่าเงินจากภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้ ที่รัฐบาลเก็บได้ รวมกันเสียอีก..
นโยบายที่วางรากฐานไว้ตั้งแต่ยุคสร้างชาติ กลับให้ผลอยู่จนถึงทุกวันนี้ ในทุกหย่อมหญ้าของสิงคโปร์
เช่น โรงเรียนรัฐคุณภาพดี, โรงพยาบาลที่มีมาตรฐานเดียวกัน และโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น เพื่อให้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีกันถ้วนหน้า
- หาที่ทางของตัวเองจนเจอ และเปลี่ยนให้เป็นศูนย์กลางสำคัญของโลก
คุณลี กวน ยู รู้ดีว่า ถึงแม้สิงคโปร์จะไม่มีอะไรให้ขาย แต่ก็มีสิ่งสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง ที่ประเทศนี้สามารถผูกขาดได้
นั่นคือ มีทำเลที่ดี เพราะอยู่บนเส้นทางการเดินเรือ ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เขาจึงได้ทุ่มเงินสร้างท่าเรือ และโรงกลั่นน้ำมันขึ้นมา จนวันนี้สิงคโปร์กลายเป็น ศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากฮูสตัน, สหรัฐฯ และรอตเทอร์ดัม, เนเธอร์แลนด์
และเมื่อเรือขนน้ำมันจากทั่วโลก ต้องหมุนเวียนไหลผ่านสิงคโปร์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ทำให้ราคาน้ำมันของที่นี่ กลายเป็นราคาอ้างอิงมาตรฐาน ให้กับประเทศในเอเชีย ทั้งทวีป
ความน่าทึ่งของเรื่องราวนี้ก็คือ ประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติน้ำมันของตัวเองสักหยดเดียว กลับกลายเป็นผู้กำหนดราคาน้ำมัน ให้ประเทศอื่น..
แต่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเพียงอย่างเดียว ที่สิงคโปร์สามารถสร้างตลาดของตัวเองขึ้นมา เพราะคุณลี กวน ยู มีวิสัยทัศน์ ที่ไปไกลยิ่งกว่านั้น
ในปี 1968 เขาได้ก่อตั้ง Asian Dollar Market หรือแปลเป็นไทยว่า “ตลาดดอลลาร์เอเชีย” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
โดยฉวยโอกาสจากช่องว่างด้านเวลา ระหว่างที่ตลาดอเมริกาปิด และยุโรปยังไม่เปิด
นโยบายนี้ ดึงดูดให้สถาบันการเงินชื่อดังทั่วโลก เลือกมาตั้งสาขาประจำภูมิภาคที่นี่ เพื่อเป็นประตูบานสำคัญ ในการเชื่อมโลกฝั่งเอเชีย ให้เข้ากับตลาดการเงินทั้งโลก
และทำให้ต่อมา สิงคโปร์กลายมาเป็นตลาดซื้อขายเงินตราระหว่างประเทศ ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และติดอันดับ 3 ของโลก รองจากแค่ลอนดอน และนิวยอร์ก เท่านั้น
ผลสำเร็จจากการวางรากฐานอย่างชาญฉลาด ผ่านตัวอย่างนโยบายที่กล่าวมานี้ ทำให้เศรษฐกิจของสิงคโปร์ สร้างปาฏิหาริย์ ด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ไม่ว่าจะเป็น ขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น อีกหลายเท่าตัว และรายได้ต่อหัวของประชากร ที่มากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
พลิกโฉมประเทศจากที่เคยล้าหลัง ให้กลายมาเป็นอีกหนึ่งประเทศชั้นนำ แบบหน้ามือเป็นหลังมือ
ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นแค่ภายในรุ่นเดียวเท่านั้น..
หรือเราสามารถพูดได้เต็มปากว่า ในชั่วชีวิตของคนสิงคโปร์สักคนหนึ่ง หากเกิดมาในยุคเริ่มต้น ที่เคยเห็นสภาพประเทศ ดูมีแต่ความยากจนแร้นแค้น
คนคนเดียวกันนี้ วันนี้จะมีโอกาสได้เห็น เกาะสิงคโปร์แห่งเดียวกัน มีความเจริญแบบผิดหูผิดตา กลายเป็นมหานคร
และไม่ว่าประเทศนี้จะขยับตัวทำอะไรก็ตาม ก็จะเป็นที่ถูกจับจ้องไปทั่วโลก
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เชื่อว่า เราน่าจะเข้าใจถึงเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของมหาบุรุษ นามว่า ลี กวน ยู ที่ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี เพื่อสร้างชาติที่เขารัก ขึ้นมาจากจุดเริ่มต้น ที่ไม่มีอะไรเลย กันดีขึ้นแล้ว
หากเรามีโอกาสได้ศึกษาประวัติศาสตร์ทั่วโลก ก็คงจะเห็นเหมือนกันว่า เรื่องราวของคุณลี กวน ยู และการสร้างชาติที่ชื่อสิงคโปร์ เป็นตัวอย่างที่ไม่เหมือนกับประเทศไหนเลย
เพราะประเทศอื่น ยังมีทรัพยากรบางอย่าง ให้พอใช้เป็นฐานในการสร้างชาติได้บ้าง แต่สิงคโปร์ เรียกได้ว่า แทบไม่มีสักอย่าง
บทเรียนจากเรื่องราวนี้ จึงสอนเราว่า บางทีนั้น ประเทศที่จะยิ่งใหญ่ได้ ไม่ได้แค่ขึ้นอยู่กับว่า เรามีทรัพยากรมากขนาดไหน
แต่จุดตัดอาจจะอยู่ที่ เรามีผู้นำที่กล้าหาญ มีวิสัยทัศน์มองยาวไปในอนาคต
และเลือกทุ่มเททั้งชีวิต เพื่อพิสูจน์ให้โลกนี้ได้เห็นว่า ประเทศชาติของเขา ก็สามารถกลายมาเป็นประเทศแนวหน้าของโลก ได้เหมือนกัน
คุณลี กวน ยู ก็เหมือนกับรัฐบุรุษหลาย ๆ คน ที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ที่มักจะเริ่มต้นหนทางการสร้างตำนาน ด้วยความเจ็บปวด เสียน้ำตา และผ่านความโดดเดี่ยว มาจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน
เขาไม่ได้เลือกพยายามจะหนีไปจากสิ่งที่เขาต้องเจอ แต่กลับเลือกใช้มัน เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ แทนที่จะปล่อยให้มันเป็นเพียงข้อแก้ตัว โดยที่ไม่เริ่มพยายามทำอะไรเลย..
References
-หนังสือ From Third World to First: A Statesman’s Powerful Story of Transformation from Poverty to National Leadership (2000) โดย Lee Kuan Yew
-ลีกวนยู พลิกสิงคโปร์จากโคลนตม ใน 60 ปี ตอน 1/2 | Global Economic Background EP.39
-พลเมืองสิงคโปร์ ทุกคนคือลีกวนยู ตอน 2/2 | Global Economic Background EP.40
-ผู้นำแบบ ‘ลี กวน ยู’ เปลี่ยนสิงคโปร์อย่างไร ให้เจริญใน 1 ชั่วอายุคน | WORLD REWIND | workpointTODAY
-“สิงคโปร์” หลักคิด “สร้างชาติ” : เจริญทิ้ง “เพื่อนบ้าน” ไม่เห็นฝุ่น | Back To Basics | EP. 75
-Lee Kuan Yew on Singapore's separation from Malaysia in 1965 | From the archives
-Lee Kuan Yew advises PhD student on importance of marriage and childbearing years. circa 2013.
-Singapore's Transformation into a Global Financial Hub | LKYSPP, NUS
-https://theconversation.com/how-lee-kuan-yew-transformed-singapore-from-small-town-into-global-financial-hub-39192
-https://en.wikipedia.org/wiki/Oil_industry_in_Singapore
-https://www.mas.gov.sg/news/media-releases/2025/singapore-strengthens-position-as-third-largest-global-fx-centre
-https://www.mof.gov.sg/policies/reserves/what-are-the-reserves-used-for/
-https://en.wikipedia.org/wiki/Central_Provident_Fund
-หนังสือ From Third World to First: A Statesman’s Powerful Story of Transformation from Poverty to National Leadership (2000) โดย Lee Kuan Yew
-ลีกวนยู พลิกสิงคโปร์จากโคลนตม ใน 60 ปี ตอน 1/2 | Global Economic Background EP.39
-พลเมืองสิงคโปร์ ทุกคนคือลีกวนยู ตอน 2/2 | Global Economic Background EP.40
-ผู้นำแบบ ‘ลี กวน ยู’ เปลี่ยนสิงคโปร์อย่างไร ให้เจริญใน 1 ชั่วอายุคน | WORLD REWIND | workpointTODAY
-“สิงคโปร์” หลักคิด “สร้างชาติ” : เจริญทิ้ง “เพื่อนบ้าน” ไม่เห็นฝุ่น | Back To Basics | EP. 75
-Lee Kuan Yew on Singapore's separation from Malaysia in 1965 | From the archives
-Lee Kuan Yew advises PhD student on importance of marriage and childbearing years. circa 2013.
-Singapore's Transformation into a Global Financial Hub | LKYSPP, NUS
-https://theconversation.com/how-lee-kuan-yew-transformed-singapore-from-small-town-into-global-financial-hub-39192
-https://en.wikipedia.org/wiki/Oil_industry_in_Singapore
-https://www.mas.gov.sg/news/media-releases/2025/singapore-strengthens-position-as-third-largest-global-fx-centre
-https://www.mof.gov.sg/policies/reserves/what-are-the-reserves-used-for/
-https://en.wikipedia.org/wiki/Central_Provident_Fund