อธิบาย Power Law และเหตุผลว่า ทำไมการลงทุนแบบหว่านแห ถึงปั้นพอร์ตโตหลายสิบเด้งในระยะยาว

อธิบาย Power Law และเหตุผลว่า ทำไมการลงทุนแบบหว่านแห ถึงปั้นพอร์ตโตหลายสิบเด้งในระยะยาว

อธิบาย Power Law และเหตุผลว่า ทำไมการลงทุนแบบหว่านแห ถึงปั้นพอร์ตโตหลายสิบเด้งในระยะยาว /โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ว่า ถ้าเราเลือกหุ้น 10 ตัว แล้วในจำนวนนี้ มีหุ้นเพียง 2 ตัวที่สร้างผลตอบแทนทบต้น 20% ต่อปี
ส่วนอีก 8 ตัวคิดผิด จนมีมูลค่าเหลือ 0
ด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้น จะทำให้ในอีก 30 ปีต่อมา พอร์ตหุ้นของเรา จะมีมูลค่าถึง 50 เท่า จากเงินต้นที่เราลงทุนไป
ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนแบบนี้ ก็เป็นหนึ่งในกฎของ Power Law ซึ่งเป็นหลักการทางสถิติ ที่พยายามอธิบายว่า ผลลัพธ์ส่วนใหญ่นั้น ถูกขับเคลื่อนโดยองค์ประกอบส่วนน้อย
ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น
- 1% ของจำนวนผลิตภัณฑ์บริษัท สามารถทำยอดขายได้ 40% ของรายได้ทั้งบริษัท
- คนรวยที่สุด 1% ของโลก ถือครองทรัพย์สินประมาณ​ 45% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินทั่วโลก
กฎของ Power Law สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกลยุทธ์การลงทุน ของนักลงทุนชื่อดัง กองทุน หรือ VC ที่ลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปหลายเจ้าเช่นกัน
ซึ่งท่าที่นักลงทุนชื่อดังใช้บ่อยก็คือ จะเลือกลงทุนในธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังเติบโตสัก 20-30 บริษัท
โดยคาดหวังว่าอาจจะมีธุรกิจขนาดเล็ก ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากซุกซ่อนอยู่
โดยในจำนวน 20-30 บริษัท ก็มีเพียงไม่กี่บริษัท ที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้หลายเด้งในระยะยาว
ซึ่งกลยุทธ์นี้ ก็สอดคล้องกับนักลงทุนสายกองทุนแต่ละธีม ที่เลือกเก็บหุ้นเข้าพอร์ต
- อย่างกองทุนธีม Photonics ก็จะเลือกลงทุนในบริษัท ที่เป็นผู้นำด้าน Photonics ไม่ต่ำกว่า 10 บริษัท
- หรือกองทุนธีมอวกาศ​ หรือ Space ก็จะเลือกลงทุนในบริษัท ที่เป็นผู้นำด้าน Space ไม่ต่ำกว่า 10 บริษัทเช่นเดียวกัน
โดยกองทุนก็จะมองหาหุ้นที่มีแนวโน้มว่าจะมีศักยภาพ ที่พร้อมจะเติบโตในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในระยะยาว และดันพอร์ตกองทุนให้สร้างผลตอบแทนชนะตลาดติดต่อกันหลายปี
ไอเดียของวิธีคิดแบบ Power Law นี้คือ สมมติว่ากองทุนหนึ่งเลือกหุ้น เพื่อลงทุนในระยะยาวทั้งหมด 10 ตัว
โดยในจำนวนนี้ ขอเพียงมีหุ้นที่ชนะเพียง 20% ของพอร์ต หรือก็แค่ 2 ตัวจากหุ้นทั้งหมด 10 ตัวที่จะกลายเป็นผู้ชนะในระยะยาว
เมื่อเราเลือกใช้กลยุทธ์นี้ แล้วถือยาว ๆ เช่น 10-30 ปี ก็สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับหลายสิบเท่าเช่นเดียวกัน
แล้วทำไมพลังของผลตอบแทนถึงมากขนาดนั้น สมมติว่า
เราเลือกลงทุนหุ้น 10 ตัว ในราคาตัวละ 100 บาท
- มี 2 ตัวที่เราคิดถูก และหุ้นทั้ง 2 ตัวให้ผลตอบแทน 20% ต่อปี
- มี 8 ตัวที่เราคิดผิด และให้หุ้นทั้ง 8 ตัวมีมูลค่าเหลือ 0
ภายในระยะเวลา 30 ปี
- หุ้น 2 ตัวที่คิดถูก โดยให้อัตราผลตอบแทน 20% ต่อปี ไปเรื่อย ๆ เป็นระยะเวลา 30 ปี
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่าอัตราผลตอบแทนเงินต้นที่เราใส่ลงไปในหุ้น 2 ตัวโดยเฉลี่ยจะกลายเป็น
20% เมื่อลงทุนไป 1 ปี
44% เมื่อลงทุนไป 2 ปี
149% เมื่อลงทุนไป 5 ปี (หรือมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 เท่าของเงินต้น)
619% เมื่อลงทุนไป 10 ปี (หรือมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 6.2 เท่าของเงินต้น)
3,834% เมื่อลงทุนไป 20 ปี (หรือมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 38.3 เท่าของเงินต้น)
23,738% เมื่อลงทุนไป 30 ปี (หรือมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 237.4 เท่าของเงินต้น)
- หุ้น 8 ตัวที่คิดผิด ให้ตีมูลค่าเป็น 0
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่า ถ้าเราเลือกเอาเงิน 1,000 บาท มาแบ่งลงทุนในหุ้น 10 ตัว ตัวละ 100 บาทเท่า ๆ กัน
ภายในระยะเวลา 30 ปี ผลตอบแทนจากเงินทุนของเรา จะเท่ากับ 47,480 บาท หรือคิดเป็น 47 เท่า
ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยทั้งพอร์ตที่ 13.8% ต่อปี
หรือถ้าเราลงทุนตามวิธีคิดแบบ Power Law ด้วยเงิน 100,000 บาท และภายใน 30 ปี ถ้าเราไม่ทำอะไรกับพอร์ตเลย เราจะมีเงินต้นอยู่ที่ 4,748,000 บาท หรือคิดเป็นเกือบ 50 เท่าจากเงินต้นเลยทีเดียว
ซึ่งนี่ก็แสดงให้เห็นถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้น ที่สามารถสร้างผลตอบแทนมหาศาล
ให้กับพอร์ตของเราได้ในระยะยาว
แต่อย่างไรก็ดี ในจำนวนหุ้น 10 ตัวนี้ ถ้าเราทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว
ว่าหุ้นที่เราเลือก กำลังอยู่ในอุตสาหกรรมขาขึ้น มีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแรง
มีรายได้และกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แถมมีความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
เราก็จะมีโอกาสเลือกหุ้นได้ถูกมากกว่า 2 ตัว
แถมถ้าเราเลือกหุ้นผิด แต่หุ้นที่เราเลือกนั้นยังคงมีงบการเงินที่แข็งแกร่ง สามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ ก็จะมีความเป็นไปได้น้อยมาก ๆ ที่หุ้นตัวนั้นจะมีมูลค่าเหลือ 0 จริง ๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็เป็นไอเดียในการบริหารจัดการพอร์ตแบบระยะยาว
ซึ่งก็มีนักลงทุนระยะยาวที่ประสบความสำเร็จจำนวนไม่น้อย เลือกใช้วิธีนี้ ไม่ว่าจะเป็น
1. Peter Thiel นักลงทุนรายแรกของ Facebook และผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal
โดยเขาก็เลือกลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปมากมาย แต่ก็มีเพียงไม่กี่เจ้าที่ประสบความสำเร็จ
จนสร้างผลตอบแทนอย่างมหาศาล เช่น
- Meta เจ้าของแพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram
ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นตั้งแพลตฟอร์มใหม่ ๆ
- ลงทุนใน Palantir Technologies บริษัทผู้นำด้านฐานข้อมูล และเป็นผู้ออกแบบซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
- ลงทุนใน Airbnb ผู้นำด้านแพลตฟอร์มการจองที่พัก และแชร์ที่พักตัวเองให้ปล่อยเช่า ตั้งแต่ปี 2012
ซึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ ก็สร้างผลตอบแทนให้กับ Peter Thiel ได้มากถึง 10-100 เท่า
2. Cathie Wood นักลงทุนหญิงผู้จัดการกองทุน ARK
ซึ่งเธอก็เป็นอีกหนึ่งคน ที่เลือกลงทุนในหุ้นแห่งอนาคตมากมาย ผ่านกองทุน ARK
แต่ก็มีเพียงไม่กี่ตัวที่ประสบความสำเร็จ จนสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง
หนึ่งในหุ้นที่โดดเด่น ที่เธอเลือกลงทุนคือ
- Tesla แบรนด์รถยนต์ EV ที่กำลังถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนอัตโนมัติ
- Spotify ผู้นำด้านแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลง มาตั้งแต่ปี 2018
- Roblox แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ ที่อนุญาตให้ผู้เล่นสามารถสร้างเกมขึ้นมาเล่นเองได้
ปัจจุบันกองทุน ARK สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 19.8% ต่อปี โดยนับจากวันที่จัดตั้งกองทุนเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2017
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็มีหุ้นที่เรียกว่าเป็นหุ้นศักยภาพ สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้หลายเท่ามาโดยตลอด
เราไปดูหุ้นเหล่านี้กัน ว่าถ้าเราเลือกลงทุนเมื่อปี 2005 หรือเมื่อ 21 ปีที่แล้ว
หุ้นเหล่านี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่าไร
- Nvidia มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 1,200 เท่า
- Netflix มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 744 เท่า
- Apple มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 650 เท่า
- Amazon มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 280 เท่า
- Google มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 75 เท่า
- Broadcom มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 110 เท่า
- Marvell Technology มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 22 เท่า
- Micron Technology มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 14 เท่า
และ Tesla มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 350 เท่า นับตั้งแต่วันเข้าตลาด
ทั้งหมดนี้ก็เป็นตัวอย่างว่า ถ้าเราเลือกหว่านแหลงทุนหุ้นเหล่านี้ในระยะยาว หุ้นเหล่านี้ก็จะสร้างผลตอบแทนให้กับเราอย่างมหาศาล
แต่อย่างไรก็ตาม ในการเลือกหุ้นลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับเราหลาย ๆ เท่านั้น ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย
โดยการพิจารณาเลือกหุ้นเล็ก ๆ สักตัว เราก็ต้องดูองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง อย่างเช่น
- หุ้นตัวนี้ตามเทรนด์อุตสาหกรรมหรือไม่
- ราคาปัจจุบัน แพงเกินไปหรือไม่
- มีรายได้ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องหรือไม่
- สามารถสร้างกระแสเงินสด ให้กับธุรกิจได้หรือไม่
- วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ในการพลิกอนาคต
และปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย
แต่ในวันนี้ทาง WealthX มีกองทุนที่พร้อมจะหว่านแหลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อย่างกองทุนธีม Photonics และกองทุนธีมอวกาศ​ หรือ Space ที่คาดว่าจะมี TAM หรือมีการเติบโตของตลาดอีกมหาศาล ใครสนใจดูได้ในคอมเมนต์
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon