
ใครว่าไทยมีแต่อุตสาหกรรมเก่า เจาะ 10 บริษัทคอขวด AI ที่ใช้ไทยเป็นฐานผลิตระดับโลก
ใครว่าไทยมีแต่อุตสาหกรรมเก่า เจาะ 10 บริษัทคอขวด AI ที่ใช้ไทยเป็นฐานผลิตระดับโลก /โดย ลงทุนแมน
แม้ว่าตอนนี้ อุตสาหกรรมหนักที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักที่ผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมานาน อย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ อาจจะซบเซาลงไปบ้าง
แต่เรื่องที่น่าตื่นเต้นคือประเทศไทย ไม่ได้หลุดเทรนด์ AI และยังได้รับอานิสงส์จากการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนสำคัญหลากหลายส่วน ที่ AI ขาดไม่ได้
บทความนี้ จะรวม 10 บริษัท ที่เป็นคอขวด AI ลูกค้าคือ Big Tech อย่าง Microsoft, Amazon และ Google และเป็น New S-Curve ให้กับอุตสาหกรรม และการส่งออกของประเทศไทยตอนนี้
แล้ว 10 บริษัทที่ว่า มีใครบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
1. Delta Electronics บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ 4.3 ล้านล้านบาท ยืนหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่คนไทยรู้จักกันดี
โดย Delta Electronics เป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกในด้าน Power Supply สำหรับเซิร์ฟเวอร์ประมวลผล AI และเป็นราชาผู้ควบคุมระบบพลังงาน และความเย็นของ Data Server
มีลูกค้าเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่ อย่าง Microsoft, Amazon Web Services, Google และผู้รับจ้างประกอบตู้เซิร์ฟเวอร์รายใหญ่
นอกจากนี้ Delta Electronics เองยังเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ EV ขั้นสูง อย่างระบบพาวเวอร์ในตัวรถ และ Inverter สำหรับควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ที่ค่ายรถยนต์ EV ชั้นนำทั่วโลกขาดไม่ได้อีกด้วย
ปัจจุบัน Delta Electronics มีโรงงานทั้งหมด 8 แห่ง
ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ 7 แห่ง
อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 1 แห่ง
และมีศูนย์ R&D Center ในจังหวัดสมุทรปราการอีก 1 แห่ง
ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ 7 แห่ง
อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 1 แห่ง
และมีศูนย์ R&D Center ในจังหวัดสมุทรปราการอีก 1 แห่ง
ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา งบการเงินของ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ปี 2023 มีรายได้ 147,675 ล้านบาท กำไร 18,423 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 167,022 ล้านบาท กำไร 18,939 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 200,819 ล้านบาท กำไร 24,814 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 167,022 ล้านบาท กำไร 18,939 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 200,819 ล้านบาท กำไร 24,814 ล้านบาท
และไตรมาส 1 ปี 2026
มีรายได้ 62,294 ล้านบาท (+45% จากไตรมาส 1 ปี 2025)
และมีกำไร 9,081 ล้านบาท (+65% จากไตรมาส 1 ปี 2025)
มีรายได้ 62,294 ล้านบาท (+45% จากไตรมาส 1 ปี 2025)
และมีกำไร 9,081 ล้านบาท (+65% จากไตรมาส 1 ปี 2025)
กำไรโตแรง โดยเฉพาะไตรมาสล่าสุดที่พุ่งถึง 65% สาเหตุหลักมาจากการที่ AI Server กินไฟมหาศาลจึงมีความร้อนสูงมาก
Delta ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้านระบบจ่ายไฟและระบายความร้อน จึงกวาดออร์เดอร์จากกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่
2. CCET หรือ บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย)
อีกหนึ่งบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย มูลค่า 98,000 ล้านบาท
อีกหนึ่งบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย มูลค่า 98,000 ล้านบาท
ซึ่งโมเดลธุรกิจของ CCET ก็คือ EMS หรือ Electronics Manufacturing Services โดยเป็นบริษัทรับทำสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร
ตั้งแต่รับจ้างผลิต (OEM) ไปจนถึงรับจ้างออกแบบผลิตภัณฑ์ (ODM) โดยมีลูกค้าเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ชื่อดังระดับโลก อย่าง Western Digital, Seagate, Advanced Digital Broadcast, Hewlett-Packard (HP), Panasonic
ซึ่งล่าสุด CCET ก็มีออร์เดอร์ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยความจำอย่าง SSD เข้ามาจ้างให้ CCET ทำการดิไซน์และผลิตสินค้าขึ้นมา
ด้วยเทคโนโลยีการประกอบชิ้นงาน และการบัดกรีที่มีความแม่นยำระดับสูง ทำให้
CCET ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้จัดหาชิ้นส่วน บัดกรีชิปขั้นสูงลงแผ่น PWB และประกอบออกมาเป็นสินค้าสำเร็จรูป แล้วส่งตรงไปป้อน Data Center ระดับโลก
CCET ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้จัดหาชิ้นส่วน บัดกรีชิปขั้นสูงลงแผ่น PWB และประกอบออกมาเป็นสินค้าสำเร็จรูป แล้วส่งตรงไปป้อน Data Center ระดับโลก
โดย CCET มีโรงงานอยู่ใน 3 จังหวัด นั่นคือโรงงานที่จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีโรงงานขนาดใหญ่ที่จังหวัดเพชรบุรี
ผลประกอบการของ CCET ใน 3 ปีที่ผ่านมาคือ
ปี 2023 มีรายได้ 151,344 ล้านบาท กำไร 1,116 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 148,103 ล้านบาท กำไร 2,603 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 139,241 ล้านบาท กำไร 2,044 ล้านบาท
ปี 2023 มีรายได้ 151,344 ล้านบาท กำไร 1,116 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 148,103 ล้านบาท กำไร 2,603 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 139,241 ล้านบาท กำไร 2,044 ล้านบาท
จุดที่น่าสนใจคือ การประกอบและบัดกรีชิปเพื่อส่งป้อน Data Center ระดับโลก เป็นงานที่มีอัตรากำไรสูง ทำให้แค่ 2 ปี กำไรสูงกว่าอดีตเกือบเท่าตัว
3. Lumentum ผู้นำด้านนวัตกรรมเลเซอร์ ทำธุรกิจผลิตชิ้นส่วนแสงขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยี VCSEL เซนเซอร์อัจฉริยะที่นำไปใช้ในระบบสแกนใบหน้า (Face ID) ของ iPhone ตลอดจนผลิตอุปกรณ์ออปติกหลากหลายประเภท ที่ใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ AI
ปัจจุบัน Lumentum มีโรงงานที่เป็นฐานการผลิตระดับโลก และศูนย์ R&D อยู่ในจังหวัดปทุมธานี
โดยโรงงาน Lumentum ในประเทศไทย ได้ขยายตัวรวดเร็วมาก จากเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีพนักงานเพียงแค่ 100 คน จนตอนนี้ทั้งโรงงานมีจำนวนพนักงานทั้งหมด 8,000 คน
โดยโรงงาน Lumentum ในประเทศไทย ได้ขยายตัวรวดเร็วมาก จากเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีพนักงานเพียงแค่ 100 คน จนตอนนี้ทั้งโรงงานมีจำนวนพนักงานทั้งหมด 8,000 คน
ซึ่งจำนวนพนักงาน ก็สอดคล้องกับการเติบโตของ Lumentum และบริษัทในประเทศไทย โดยถ้าเราไปดูงบการเงิน พบว่า
ปี 2023 มีรายได้ 8,737 ล้านบาท กำไร 159 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 10,439 ล้านบาท กำไร 106 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 13,130 ล้านบาท กำไร 810 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 10,439 ล้านบาท กำไร 106 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 13,130 ล้านบาท กำไร 810 ล้านบาท
รายได้ปีล่าสุด เพิ่มขึ้น 25.7% แต่กำไรกลับเพิ่มมากถึง 664% ซึ่งสะท้อนถึงเทรนด์ของอุตสาหกรรม ที่ลูกค้ากำลังยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นให้กับเทคโนโลยีขั้นสูง
อย่างเช่น ชิ้นส่วนโครงสร้างพื้นฐาน AI และเซนเซอร์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-Added) และมีอัตรากำไรที่สูงมาก ส่งผลให้บริษัทเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด
4. Coherent ผู้นำด้านนวัตกรรมแสง โดย Coherent เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ ในการปลูกผลึกเลเซอร์ความเร็วสูง ซึ่งก็คือแผ่นเวเฟอร์อินเดียมฟอสไฟด์ หรือ InP โดย InP จะถูกนำมาหั่นเป็นชิ้นส่วนจิ๋ว เพื่อให้เป็นต้นกำเนิดของแสงเลเซอร์
นอกจากนี้ Coherent ยังเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เลเซอร์ความแม่นยำสูง เพื่อส่งไปใช้ในการผลิตแผ่นเวเฟอร์และชิปขั้นสูงอีกด้วย
ปัจจุบัน Coherent ใช้โมเดล Outsource Manufacturing โดยให้โรงงาน Fabrinet จังหวัดปทุมธานี ทำหน้าที่นำแผ่นเวเฟอร์แสง InP และเทคโนโลยีปลูกผลึกเลเซอร์ของ Coherent มาประกอบร่วมกันกับอุปกรณ์อื่น ๆ
ซึ่งถ้าเราไปดูงบ Coherent ที่เป็นบริษัทแม่ในต่างประเทศ เราจะเห็นว่า
ทั้งปี 2025 (รอบบัญชี 7/2024 - 6/2025)
มีรายได้ 191,000 ล้านบาท กำไร 1,623 ล้านบาท
มีรายได้ 191,000 ล้านบาท กำไร 1,623 ล้านบาท
และ 9 เดือนแรกของปี 2026 (รอบบัญชี 7/2025 - 3/2026)
มีรายได้ 167,000 ล้านบาท กำไร 18,560 ล้านบาท
มีรายได้ 167,000 ล้านบาท กำไร 18,560 ล้านบาท
กำไรที่ก้าวกระโดดของ Coherent มาจากชิ้นส่วนเลเซอร์ความเร็วสูงและอุปกรณ์ผลิตชิปขั้นสูง กำลังกลายเป็นคอขวดที่ตลาดแย่งกันซื้อและมีอัตรากำไร (Margin) ที่สูงมาก
บวกกับการใช้โมเดล Outsource ให้โรงงาน Fabrinet ในไทยเป็นผู้ผลิต ทำให้บริษัทคุมต้นทุนได้ดี เมื่อยอดขายสินค้ามาร์จินสูงเติบโตเต็มที่โดยที่ต้นทุนไม่บานปลาย กำไรจึงเติบโตหลายเท่าตัว
5. Fabrinet ผู้รับจ้างผลิตอุปกรณ์แสง และบรรจุภัณฑ์ออปติกขั้นสูงที่มีความแม่นยำระดับไมครอน
อย่าง อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงความเร็วสูง และตัวเชื่อมต่อสัญญาณแสงระหว่างชิป GPU
อย่าง อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงความเร็วสูง และตัวเชื่อมต่อสัญญาณแสงระหว่างชิป GPU
รวมถึงยังผลิตเซนเซอร์ตรวจจับทางแสง (LiDAR) สำหรับรถยนต์ไร้คนขับ และเลเซอร์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ Fabrinet ยังเป็นผู้ที่มีบทบาทในการนำชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Photonics ทั้งหมดอย่าง Laser, Modulator หรือ Fiber Connector ที่ถูกผลิตมาจาก Lumentum หรือ Coherent
ไปจนถึงชิปเซตที่พิมพ์ลายมาจาก TSMC ทั้งหมดมาประกอบกัน
ไปจนถึงชิปเซตที่พิมพ์ลายมาจาก TSMC ทั้งหมดมาประกอบกัน
Fabrinet มีฐานการผลิตระดับโลกอยู่ที่ประเทศไทย โดยอยู่ที่ 2 จังหวัดหลัก นั่นคือ
จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดชลบุรี
จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดชลบุรี
ซึ่งโรงงาน Fabrinet ในประเทศไทย ถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการผลิต และประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์แสง
จนเรียกได้ว่า บริษัท Foxconn แห่งวงการแสงนั้น อยู่ที่ประเทศไทยนั่นเอง
โดยรายได้และกำไรของ บริษัท ฟาบริเนท จำกัด (เฉพาะส่วนของโรงงานรับจ้างผลิตในประเทศไทย) 4 ปีย้อนหลัง
บริษัท ฟาบริเนท จำกัด
ปี 2023 มีรายได้ 14,553 ล้านบาท กำไร 395 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 14,313 ล้านบาท กำไร 359 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 17,248 ล้านบาท กำไร 1,426 ล้านบาท
ปี 2023 มีรายได้ 14,553 ล้านบาท กำไร 395 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 14,313 ล้านบาท กำไร 359 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 17,248 ล้านบาท กำไร 1,426 ล้านบาท
กำไรพุ่งเกือบ 4 เท่าตัว เพราะ Fabrinet คือ ผู้รับจบงานประกอบอุปกรณ์แสงความเร็วสูง ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ใช้ลำเลียงข้อมูลระหว่างชิป GPU ในยุค AI
เมื่อดีมานด์ชิปพุ่ง ยอดสั่งประกอบอุปกรณ์ที่มาร์จินสูงเหล่านี้จึงพุ่งสูงตามไปด้วย
6. Quanta Computer บริษัทไต้หวัน ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป ที่ใหญ่อันดับ 1 ในโลก
โดย Quanta คือพันธมิตรระดับ Tier-1 ที่ NVIDIA ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ประกอบ AI Server Rack ตระกูล Blackwell รุ่นต่าง ๆ เช่น GB200 แบบเหมายกตู้ Rack
โดย Quanta คือพันธมิตรระดับ Tier-1 ที่ NVIDIA ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ประกอบ AI Server Rack ตระกูล Blackwell รุ่นต่าง ๆ เช่น GB200 แบบเหมายกตู้ Rack
ซึ่งตู้ Rack ที่ว่านี้ เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่แพงและซับซ้อนที่สุด โดยลูกค้าของ Quanta Computer ก็คือ Hyperscalers อย่าง Google, AWS และ Meta
สำหรับ Quanta Computer ในไทย มีโรงงานอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ถือเป็นหนึ่งในฐานการประกอบตู้ AI Server Rack ที่สำคัญที่สุดในโลก โดยเฉพาะสำหรับการส่งออกไปป้อน Big Tech ฝั่งสหรัฐอเมริกา
ซึ่งล่าสุด Quanta ได้อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนก้อนโตกว่า 6,600 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานอัจฉริยะรองรับออร์เดอร์ AI โดยเฉพาะ
ถ้าเราไปดูงบการเงินย้อนหลัง ของกลุ่มบริษัท Quanta ที่ทำธุรกิจในประเทศไทย นั่นก็คือ บริษัท คิวเอ็มบี จำกัด เราจะเห็นว่า
ปี 2022 มีรายได้ 30,080 ล้านบาท ขาดทุน 25 ล้านบาท
ปี 2023 มีรายได้ 25,828 ล้านบาท กำไร 511 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 107,618 ล้านบาท กำไร 1,459 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 254,952 ล้านบาท กำไร 3,067 ล้านบาท
ปี 2023 มีรายได้ 25,828 ล้านบาท กำไร 511 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 107,618 ล้านบาท กำไร 1,459 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 254,952 ล้านบาท กำไร 3,067 ล้านบาท
รายได้โตเกือบ 10 เท่าตัว ภายใน 2 ปี เพราะ Quanta คือมือขวาที่ NVIDIA ไว้ใจให้ประกอบตู้ AI Server Rack ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ราคาแพงมาก
และเมื่อ Big Tech แย่งกันสั่งซื้อตู้เซิร์ฟเวอร์เหล่านี้
เม็ดเงินมหาศาลจึงไหลเข้าโรงงานประกอบโดยตรง
เม็ดเงินมหาศาลจึงไหลเข้าโรงงานประกอบโดยตรง
7. Celestica บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติแคนาดา เป็นราชาผู้คุมทางเดินข้อมูลระดับโลก
โดยผลิตภัณฑ์หลักของ Celestica ก็จะเน้นไปทางด้าน Network Infrastructure สำหรับ Cloud และ AI ไม่ว่าจะเป็น แผงวงจรความเร็วสูง และ Network Switch
โดย Celestica ก็มีฐานการผลิตหลักอยู่ที่ประเทศไทยเช่นกัน โดยอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ซึ่งเป็นโรงงานอัจฉริยะ รับหน้าที่ประกอบและทดสอบตู้ AI Server Rack รวมถึงกล่องสลับสัญญาณเครือข่ายความเร็วแสง ส่งออกไปยังกลุ่มบริษัท Big Tech ระดับโลก
ถ้าเราไปดูงบการเงินย้อนหลัง ของบริษัท ซิเลซติกา (ประเทศไทย) จำกัด
ปี 2022 มีรายได้ 120,628 ล้านบาท กำไร 7,636 ล้านบาท
ปี 2023 มีรายได้ 132,277 ล้านบาท กำไร 7,919 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 178,834 ล้านบาท กำไร 13,303 ล้านบาท
ปี 2023 มีรายได้ 132,277 ล้านบาท กำไร 7,919 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 178,834 ล้านบาท กำไร 13,303 ล้านบาท
กำไรพุ่งขึ้นเกือบ 70% เพราะเมื่อมี AI Server แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ถนนที่ให้ข้อมูลวิ่งผ่าน
ซึ่ง Celestica ฟันกำไรจากการผลิตอุปกรณ์ Network Switch และแผงวงจรความเร็วสูง ที่ Data Center ทุกแห่งต้องสั่งซื้อไปอัปเกรดระบบเครือข่ายของตัวเอง
8. Western Digital (WD) บริษัทนี้หลายคนคงคุ้นเคย ในฐานะแบรนด์ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ HDD รายใหญ่ของโลก
โดย Western Digital เคยเป็นบริษัทแม่ของแบรนด์ชิปความจำ Memory Card และ SSD อย่าง SanDisk โดยซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 2016 และ Western Digital เป็นตัวตั้งตัวตีในการนำ SanDisk เข้าตลาด Nasdaq ได้สำเร็จในปี 2025
ปัจจุบัน Western Digital ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตขนาดยักษ์ ที่กุมกำลังการผลิตฮาร์ดดิสก์กว่า 80% ของบริษัททั่วโลก
โดยมีฐานการผลิตหลักอยู่ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจะรับหน้าที่ผลิตฮาร์ดดิสก์หลากหลายรูปแบบ
อย่างเช่น Enterprise HDD และ Enterprise SSD ความเร็วสูงสำหรับ Data Center โดยมีลูกค้าใหญ่เป็น Big Tech ระดับโลก
ถ้าเราไปดูรายได้และกำไร ของบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด เราจะเห็นว่า
ปี 2023 มีรายได้ 206,513 ล้านบาท กำไร 26,565 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 200,173 ล้านบาท กำไร 37,310 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 287,692 ล้านบาท กำไร 88,968 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 200,173 ล้านบาท กำไร 37,310 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 287,692 ล้านบาท กำไร 88,968 ล้านบาท
แค่ 2 ปี กำไรเพิ่มขึ้น 62,403 ล้านบาท นั่นก็เพราะไม่ว่าโมเดล AI จะไปไกลแค่ไหน ก็ต้องมีการเทรนข้อมูลมหาศาล ส่งผลให้คลังเก็บข้อมูลอย่าง Enterprise SSD ความเร็วสูง และฮาร์ดดิสก์ความจุยักษ์สำหรับ Data Center กลายเป็นของที่ตลาดแย่งกันกว้านซื้อ
9. Seagate Technology (STX) บริษัทที่ทำฮาร์ดดิสก์ความจำ และเป็นคู่แข่งกับฮาร์ดดิสก์ค่าย Western Digital โดยตรง
โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของ Seagate จะเน้นไปที่ Enterprise HDD สำหรับเป็นฮาร์ดดิสก์จานหมุนเกรดองค์กร ความจุมหาศาล เพื่อเก็บข้อมูลให้กับ Data Center โดยเฉพาะ
ปัจจุบัน Seagate มีโรงงานอยู่ทั้งหมด 2 แห่งใหญ่ ๆ นั่นก็คือ โรงงาน Flagship ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นโรงงานประกอบฮาร์ดดิสก์สำหรับ Data Center ระดับโลก
และโรงงานเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ ที่เน้นการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นส่วนประกอบของ Enterprise HDD อีกทีหนึ่ง
ถ้าเราไปดูรายได้และกำไรของ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เราจะเห็นว่า
ถ้าเราไปดูรายได้และกำไรของ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เราจะเห็นว่า
ปี 2023 มีรายได้ 146,451 ล้านบาท กำไร 4,345 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 125,073 ล้านบาท กำไร 3,712 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 156,331 ล้านบาท กำไร 4,636 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 125,073 ล้านบาท กำไร 3,712 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 156,331 ล้านบาท กำไร 4,636 ล้านบาท
แม้กำไรจะไม่ได้ก้าวกระโดดแรงเท่ากลุ่มประกอบชิป แต่ยังรักษาระดับการทำกำไรได้แข็งแกร่ง จากฐานลูกค้า Data Center ที่ยังจำเป็นต้องใช้ฮาร์ดดิสก์จานหมุน (Enterprise HDD) เกรดองค์กร เพื่อเก็บข้อมูลมหาศาล
10. Schneider Electric ยักษ์ใหญ่สายพลังงานและระบบอัตโนมัติระดับโลกจากฝรั่งเศส ผู้ผลิต และวางระบบไฟฟ้าตามโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อย่าง อาคารสำนักงานขนาดใหญ่
ปัจจุบันได้รุกสู่ธุรกิจ การจัดการความร้อน และ Liquid Cooling สำหรับระบายความร้อนให้กับ AI และ Data Center อย่างเต็มตัว
ถ้าเราไปดูรายได้และกำไรของ บริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เราจะเห็นว่า
ปี 2025 มีรายได้ 9,324 ล้านบาท กำไร 867 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 9,324 ล้านบาท กำไร 867 ล้านบาท
และถ้าเราไปดูรายได้และกำไรของบริษัทแม่อย่าง Schneider Electric 3 ปีย้อนหลัง เราก็จะเห็นว่า
ปี 2023 มีรายได้ 1,275,000 ล้านบาท กำไร 142,000 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 1,355,000 ล้านบาท กำไร 152,000 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 1,491,000 ล้านบาท กำไร 155,000 ล้านบาท
ปี 2023 มีรายได้ 1,275,000 ล้านบาท กำไร 142,000 ล้านบาท
ปี 2024 มีรายได้ 1,355,000 ล้านบาท กำไร 152,000 ล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 1,491,000 ล้านบาท กำไร 155,000 ล้านบาท
รายได้และกำไรของบริษัทแม่ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) เพราะระบบ AI กินไฟมหาศาลและปล่อยความร้อนจัด Schneider จึงโกยรายได้จากการขาย ระบบจัดการพลังงาน และ Liquid Cooling (ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว) ที่กลายเป็นอุปกรณ์ไฟต์บังคับของ Data Center ยุคใหม่
ทั้งหมดนี้ก็คือลิสต์ 10 บริษัท ที่กำลังจะเติบโตไปกับธุรกิจ AI และ Data Center ที่ลูกค้าเจ้าใหญ่ ๆ หลายเจ้า อย่าง AWS, Microsoft, Google, Meta ไปจนถึง NVIDIA กำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อย่างหนัก
ซึ่งทั้ง 10 บริษัทดังกล่าว ก็เป็นบริษัทข้ามชาติที่ต่างก็เลือกประเทศไทย เป็นฐานการผลิตหลัก และทำให้ประเทศไทย ก็ยังสามารถเกาะขบวนการเติบโตนี้ได้บ้าง
แต่สิ่งที่เราควรพัฒนาต่อยอดให้ได้ คือการปั้นแบรนด์ไทย ที่เน้นไปทางอุตสาหกรรมหนัก หรือมี Know-How ในด้าน R&D ให้สามารถไปตีตลาดในระดับโลกได้
ซึ่งประเทศไทยเอง ก็มีหลายอุตสาหกรรมที่กำลังเป็น New S-Curve
ทั้งด้าน Power Electronics, Photonics หรือ Hard Disk ในประเทศไทย
ทั้งด้าน Power Electronics, Photonics หรือ Hard Disk ในประเทศไทย
และถ้าทำได้ Know-How หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มี
ก็จะช่วยเปลี่ยนและผลักดันประเทศไทยให้เติบโตไปอีกไกล
ก็จะช่วยเปลี่ยนและผลักดันประเทศไทยให้เติบโตไปอีกไกล
เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับ Samsung ที่ได้เปลี่ยนภาพจากการเป็นแค่แบรนด์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์
กลายมาเป็นอีกฐานสำคัญของ AI โลก
กลายมาเป็นอีกฐานสำคัญของ AI โลก
และดันให้เกาหลีใต้ กลายเป็นอีกหนึ่งประเทศ
ที่อยู่หัวแถวของโลก AI เช่นกัน..
ที่อยู่หัวแถวของโลก AI เช่นกัน..