ASP-CSEMI กองทุนแรกของไทย ที่ลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีนโดยเฉพาะ

ASP-CSEMI กองทุนแรกของไทย ที่ลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีนโดยเฉพาะ

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x Asset Plus
ช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯ เดินหน้าจำกัดการเข้าถึงชิปขั้นสูงและเครื่องจักรผลิตชิปของจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อชะลอการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศ
หลายคนจึงมองว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีนอาจชะลอตัว และต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เพราะแรงกดดันครั้งนี้กำลังเร่งให้จีนสร้างอุตสาหกรรมชิปของตัวเองเร็วขึ้น
เมื่อพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้ยากขึ้น จีนจึงเร่งผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ และเปิดโอกาสครั้งใหญ่ให้กับผู้เล่นในอุตสาหกรรม
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร และมีโอกาสอะไรซ่อนอยู่ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ถ้าลองมองย้อนกลับไป ทุกครั้งที่เกิดการกีดกันทางการค้า สิ่งที่ตามมาคือการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า
ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึงอุตสาหกรรมรถไฟความเร็วสูงของจีน ที่เติบโตจากการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมชิปก็เช่นเดียวกัน เพราะมาตรการของสหรัฐฯ กำลังเร่งให้จีนพึ่งพาเทคโนโลยีของตัวเองมากขึ้น และหากมองลึกลงไป จะพบว่ายังมีหลายปัจจัยที่ช่วยหนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็น
1. เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีช่องว่างให้เติบโต
หากมองในแง่ความต้องการใช้งานชิป จีนถือเป็นตลาดสำคัญ ปี 2024 มีสัดส่วนการใช้ชิปคิดเป็น 24% ของมูลค่ายอดขายชิปทั่วโลก
แต่ถ้าดูสัดส่วนผู้ผลิตและจำหน่ายชิปตามซัปพลายเออร์ จะพบว่าบริษัทจีนมีส่วนแบ่งตลาดโลกเพียง 5%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า จีนยังเป็นผู้บริโภคชิปรายใหญ่ของโลก แต่ยังไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ และช่องว่างนี้ทำให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีนยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก ถ้าสามารถทดแทนการนำเข้าได้สำเร็จ
รัฐบาลจีนจึงเริ่มยกระดับ AI และเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ และผลักดันเป้าหมายพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง
ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ประจำปี 2026-2030
รวมถึงอัดฉีดเงินผ่านกองทุนแห่งชาติ หรือ Big Fund โดยในเฟส 3 มีเงินทุนจดทะเบียนทั้งหมด 1.65 ล้านล้านบาท เพื่อเร่งพัฒนาซัปพลายเชนต้นน้ำของอุตสาหกรรมชิป ทั้งเครื่องจักรและวัสดุที่ใช้ในการผลิต
เป้าหมายของจีนนั้น คือเปลี่ยนจากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีต่างชาติ มาเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิปที่ผลิตในประเทศให้มากกว่า 80% ในระยะยาว
นั่นทำให้แรงหนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน กำลังผลักดันอุตสาหกรรมชิปของจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนคาดว่ามูลค่าตลาดอาจเพิ่มขึ้นเป็น 16.29 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030
2. การทดแทนการนำเข้ากำลังเร่งตัว
เมื่อสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกเครื่องจักรผลิตชิปขั้นสูง บริษัทเทคโนโลยีจากจีนจึงหันมาพึ่งพาซัปพลายเออร์ในประเทศมากขึ้น เพื่อเลี่ยงความไม่แน่นอนจากข้อจำกัดทางการค้า
เช่น บริษัทชั้นนำของจีนอย่าง Huawei และ BYD ที่เพิ่มการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์จากผู้ผลิตในประเทศ เพื่อความปลอดภัยทางธุรกิจในระยะยาว
ผลที่ตามมาคือ ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ผลิตชิปของจีน ได้รับโอกาสเติบโตจากการที่ลูกค้าในประเทศหันมาใช้สินค้าในประเทศมากขึ้น
โดยบริษัทในจีนอย่าง Naura Technology ผู้ผลิตอุปกรณ์ในเครื่องผลิตชิป, AMEC ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิป และ ACM Research ผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตเวเฟอร์ ต่างมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ที่น่าสนใจคือ โลกไม่ได้ต้องการแค่ชิปที่ล้ำที่สุด เพราะอุปกรณ์จำนวนมากตั้งแต่สมาร์ตโฟน ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า ยังคงใช้ชิปรุ่นดั้งเดิม อย่าง Mature Node ซึ่งเป็นตลาดที่จีนมีความสามารถในการแข่งขันสูงอยู่แล้ว
รวมถึงจีนยังมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในขั้นตอนผลิตเวเฟอร์อยู่ 27% ทั่วโลก มากสุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศ
3. Ecosystem เทคโนโลยีของจีนกำลังแข็งแกร่งขึ้น
แม้จะถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี แต่ AI Model ของจีนกำลังพัฒนาเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแต่ก่อนที่ถูกมองว่าตามหลังสหรัฐฯ อยู่หลายปี ปัจจุบันช่องว่างนี้ลดลงเหลือเพียงไม่กี่เดือน
นอกจากนี้ ความร่วมมือภายในประเทศก็เริ่มชัดเจนขึ้น โดย DeepSeek ได้เปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ที่รองรับชิป Ascend ของ Huawei
สะท้อนว่าจีนไม่ได้พัฒนาแค่ชิปหรือ AI อย่างเดียว แต่กำลังสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีขึ้นมาทั้งระบบ
และเพื่อลดข้อจำกัดชิปขั้นสูง จีนจึงหันมาพัฒนา AI Cluster หรือการนำชิปจำนวนมากมาเชื่อมต่อและทำงานร่วมกัน รวมถึงเทคโนโลยี Advanced Packaging สำหรับดึงประสิทธิภาพจากชิปที่มีอยู่ให้สูงขึ้น
ตัวอย่างคือ Huawei ที่เปิดตัว Atlas 950 SuperPoD ไปเมื่อต้นปี 2026 โดยใช้ชิป 8,192 ตัวทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว เพื่อเพิ่มพลังประมวลผล และแข่งขันกับแพลตฟอร์มของ NVIDIA
ที่น่าสนใจคือ AI Cluster ของจีนมีต้นทุนรวมและต้นทุนการประมวลผลต่ำกว่าคู่แข่งจากสหรัฐฯ และต้นทุนที่ต่ำกว่านี้ อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยให้การใช้งาน AI แพร่หลายเร็วยิ่งขึ้น
สรุปได้ว่า เมื่อมีทั้งเงินทุนจากภาครัฐ, ตลาดในประเทศขนาดใหญ่ และการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง
จีนจึงไม่ได้กำลังสร้างแค่อุตสาหกรรมชิป แต่กำลังสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีของตัวเองขึ้นมาทั้งระบบ
สำหรับนักลงทุนที่มองว่าอุตสาหกรรมชิปจีนยังมีโอกาสเติบโตระยะยาว การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์จีน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ
หนึ่งในนั้นคือ กองทุน ASP-CSEMI หรือกองทุนเปิด แอสเซทพลัส ไชน่า เซมิคอนดักเตอร์ อิควิตี้
กองทุนแรกในไทย ลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีนโดยเฉพาะจาก บลจ.แอสเซท พลัส ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7
โดยกองทุนนี้ จะลงทุนใน Global X China Semiconductor ETF (3191 HK) ที่มีเป้าหมายเพื่อติดตามผลการลงทุนของดัชนี FactSet China Semiconductor Index ที่ลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ และมีสำนักงานใหญ่ในจีนแผ่นดินใหญ่หรือฮ่องกง สัดส่วน 80-100%
และสัดส่วน 0-20% อาจพิจารณาลงทุนตรงในบริษัทจีนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์
โดยสัดส่วนดังกล่าว สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
ตัวอย่าง Top 3 บริษัทที่กองทุนหลักเข้าไปลงทุน ณ วันที่ 31 พ.ค. 2026 ประกอบไปด้วย
- Cambricon Technologies 11.16%
- GigaDevice Semiconductor 9.98%
- SMIC 9.29%
กองทุน ASP-CSEMI เปิดจอง IPO วันที่ 22-26 มิถุนายน 2026 นี้
ผู้ใดที่สนใจลงทุนในกองทุน ASP-CSEMI สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.assetfund.co.th/home/fundfact-template01.aspx?id=262
บทความจัดทำขึ้น ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2026
สนับสนุนโดย บลจ.แอสเซท พลัส
หมายเหตุ : FX Rate 1 USD = 32.59 THB / 1 CNY = 4.81 THB (ณ วันที่ 16 มิ.ย. 2026)
คำเตือน :
- ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน
- ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนหลัก มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
- กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
- กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon