99% ของครัวเรือนไทย ใช้สินค้า Unilever แล้วทำไม Unilever ยังต้องเร่งลงเดิมพันกับ AI ?

99% ของครัวเรือนไทย ใช้สินค้า Unilever แล้วทำไม Unilever ยังต้องเร่งลงเดิมพันกับ AI ?

ลองมองไปรอบ ๆ บ้านของเรา
ยาสีฟัน สบู่ ผงซักฟอก แชมพู ครีมบำรุงผิว ไปจนถึงผงปรุงรสในครัว
มีโอกาสสูงมาก ที่อย่างน้อยหนึ่งในนั้น จะเป็นสินค้าของ Unilever
เพราะตัวเลขที่บริษัทเปิดเผยก็คือ 99% ของ 25 ล้านครัวเรือนไทย ใช้สินค้า Unilever เฉลี่ยวันละ 3 ครั้ง
ฟังดูเหมือนบริษัทชนะตลาดไปเรียบร้อยแล้ว
แต่เมื่อไม่นานมานี้ Unilever กลับออกมาประกาศกลยุทธ์ใหม่ ที่เต็มไปด้วยคำว่า AI, นักวิทยาศาสตร์, สิทธิบัตร และห้องแล็บ
บริษัทที่สินค้าอยู่ในเกือบทุกบ้านอยู่แล้ว จะทุ่มลงทุนกับเรื่องพวกนี้ไปทำไม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจที่เรียกว่า FMCG กันก่อน
FMCG ย่อมาจาก Fast-Moving Consumer Goods หรือของใช้ในชีวิตประจำวันที่เราซื้อบ่อย ราคาไม่แพง และใช้แล้วหมดไป
จุดเด่นของธุรกิจนี้ คือ ขายได้เรื่อย ๆ เพราะคนต้องใช้ทุกวัน
แต่จุดอ่อนก็คือ มันลอกเลียนแบบกันได้ง่าย และผู้บริโภคพร้อมจะเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นได้ตลอดเวลา
ที่น่าสนใจก็คือ เกมของ FMCG กำลังเปลี่ยนไป
เดิมที การจะรู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ต้องอาศัยการสำรวจตลาด ทำแบบสอบถาม รวบรวมข้อมูล ซึ่งกินเวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์
และการพัฒนาสินค้าใหม่หนึ่งตัว ก็อาจใช้เวลาเป็นปี ๆ
แต่ Unilever บอกว่า วันนี้ เครื่องมือ AI ของบริษัท ดึงข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคได้ภายในไม่กี่นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวัน
แล้ว Unilever ลงทุนกับเรื่องนี้ มากแค่ไหน ?
ภาพรวมทั่วโลก Unilever มี
- นักวิทยาศาสตร์กว่า 4,500 คน
- ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกกว่า 500 คน
- สิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับทั่วโลก
ส่วนในประเทศไทย Unilever ก็มีศูนย์วิจัยและพัฒนาของตัวเอง
- มีนักวิทยาศาสตร์ 98 คน ในศูนย์ R&D ไทย
- ใช้ AI เฉพาะทาง 4 ตัว
- ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ไปแล้ว 30 รายการ เฉพาะช่วงต้นปี 2569
- ดำเนินงานในไทยมา 94 ปี
- 90% ของสินค้าที่ขายในไทย ผลิตในไทย
- มี 7 โรงงาน, 2 ฐานการผลิต และพนักงานในสำนักงานใหญ่กับโรงงานกว่า 2,800 คน
ตัวเลขนี้ได้สะท้อนว่า Unilever กำลังวางตัวเป็นบริษัทที่มีห้องแล็บ และขุมพลังข้อมูล เป็นหัวใจสำคัญ
แล้ว Unilever จะเอาทรัพยากรทั้งหมดนี้ ไปทำอะไรบ้าง ?
บริษัทวางกลยุทธ์ไว้ 3 ชั้น..
1) เข้าใจผู้บริโภคด้วย Data และ AI
Unilever นำ AI มาผสานข้อมูลธุรกิจ พฤติกรรมการค้นหา การเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดีย และเทรนด์ไลฟ์สไตล์ เพื่อจับความต้องการที่ยังไม่มีใครตอบสนอง ให้เจอก่อนคู่แข่ง
ยกตัวอย่างที่บริษัทใช้เป็นกรณีศึกษา
นั่นคือ Breeze Quick Wash ผงซักฟอกที่ออกแบบมาเพื่อคนยุคที่ไม่มีเวลา
จุดที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวสินค้า แต่คือ ความเร็วในการพัฒนา
เพราะ Unilever ใช้เวลาเพียง 15 เดือน ในการพัฒนาสินค้าตัวนี้ ด้วยเทคโนโลยีเอนไซม์ การจำลองแบบด้วย AI และระบบหุ่นยนต์
จากเดิมที่การพัฒนาสินค้า FMCG หนึ่งตัว เคยใช้เวลานานกว่านั้นมาก
2) เปลี่ยนวิทยาศาสตร์ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ขายได้
ตรงนี้คือการเอาความรู้ในห้องแล็บ มาแก้ปัญหาเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน
เช่น คนอร์ ผงมะนาว (Knorr Lime Powder) ที่ใช้เทคโนโลยีการห่อหุ้มโมเลกุล (Encapsulation)
พูดง่าย ๆ คือการเก็บรสและกลิ่นของมะนาวแท้ไว้ในอนุภาคเล็ก ๆ ที่จะแตกตัวออกมาเมื่อโดนน้ำ
หรือ Vaseline Gluta-Hya ครีมบำรุงผิวเนื้อบางเบา ที่พัฒนาขึ้นในไทย เพื่อสภาพอากาศร้อนชื้นโดยเฉพาะ
จุดร่วมของทั้งสอง คือเป็นสินค้าที่คิดในไทย เพื่อคนไทย แล้วค่อยส่งออกไปตลาดโลก
3) กรอบแนวคิดที่ชื่อ SASSY
Unilever ตั้งชื่อหลักการพัฒนาสินค้าของตัวเองว่า SASSY ซึ่งมาจาก
Science (วิทยาศาสตร์), Aesthetics (ความสวยงาม), Sensorials (ประสาทสัมผัส), Shared by Others (การบอกต่อ) และ Young Spirited (จิตวิญญาณคนรุ่นใหม่)
แปลเป็นภาษาคนก็คือ สินค้าไม่ใช่แค่ต้องใช้ได้ผล แต่ต้องสวย น่าใช้ น่าถ่ายรูป และน่าบอกต่อด้วย
เช่น LUX Sparkling Glow เจลอาบน้ำที่ใส่ฟองไมโครออกซิเจนและกลิ่นหอมพรีเมียม เพื่อให้ประสบการณ์อาบน้ำ กลายเป็นเรื่องที่อยากเล่าต่อ
เริ่มเห็นอะไรไหม ?
ทั้ง 3 ชั้นนี้ กำลังบอกเล่าเรื่องเดียวกัน
Unilever กำลังเปลี่ยนการเดาใจผู้บริโภค
ให้กลายเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ทำซ้ำได้และเร็วขึ้น
และนี่เอง คือคำตอบของคำถามตั้งต้น ว่าทำไมบริษัทที่อยู่ในเกือบทุกบ้านแล้ว ถึงยังต้องเร่งลงทุน
เพราะในธุรกิจ FMCG ส่วนแบ่งตลาดที่ได้มา ไม่เคยเป็นของใครถาวร
ของใช้ในบ้านเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเปลี่ยนใจง่าย คู่แข่งลอกเลียนได้เร็ว และแบรนด์ใหม่ ๆ จากเกาหลี ญี่ปุ่น หรือแบรนด์ท้องถิ่น ก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
กำแพงทางธุรกิจใหม่ที่บริษัทกำลังสร้าง จึงเป็นความเร็วในการอ่านใจผู้บริโภค และออกสินค้าให้ตรงจุดก่อนใคร..
วันนี้ สิ่งที่ Unilever กำลังบอก อาจไม่ใช่แค่เรื่องของสบู่กับแชมพู
แต่คือการบอกว่า ธุรกิจที่หลายคนเคยมองว่าน่าเบื่อ อย่างของใช้ในบ้าน
กำลังกลายเป็นสนามแข่งของ AI ห้องแล็บ และความเร็ว
และในเกมใหม่นี้ การมีสินค้าอยู่ในเกือบทุกบ้าน อาจไม่ใช่เส้นชัยอีกต่อไป
แต่เป็นแค่จุดสตาร์ต ที่ต้องออกวิ่งให้เร็วขึ้น ในทุก ๆ วัน
โดยนายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ได้พูดว่า
“ในอนาคต Unilever จะเดินหน้าขับเคลื่อนความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้บริโภคชาวไทย ได้อย่างแท้จริง
เชื่อว่าการผสานพลังระหว่างความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เทคโนโลยีล้ำสมัย และความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในอนาคต”
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon