
ถอดรหัสอนาคต Digital Assets และ Web3 จากงาน REDeFiNE TOMORROW 2026
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x SCB 10X
จบลงไปแล้วสำหรับงาน REDeFiNE TOMORROW 2026 เมื่อวันที่ 4-5 มิถุนายน ที่ผ่านมา
สัมมนาออนไลน์ด้าน Digital Assets และ Web3 ครั้งที่ 7 ที่จัดโดย SCB 10X ร่วมกับ Bloomberg ภายใต้ธีมหลักปีนี้ The Maturity of Digital Assets & Web3
ตอกย้ำบทบาทของ SCB 10X ในฐานะบริษัท Venture Capital ชั้นนำ ผู้ลงทุนในเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกด้าน Digital Assets, Blockchain, Web3 และ AI ด้วยพอร์ตการลงทุนระดับโลกและเม็ดเงินลงทุนสะสมกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รวมถึงเป็นผู้ขับเคลื่อนระบบนิเวศด้าน Digital Assets, Blockchain, Web3 และ AI
โดยงานในปีนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมลงทะเบียนกว่า 8,000 คน มากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
อัดแน่นด้วยวิทยากรชั้นนำกว่า 50 คน จัดเต็มตลอด 29 เซสชัน
อัดแน่นด้วยวิทยากรชั้นนำกว่า 50 คน จัดเต็มตลอด 29 เซสชัน
ตั้งแต่ผู้บริหาร Circle, Nansen, BlackRock, Visa, Ripple ไปจนถึงตัวแทนจากสำนักงาน ก.ล.ต. ของประเทศไทย
ที่น่าสนใจมากคือ สิ่งที่เหล่าวิทยากรบอกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย..
Digital Assets กำลังข้ามเส้นจากโลกเก็งกำไร สู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินจริง ๆ แล้ว
Digital Assets กำลังข้ามเส้นจากโลกเก็งกำไร สู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินจริง ๆ แล้ว
แล้วปี 2026 จะเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเรื่องนี้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เรื่องแรกที่ถูกพูดถึงคือ Stablecoin
ซึ่งทางคุณ Chengyi Ong ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและกลยุทธ์ด้านกฎระเบียบประจำภูมิภาค APAC ของ Circle บอกว่า บทสนทนาในวงการเปลี่ยนทิศไปโดยสิ้นเชิงใน 18 เดือนที่ผ่านมา
สิ่งที่เคยถูกพูดถึงในฐานะอนาคตของการชำระเงินตอนนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว ในการโอนเงินระหว่างประเทศ การชำระราคา และแม้กระทั่งการแจกจ่ายเงินช่วยเหลือของ UNHCR
ตัวเลขที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดที่สุดคือ USDC เหรียญหลักของ Circle ที่มีปริมาณธุรกรรมบนเชนสูงถึง 21.5 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว
ขณะที่ Circle ยังกำลังสร้าง Circle Payments Network ที่ถูกอธิบายว่า เป็นระบบ SWIFT สำหรับ Blockchain เพื่อให้สถาบันการเงินโอนเงินข้ามพรมแดนได้แบบเรียลไทม์
ทางคุณ Luca Prosperi ผู้ก่อตั้ง M0 มองภาพใหญ่กว่านั้น โดยชี้ว่าตลาด Stablecoin ทั่วโลกที่ปัจจุบันอยู่ราว 300,000 ล้านดอลลาร์ มีแนวโน้มจะแตะ 5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษหน้า
และนีโอแบงก์ที่สร้างบน Stablecoin เติบโตเร็วกว่าฟินเทคดั้งเดิมถึง 5 เท่า เมื่อวัดจากเวลาที่ใช้ไปถึงระดับยูนิคอร์น
ตัวแทนจาก Visa พูดชัดกว่านั้นว่า การหลอมรวม Stablecoin เข้ากับระบบการเงินโลก ได้มาถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่ถาวรและไม่อาจย้อนกลับได้แล้ว
เรื่องที่สองคือ การ Tokenization สินทรัพย์จากโลกจริงขึ้นบน Blockchain
ซึ่งวันนี้มีมูลค่ารวมทั่วโลกกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์แล้ว โดยคุณ Barton Lui จาก BlackRock ตอกย้ำจุดหนึ่งที่น่าสนใจว่า การแปลงเป็นโทเคนไม่ได้เสกให้สินทรัพย์ที่ไม่มีคุณภาพกลายเป็นของวิเศษ
และความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ การนำสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำมาทำเป็นโทเคนบนเชน ไม่ได้ทำให้มันมีสภาพคล่องสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น คลื่นระลอกต่อไปของ Tokenization จะไม่วัดจากจำนวนสินทรัพย์ที่ถูกแปลง แต่วัดจากว่าโทเคนเหล่านั้นสามารถนำไปใช้จริงได้แค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงิน การเป็นหลักประกัน หรือการเชื่อมต่อกับระบบการเงินเดิม
เรื่องที่สาม การที่ AI กับ Blockchain เริ่มบรรจบกันอย่างเป็นรูปธรรม
Alex Svanevik ซีอีโอของ Nansen ประเมินว่า ความเสียเปรียบในการแข่งขันจากการเทรดด้วยมือจะมีมากเสียจนไม่คุ้มค่าที่จะทำอีกต่อไป
และในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเทรดผ่าน AI Agent ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
เพราะระบบ Manual ง่าย ๆ จะแข่งขันกับระบบอัตโนมัติไม่ได้อีกแล้ว
เพราะระบบ Manual ง่าย ๆ จะแข่งขันกับระบบอัตโนมัติไม่ได้อีกแล้ว
นอกจากการเทรด Blockchain ยังถูกมองว่า เป็นทางออกสำคัญของปัญหาใหญ่ใน AI
โดย Anna Kazlauskas ซีอีโอของ Vana ชี้ว่า ข้อมูลของผู้ใช้กำลังกลายเป็น Competitive Moat ที่แท้จริงในสงคราม AI
โดย Anna Kazlauskas ซีอีโอของ Vana ชี้ว่า ข้อมูลของผู้ใช้กำลังกลายเป็น Competitive Moat ที่แท้จริงในสงคราม AI
และในยุคที่ตัวโมเดล AI เริ่มกลายเป็นสินค้าสำเร็จรูปทั่วไป ใครที่เข้าถึงข้อมูลคุณภาพสูงจากผู้ใช้จริงได้มากกว่า คนนั้นจะได้เปรียบ
เรื่องที่สี่คือ มุมมองของสถาบันการเงินต่อ Digital Assets ที่เปลี่ยนไป
ซึ่งวิทยากรจากหลายองค์กรพูดตรงกันว่า โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่า ควรเข้ามาในตลาด Digital Assets หรือไม่ อีกต่อไปแล้ว แต่เปลี่ยนมาเป็นจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในระดับองค์กรได้อย่างไร
Eugene Kwok จาก QCP Group สรุปไว้ว่า สถาบันการเงินมักไม่เสียใจที่เริ่มลงทุนทีละน้อย แต่มักเสียใจถ้าทุ่มหนักก่อนที่โครงสร้างหลังบ้านจะพร้อม
และยังชี้ว่าการถกเถียงเรื่องว่า คริปโทจะรอดได้ไหม จบไปแล้ว คำถามตอนนี้คือจะลงทุนอย่างรับผิดชอบได้อย่างไร
เรื่องสุดท้ายที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทยโดยเฉพาะคือ สัญญาณจาก ก.ล.ต. ของประเทศไทยที่มาร่วมพูดบนเวทีนี้ด้วย
โดยมี Roadmap ระหว่างปี 2026-2028 ที่เน้นระบบนิเวศหลักทรัพย์ดิจิทัลและการ Tokenize สินทรัพย์จริง
โดยมี Roadmap ระหว่างปี 2026-2028 ที่เน้นระบบนิเวศหลักทรัพย์ดิจิทัลและการ Tokenize สินทรัพย์จริง
และที่น่าจับตาคือ Crypto ETF สำหรับนักลงทุนไทยมีแนวโน้มจะเปิดตัวได้ภายในปีนี้ หลังปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
สำหรับใครที่พลาดการรับชมสด สามารถดูย้อนหลังทุกเซสชันได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=iQrLp-481PM&list=PLJCrobWNqQvsuUikHX-4M9PEUpL5uxikm
https://www.youtube.com/watch?v=iQrLp-481PM&list=PLJCrobWNqQvsuUikHX-4M9PEUpL5uxikm
Reference
- ข้อมูลเปิดเผยจาก SCB 10X
- ข้อมูลเปิดเผยจาก SCB 10X