
หุ้น SpaceX เข้าเทรดวันแรก พุ่ง +20% ทำให้มูลค่าบริษัทกลายเป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของโลกทันที..
โดยราคา IPO ของ SpaceX อยู่ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น
และตอนนี้กำลังซื้อขายกันที่ 162 ดอลลาร์ต่อหุ้น
และตอนนี้กำลังซื้อขายกันที่ 162 ดอลลาร์ต่อหุ้น
การเข้าตลาดหุ้นของ SpaceX คืนนี้ ถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทั้งนี้ ในปี 2025 SpaceX มีรายได้รวมอยู่ที่ 18.7 พันล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้น 33% จากปี 2024 ที่มีรายได้ 14.1 พันล้านดอลลาร์
ส่วนไตรมาส 1 ปี 2026 มีรายได้อยู่ที่ 4.7 พันล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้น 15%
โดย SpaceX มี 3 ขาธุรกิจหลักที่เกื้อหนุนกัน
1. Connectivity (ครองสัดส่วนรายได้ 61%)
บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลัก ของบริษัทในปัจจุบัน
โดยมีดาวเทียมโคจรกว่า 9,600 ดวง และมีผู้ใช้งานทะลุ 10.3 ล้านราย ใน 164 ประเทศ (ข้อมูลไตรมาส 1 ปี 2026)
บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลัก ของบริษัทในปัจจุบัน
โดยมีดาวเทียมโคจรกว่า 9,600 ดวง และมีผู้ใช้งานทะลุ 10.3 ล้านราย ใน 164 ประเทศ (ข้อมูลไตรมาส 1 ปี 2026)
2. Space (ครองสัดส่วนรายได้ 22%)
ธุรกิจบริการส่งจรวด สินค้า และมนุษย์อวกาศขึ้นสู่วงโคจร รวมถึงจรวด Falcon 9 และการพัฒนา Starship
แม้จะเป็นภาพจำหลักของบริษัท แต่สัดส่วนรายได้เป็นรอง Starlink
ธุรกิจบริการส่งจรวด สินค้า และมนุษย์อวกาศขึ้นสู่วงโคจร รวมถึงจรวด Falcon 9 และการพัฒนา Starship
แม้จะเป็นภาพจำหลักของบริษัท แต่สัดส่วนรายได้เป็นรอง Starlink
3. AI (ครองสัดส่วนรายได้ 17%)
ธุรกิจใหม่ล่าสุดที่เกิดขึ้นหลังจาก SpaceX ควบรวมกิจการกับ xAI ของอีลอน มัสก์ ในต้นปี 2026 มุ่งเน้นการสร้างคลัสเตอร์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เพื่อฝึกฝนโมเดลและปล่อยเช่าพลังประมวลผลให้กับบริษัทอื่น เช่นดีลกับ Anthropic และ Alphabet (Google)
ธุรกิจใหม่ล่าสุดที่เกิดขึ้นหลังจาก SpaceX ควบรวมกิจการกับ xAI ของอีลอน มัสก์ ในต้นปี 2026 มุ่งเน้นการสร้างคลัสเตอร์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เพื่อฝึกฝนโมเดลและปล่อยเช่าพลังประมวลผลให้กับบริษัทอื่น เช่นดีลกับ Anthropic และ Alphabet (Google)
โดย SpaceX มีกำไรจากการดำเนินงานขั้นต้น (Adjusted EBITDA) ในปี 2025 อยู่ที่ 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 23%
นำโดยขาธุรกิจ Starlink ที่ทำกำไรได้ดีมาก และมี EBITDA Margin สูงถึง 63%
นำโดยขาธุรกิจ Starlink ที่ทำกำไรได้ดีมาก และมี EBITDA Margin สูงถึง 63%
อีกทั้งบริษัทรายงานตัวเลข ขาดทุนสุทธิ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025
และในไตรมาส 1 ปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว ขาดทุนสุทธิไปอีก 4.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
และในไตรมาส 1 ปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว ขาดทุนสุทธิไปอีก 4.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขขาดทุนทางบัญชีส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากธุรกิจหลักไม่ทำเงิน แต่เกิดจากค่าใช้จ่ายการลงทุน (Capex) ที่สูงมหาศาล
โดยเฉพาะในไตรมาส 1 ปี 2026 ที่บริษัทใช้เงินลงทุนไปถึง 10.1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่ง 76% ถูกนำไปถมกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูลสำหรับธุรกิจ AI รวมถึงการเร่งพัฒนาจรวด Starship
สรุปคือ Starlink เป็นธุรกิจที่ทำกำไรและสร้างกระแสเงินสดให้บริษัทอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่เงินเหล่านั้น รวมถึงเงินจากการระดมทุนภายนอก ถูกนำไปลงทุนต่อยอดอย่างดุเดือดในโครงการ Starship และ AI Infrastructure นั่นเอง
ซึ่งการพุ่งขึ้น 20% ของหุ้น SpaceX ในวันแรกที่เข้าตลาด ไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น ของอีลอน มัสก์เท่านั้น
แต่ยังเป็นการประกาศก้องจากโลกทุนนิยมว่า
มนุษยชาติพร้อมแล้ว ที่จะทุ่มเงินเพื่อเดิมพันกับอนาคตที่อยู่นอกชั้นบรรยากาศ
มนุษยชาติพร้อมแล้ว ที่จะทุ่มเงินเพื่อเดิมพันกับอนาคตที่อยู่นอกชั้นบรรยากาศ
จากบริษัทที่เคยเกือบล้มละลาย เพราะจรวดระเบิดในวันนั้น
สู่บริษัทมหาชน มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในวันนี้
สู่บริษัทมหาชน มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในวันนี้
และก้าวต่อไปของ SpaceX คงไม่ใช่แค่การหาจุดสูงสุดบนกระดานหุ้น
แต่คือการเดินทางไปให้ถึงดาวอังคาร และสร้างอาณานิคมที่นั่น..
แต่คือการเดินทางไปให้ถึงดาวอังคาร และสร้างอาณานิคมที่นั่น..