
ผ่ามุมมอง 11 พันธมิตรระดับโลก จากงาน BBLAM Global Investment Forum 2026
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x BBLAM
โลกกำลังปั่นป่วนจากสถานการณ์ไม่ปกติที่เกิดขึ้น
ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง, แนวโน้มดอกเบี้ย หรือการมาของ AI
ผลกระทบที่เกิดขึ้น กำลังส่งต่อกันไปเป็นทอด ๆ ทั้งในระดับภูมิภาค จนลงลึกระดับประเทศ
ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง, แนวโน้มดอกเบี้ย หรือการมาของ AI
ผลกระทบที่เกิดขึ้น กำลังส่งต่อกันไปเป็นทอด ๆ ทั้งในระดับภูมิภาค จนลงลึกระดับประเทศ
การปรับตัว กลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้
อย่างในโลกของการลงทุน สังเกตได้จากการใช้ Playbook เดิม ๆ ที่อาจไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว
การลงทุนเพียงตัวคนเดียวก็อาจจะตามโลกไม่ทัน ทำให้การมองหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่หลากหลายมาเป็นพันธมิตร จึงเป็นทางออกที่น่าสนใจทีเดียว
อย่างในโลกของการลงทุน สังเกตได้จากการใช้ Playbook เดิม ๆ ที่อาจไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว
การลงทุนเพียงตัวคนเดียวก็อาจจะตามโลกไม่ทัน ทำให้การมองหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่หลากหลายมาเป็นพันธมิตร จึงเป็นทางออกที่น่าสนใจทีเดียว
จุดนี้เองที่ทำให้ BBLAM จับมือกับบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกมากมายถึง 11 พันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแตกต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็น Pictet Asset Management, Lazard, Kotak International, ChinaAMC, Fidelity International, Allianz Global Investors, Nippon Life India, Franklin Templeton, E Fund, BNP Paribas Asset Management และ Wellington Asset Management
เพื่อรวบรวม Solution หลากหลายมาให้กับนักลงทุนไทย
ภายใต้จุดยืน Multi-Manager, Multi-Asset Solution Platform
ทั้งการคัดเลือกกองทุนที่ดี, ผู้จัดการที่ดี และการบริหารจัดการที่ดีในระยะยาว ภายใต้โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนอย่างในตอนนี้
ภายใต้จุดยืน Multi-Manager, Multi-Asset Solution Platform
ทั้งการคัดเลือกกองทุนที่ดี, ผู้จัดการที่ดี และการบริหารจัดการที่ดีในระยะยาว ภายใต้โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนอย่างในตอนนี้
แล้ว 11 พันธมิตรของ BBLAM มองเห็นโอกาสอะไรซ่อนอยู่ ?
ที่จะช่วยให้คนไทยอยู่รอดในโลกการลงทุนตอนนี้
ลงทุนแมน สรุปคำตอบจากงาน BBLAM Global Investment Forum 2026 มาเล่าให้ฟัง
ที่จะช่วยให้คนไทยอยู่รอดในโลกการลงทุนตอนนี้
ลงทุนแมน สรุปคำตอบจากงาน BBLAM Global Investment Forum 2026 มาเล่าให้ฟัง
ภาพรวมสิ่งที่แตกต่างอย่างมากในโลกปัจจุบัน เมื่อเทียบกับการลงทุนในอดีต
คือ การกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์เดิม ๆ เริ่มมีความท้าทายมากขึ้น
คือ การกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์เดิม ๆ เริ่มมีความท้าทายมากขึ้น
สังเกตได้จากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเลือกลงทุนในทองคำ, ตราสารหนี้ หรือหุ้น
ต่างปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นปี ซึ่งทำลายความสัมพันธ์เดิม ๆ ในอดีต ที่หุ้นและตราสารหนี้ เคยช่วยกระจายความเสี่ยงให้กันและกัน
ต่างปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นปี ซึ่งทำลายความสัมพันธ์เดิม ๆ ในอดีต ที่หุ้นและตราสารหนี้ เคยช่วยกระจายความเสี่ยงให้กันและกัน
ประกอบกับความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือวิกฤติพลังงาน ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะถูกลากยาวแค่ไหน
ทำให้เรื่องแรก ๆ ที่นักลงทุนไทยควรเรียนรู้ในการอยู่รอดคือ การปกป้องพอร์ตลงทุนของตนเอง
เช่น การจัดพอร์ตแบบผสมผสานทั้งฝั่ง Long และ Short เพื่อสร้างความยืดหยุ่น เป็นต้น
เช่น การจัดพอร์ตแบบผสมผสานทั้งฝั่ง Long และ Short เพื่อสร้างความยืดหยุ่น เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมที่จะมองหาโอกาสการลงทุนอยู่เสมอ เมกะเทรนด์ที่น่าสนใจจนปฏิเสธไม่ได้เลยในตอนนี้ก็คือ การมาของ AI
ซึ่งถ้ามองยอดภูเขาน้ำแข็ง อาจจะเห็นแค่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และซอฟต์แวร์ ที่อยู่เหนือน้ำ แต่โอกาสที่แท้จริงอยู่ใต้น้ำ
เพราะบริษัท AI ต้องการศูนย์ข้อมูล Data Center มากขึ้น
ซึ่งก็หมายถึงความต้องการเซมิคอนดักเตอร์, พลังงาน, สาธารณูปโภค, โครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการขยะที่มากขึ้นตามไปด้วย
ซึ่งก็หมายถึงความต้องการเซมิคอนดักเตอร์, พลังงาน, สาธารณูปโภค, โครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการขยะที่มากขึ้นตามไปด้วย
สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นคอขวดของ AI ถ้าใครสนใจหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่กลับลืมส่วนนี้ไป ก็อาจจะพลาดโอกาสการลงทุนชิ้นงาม ๆ ไปเลยก็ได้
นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการกระจายตัวของผลตอบแทนภายในตลาดตราสารทุนมากขึ้น
จากเดิม ๆ ผลตอบแทนตลาดหุ้นมักถูกขับเคลื่อนด้วย Magnificent Seven แต่ในตอนนี้เริ่มกระจายไปในอุตสาหกรรมและเซกเตอร์อื่น ๆ มากขึ้น
จากเดิม ๆ ผลตอบแทนตลาดหุ้นมักถูกขับเคลื่อนด้วย Magnificent Seven แต่ในตอนนี้เริ่มกระจายไปในอุตสาหกรรมและเซกเตอร์อื่น ๆ มากขึ้น
โอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนการลงทุนส่วนหนึ่งจึงหนักไปที่การมีทีมนักวิเคราะห์ที่จะช่วยเจาะลึก เพื่อหา “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” ในแต่ละอุตสาหกรรมให้ได้ นั่นเอง
อย่างในภูมิภาคยุโรป ช่วงเวลานี้เน้นการลงทุนแบบอิสระเชิงกลยุทธ์ในด้านการป้องกันประเทศ รวมทั้งด้านพลังงานและเทคโนโลยี
เช่น เยอรมนี กำลังอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจกว่าล้านล้านเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน และการป้องกันประเทศ
จึงเชื่อว่าโครงสร้างระยะยาวของยุโรปนี้เอง อาจจะสร้างโอกาสในโลกของการลงทุนไปด้วยเช่นกัน
จึงเชื่อว่าโครงสร้างระยะยาวของยุโรปนี้เอง อาจจะสร้างโอกาสในโลกของการลงทุนไปด้วยเช่นกัน
หรืออย่างในประเทศจีนเอง ก็พยายามปรับตัวเองตลอดเวลา
เช่น การหันมาใช้แหล่งพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลมากขึ้น
หรือแม้แต่ภาครัฐบาลจีนเอง ก็เน้นกระตุ้นอุปสงค์และอุปทานด้วยนโยบายแบบเจาะจงแทนนโยบายระดับชาติ ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริโภค
หรือแม้แต่ภาครัฐบาลจีนเอง ก็เน้นกระตุ้นอุปสงค์และอุปทานด้วยนโยบายแบบเจาะจงแทนนโยบายระดับชาติ ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริโภค
ทีนี้เมื่อความเสี่ยงได้รับการจัดการที่เหมาะสม ก็อาจจะเป็นโอกาสในการลงทุนที่ดีด้วยก็ได้
ปัจจุบันจีนครองสัดส่วน 20% ของ GDP โลก และมีการใช้ AI Token สูงถึง 35% ของโลก
แถมยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 50% ตลอดจนการผลิตแบตเตอรี่ EV และแผงโซลาร์เซลล์มากกว่า 60% ของโลก
แถมยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 50% ตลอดจนการผลิตแบตเตอรี่ EV และแผงโซลาร์เซลล์มากกว่า 60% ของโลก
แต่รู้หรือไม่ว่า ในโลกของการลงทุน ตลาดหุ้นจีน กลับมีสัดส่วนเพียง 3% ของดัชนีหุ้นทั่วโลก
ช่องว่างขนาดใหญ่นี้เองคือ โอกาสสำคัญ สำหรับนักลงทุนที่มองเห็นอนาคต
ช่องว่างขนาดใหญ่นี้เองคือ โอกาสสำคัญ สำหรับนักลงทุนที่มองเห็นอนาคต
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามองในช่วงเวลานี้ก็คือ พลังงาน
ซึ่งเป็นปัจจัยต้น ๆ ที่นักลงทุนมักจะให้ความสำคัญเมื่อเข้าไปลงทุนในอินเดีย
โดยคาดการณ์กันว่าทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น อาจกระทบต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียราว 0.30%, กระทบเงินเฟ้อ 0.27% และกระทบการขาดดุลการคลังราว 0.15-0.16%
โดยคาดการณ์กันว่าทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น อาจกระทบต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียราว 0.30%, กระทบเงินเฟ้อ 0.27% และกระทบการขาดดุลการคลังราว 0.15-0.16%
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ดูจะเป็นโอกาสในอินเดียก็เช่น เรื่องกำแพงภาษี
โดยอินเดีย ลงนามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ ทั้งออสเตรเลีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหราชอาณาจักร, สหภาพยุโรป และเพิ่งเซ็นข้อตกลงด้านภาษีกับสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือน ก.พ. 2026
โดยอินเดีย ลงนามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ ทั้งออสเตรเลีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหราชอาณาจักร, สหภาพยุโรป และเพิ่งเซ็นข้อตกลงด้านภาษีกับสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือน ก.พ. 2026
ที่สำคัญ อินเดียกำลังเติบโตจากภาพรวมเศรษฐกิจใหญ่ อันดับ 6 ขึ้นมาเป็นอันดับ 4
ซึ่งคาดการณ์ว่าจะไต่ไปสู่อันดับ 3 ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ด้วยตัวเลขคาดการณ์ Real GDP 6.5-7.0%
ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่น่าสนใจก็เช่น
ซึ่งคาดการณ์ว่าจะไต่ไปสู่อันดับ 3 ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ด้วยตัวเลขคาดการณ์ Real GDP 6.5-7.0%
ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่น่าสนใจก็เช่น
- กลุ่มการเงิน จากแนวโน้มสินเชื่อเติบโต และการเคลื่อนย้ายเงินออมเข้าสู่ตลาดทุนอินเดีย
- ภาคบริโภค จากแรงกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการลดภาษีเงินได้ การลดอัตราภาษี GST เป็นต้น
- กลุ่มสุขภาพ Healthcare ที่คาดการณ์รายได้เติบโตต่อเนื่อง
- ภาคบริโภค จากแรงกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการลดภาษีเงินได้ การลดอัตราภาษี GST เป็นต้น
- กลุ่มสุขภาพ Healthcare ที่คาดการณ์รายได้เติบโตต่อเนื่อง
ทีนี้ลองมาดูอีกหนึ่งดาวเด่นในอดีต ที่วันนี้นักลงทุนไทยอาจมองข้ามไปคือ ญี่ปุ่น
ภาพจำที่โดดเด่นของญี่ปุ่น หลายคนน่าจะคุ้นเคยจากการเป็นผู้นำสินค้าหลากหลายอุตสาหกรรม ที่มีความโดดเด่นเรื่องของคุณภาพสินค้า และบริการระดับสูง
เช่น Toyota, Sony, 7-Eleven รวมถึง Hitachi และ Mitsubishi ซึ่งปัจจุบันนี้ พยายามปรับตัวมีบทบาทอยู่เบื้องหลังในโครงสร้างพื้นฐานของ AI ทั้งเครื่องจักรและวัตถุดิบมากขึ้น
ซึ่งรู้หรือไม่ว่า สินทรัพย์ดิจิทัลของญี่ปุ่นมีจำนวนผู้ใช้งานคริปโทเคอร์เรนซีปี 2021 กว่า 100 ล้านคน
ซึ่งคาดว่าจะเติบโตถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2030 เลยทีเดียว
ซึ่งคาดว่าจะเติบโตถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2030 เลยทีเดียว
ดังนั้น ถ้าใครสนใจญี่ปุ่นในช่วงเวลานี้ ควรเลือกลงทุนเชิงกลยุทธ์ และสอดรับการสนับสนุนทางการคลังในเซกเตอร์สำคัญ เช่น การป้องกันประเทศ, ด้านนวัตกรรม และการสนับสนุนผู้บริโภค
ซึ่งการจัดพอร์ตลงทุน นอกจากการเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเหนือตลาด (Alpha) แล้ว ต้องไม่ลืมกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ด้วย
ซึ่งการจัดพอร์ตลงทุน นอกจากการเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเหนือตลาด (Alpha) แล้ว ต้องไม่ลืมกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ด้วย
ถึงตรงนี้สังเกตไหมว่า แม้เราจะอยู่ในโลกที่มีสถานการณ์ไม่ปกติเหมือนกัน แต่ในระดับภูมิภาค หรือทิศทางความเป็นไปของแต่ละประเทศ กลับไม่เหมือนกันเลย
การศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุนครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก
และแน่นอนว่า ภาพการลงทุนทั้งหมดนี้คงจะเกิดขึ้นจากมุมมองของใครเพียงคนเดียวไม่ได้
แต่จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญการลงทุนที่หลากหลายมาหลอมรวมกัน อย่างที่ BBLAM จับมือกับ 11 พันธมิตรบริษัทจัดการกองทุนระดับโลก
แต่จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญการลงทุนที่หลากหลายมาหลอมรวมกัน อย่างที่ BBLAM จับมือกับ 11 พันธมิตรบริษัทจัดการกองทุนระดับโลก
เพื่อขยายโอกาสการลงทุนทั่วโลก เพื่อหาทางรอดให้กับนักลงทุนไทยในช่วงเวลานี้ นั่นเอง..
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
Reference
- BBLAM Global Investment Forum 2026
- BBLAM Global Investment Forum 2026