
เจาะลึก 4 ETF อิง S&P 500 ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กองไหน คุ้มค่าที่สุด
เจาะลึก 4 ETF อิง S&P 500 ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กองไหน คุ้มค่าที่สุด /โดย ลงทุนแมน
คนที่ลงทุนใน S&P 500 คงเคยเจอปัญหาหนึ่งที่คิดไม่ตก
นั่นก็คือ ไม่รู้ว่าจะเลือกลงทุน ETF กองไหนดี
นั่นก็คือ ไม่รู้ว่าจะเลือกลงทุน ETF กองไหนดี
เพราะในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มี ETF ที่อิงกับดัชนี S&P 500 อยู่ถึง 4 กอง คือ SPY, VOO, IVV และ SPYM
ในเมื่อ ETF ทั้ง 4 กองนี้ นำเงินของเราไปลงทุนใน 500 บริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ เหมือนกัน
แล้วเราจะเลือกลงทุน ETF กองไหน ถึงจะคุ้มค่าที่สุด ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง.. ผ่านซีรีส์คอนเทนต์ ETF Hunter
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง.. ผ่านซีรีส์คอนเทนต์ ETF Hunter
แม้ว่า ETF ทั้ง 4 กองนี้ จะไปลงทุนในหุ้นราว 500 ตัวของสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่เหมือนกันเกือบทั้งหมด แต่ก็มีอะไรที่แตกต่างกันอยู่ไม่น้อย
นั่นทำให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจริงนั้น ไม่เท่ากันเป๊ะ ๆ เสียทีเดียว
เราลองมาดูรายละเอียดของ ETF แต่ละกองกัน..
1. SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY)
SPY ถือเป็น ETF กองแรกของโลก ออกโดย State Street (ภายใต้แบรนด์ SPDR) มีจุดแข็งคือ ปริมาณการซื้อขายที่สูงมากในแต่ละวัน
ด้วยความที่มีสภาพคล่องสูง SPY จึงกลายเป็น ETF ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ นักเทรดสายเทคนิเกิล และนักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์ Options
แต่จุดอ่อนของ SPY คือค่าธรรมเนียม (TER) ซึ่งอยู่ที่ 0.0945% ต่อปี สูงที่สุดในบรรดา ETF ทั้ง 4 กอง
นอกจากนี้ SPY ยังมีโครงสร้างกองทุนเป็นแบบ Unit Investment Trust ซึ่งเป็นกองทุนรูปแบบดั้งเดิม ที่มีความยืดหยุ่นในการจัดสรรเงินลงทุนต่ำ
ตัวอย่างเช่น หากหุ้นที่ถืออยู่มีการจ่ายเงินปันผลออกมา
SPY จะไม่สามารถนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อ (Reinvest) ได้ทันที แต่ต้องเก็บพักไว้เป็นเงินสดเฉย ๆ จนกว่าจะถึงรอบจ่ายปันผลให้นักลงทุน
SPY จะไม่สามารถนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อ (Reinvest) ได้ทันที แต่ต้องเก็บพักไว้เป็นเงินสดเฉย ๆ จนกว่าจะถึงรอบจ่ายปันผลให้นักลงทุน
ซึ่งทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Cash Drag หรือต้นทุนค่าเสียโอกาส จากการที่เงินสดไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น
และอาจทำให้มี Tracking Difference หรือส่วนต่างผลตอบแทนเมื่อเทียบกับดัชนี ที่กว้างกว่า ETF กองอื่น ๆ
2. iShares Core S&P 500 ETF (IVV)
IVV ออกโดย BlackRock บริษัทจัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จุดเด่นของ IVV คือเป็นโครงสร้างแบบกองทุนเปิด (Open-End Fund) ซึ่งถือเป็นการอุดช่องโหว่ของ SPY
ทำให้ IVV สามารถนำเงินปันผลไปลงทุนต่อได้ทันที
ทำให้ IVV สามารถนำเงินปันผลไปลงทุนต่อได้ทันที
นอกจากนี้ยังสามารถนำหุ้นในพอร์ตไปปล่อยกู้ต่อ (Securities Lending) เพื่อสร้างรายได้ มาชดเชยค่าใช้จ่ายในการบริหารได้
นั่นทำให้ IVV เก็บค่าธรรมเนียม (TER) เพียง 0.03% ต่อปีเท่านั้น
3. Vanguard S&P 500 ETF (VOO)
VOO ออกโดย Vanguard บริษัทจัดการกองทุนชื่อดัง ที่ก่อตั้งโดย John Bogle บิดาแห่งกองทุนดัชนี ที่มีแนวคิดในการลดต้นทุนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนให้ต่ำที่สุด
โดย VOO มีโครงสร้างแบบกองทุนเปิด (Open-End Fund) และเก็บค่าธรรมเนียม (TER) เพียง 0.03% ต่อปี เหมือนกับ IVV
4. SPDR Portfolio S&P 500 ETF (SPYM)
SPYM เป็น ETF แบบกองทุนเปิด (Open-End Fund) จากค่าย State Street (เจ้าเดียวกับ SPY)
โดยถือเป็น ETF อิง S&P 500 ที่มีค่าธรรมเนียม (TER) ต่ำที่สุด เพียง 0.02% ต่อปีเท่านั้น
นอกจากนี้ SPYM ยังเป็น ETF ที่มีราคาต่อหน่วยถูกที่สุดอีกด้วย
หรือพูดง่าย ๆ ว่า SPYM เป็น ETF ที่ State Street ออกมาอุดช่องโหว่ของ SPY โดยมาแข่งกับ IVV และ VOO เพื่อเจาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อย
มาถึงตรงนี้ เราอาจสรุปได้ว่า..
ถ้าวัดในมุมของค่าธรรมเนียม (TER) จะเห็นว่า SPYM นั้นชนะขาด เพราะมีอัตราค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด
ตามมาด้วย IVV และ VOO ที่เรียกเก็บในอัตราเท่ากัน
ขณะที่ SPY นั้น เรียกเก็บในอัตราสูงที่สุด
ขณะที่ SPY นั้น เรียกเก็บในอัตราสูงที่สุด
แม้ดูเผิน ๆ ค่าธรรมเนียมที่ว่านี้อาจดูต่างกันไม่มาก
แต่รู้หรือไม่ว่า ในระยะยาว ส่วนต่างอันน้อยนิดนี้อาจกัดกินผลตอบแทนของเราได้มหาศาลเลยทีเดียว
แต่รู้หรือไม่ว่า ในระยะยาว ส่วนต่างอันน้อยนิดนี้อาจกัดกินผลตอบแทนของเราได้มหาศาลเลยทีเดียว
โดยเฉพาะหากใครที่คิดจะลงทุนระยะยาวในหลัก 10 ปีขึ้นไป ส่วนต่างค่าธรรมเนียมเพียง 0.07% ระหว่าง SPY และ SPYM เมื่อนำไปคิดรวมกับผลตอบแทนทบต้นแล้ว
เม็ดเงินที่หายไป อาจมีมูลค่าหลักแสน หรือหลักล้านบาทเลยทีเดียว
เราลองมาวัดในมุมสภาพคล่องกันดูบ้าง..
อย่างที่บอกไปตอนแรกว่า SPY นั้น มีจุดแข็งเรื่องสภาพคล่องที่สูงมาก ทำให้มีส่วนต่างราคาเสนอซื้อและขาย (Bid-Ask Spread) แคบที่สุด
SPY จึงสามารถรองรับการซื้อขาย ที่มีปริมาณมหาศาล หรือมีมูลค่าสูงได้ รวมถึงรองรับการใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
มาถึงคำถามสำคัญ.. แล้วเราจะลงทุนใน ETF กองไหนดี ?
ลงทุนแมนขอสรุปให้เห็นภาพ ตามสไตล์การลงทุน ดังนี้
เลือก SPY หากเราเป็น
- นักลงทุนรายใหญ่ (ที่ซื้อขายไม้ใหญ่)
- นักลงทุนสายเทคนิเกิล (ที่เน้นเข้าออกเร็ว)
- นักลงทุนที่ใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น Options
- นักลงทุนรายใหญ่ (ที่ซื้อขายไม้ใหญ่)
- นักลงทุนสายเทคนิเกิล (ที่เน้นเข้าออกเร็ว)
- นักลงทุนที่ใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น Options
แต่หากเราเป็นนักลงทุนรายย่อย ที่เน้นทยอยสะสมหุ้น หรือทำ DCA ไปเรื่อย ๆ ในระยะยาว ก็ควรเลือก IVV, VOO หรือ SPYM
เพื่อให้เงินลงทุนนั้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้เต็มที่ โดยมีต้นทุนต่ำที่สุด
ซึ่งถ้าเราชอบความมั่นคง และเชื่อมั่นในกองทุนที่อยู่มานาน ก็สามารถเลือกลงทุน IVV หรือ VOO ก็ได้ ซึ่ง ETF ทั้ง 2 กองนี้นั้น แทบจะไม่แตกต่างกันเลย
ขณะที่ถ้าใครอยากรีดผลตอบแทนให้ได้มากที่สุด ด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำที่สุด หรืออยากได้หน่วยลงทุนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
SPYM คือคำตอบ..
ปิดท้ายด้วยเคล็ด (ไม่) ลับ สำหรับคนไทยที่อยากลงทุนใน ETF ที่อิง S&P 500
แต่ไม่อยากเปิดพอร์ตหุ้นต่างประเทศ หรือแลกเงินให้ยุ่งยาก รวมถึงไม่อยากวุ่นวายเรื่องภาษีหุ้นนอก หรือภาษีมรดก (Estate Tax)
ปัจจุบันในประเทศไทย มีกองทุนรวมที่ไปลงทุนใน ETF ที่อิง S&P 500 อยู่จำนวนมาก (ส่วนใหญ่เป็น IVV)
ซึ่งทำให้เราสามารถลงทุนใน 500 บริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว..
หมายเหตุ : บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุน การตัดสินใจลงทุนใด ๆ ควรเกิดจากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบด้วยตัวผู้ลงทุนเอง