
สรุปทุกเรื่องของ ETF ให้เข้าใจทันที ในโพสต์เดียว
สรุปทุกเรื่องของ ETF ให้เข้าใจทันที ในโพสต์เดียว /โดย ลงทุนแมน
หนึ่งในเครื่องมือการลงทุน ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ จากนักลงทุนไทย รวมถึงนักลงทุนทั่วโลก คงหนีไม่พ้น ETF
หนึ่งในเครื่องมือการลงทุน ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ จากนักลงทุนไทย รวมถึงนักลงทุนทั่วโลก คงหนีไม่พ้น ETF
ในบทความนี้ ลงทุนแมนจะพาไปทำความรู้จักกับ ETF แบบ 101
พร้อมเปิดโลก ETF หลาย ๆ รูปแบบที่เราพบเจอได้ในโลกการลงทุน
พร้อมเปิดโลก ETF หลาย ๆ รูปแบบที่เราพบเจอได้ในโลกการลงทุน
โดยจะย่อยเรื่องราวที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย ๆ และเมื่ออ่านเสร็จ ก็สามารถแชร์เก็บไว้ เผื่อย้อนกลับมาทบทวนอีกในอนาคตได้
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก ETF คือกองทุนชนิดหนึ่งที่เราซื้อขายได้บนกระดานซื้อขายหุ้น หรือพูดง่าย ๆ ETF ก็เหมือนเป็นหุ้นตัวหนึ่งนั่นเอง
เพียงแต่เบื้องหลังของหุ้น จะเป็นบริษัท 1 แห่งที่ทำธุรกิจ ขณะที่ของ ETF เป็นกองทุนที่เข้าไปลงทุนในหุ้นของบริษัทหลายแห่ง หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่หุ้นก็ได้
ETF จึงรวมข้อดีเรื่องการกระจายความเสี่ยงของ “กองทุนรวม” และซื้อขายได้แบบเรียลไทม์ของ “หุ้น” เข้ามาไว้ด้วยกัน
ซึ่งผลตอบแทนที่ผู้ถือหน่วยลงทุน ETF จะได้ ก็จะเหมือนกับหุ้นและกองทุนรวมทั่วไป นั่นก็คือกำไรจากส่วนต่างราคา และเงินปันผล
เรามาทำความรู้จัก ETF ประเภทต่าง ๆ กัน..
โลกของ ETF นั้นกว้างมาก ทำให้ประเภทของ ETF ขึ้นอยู่กับว่าใช้เกณฑ์อะไรในการแบ่ง ซึ่งที่เบสิกที่สุดก็คือ การแบ่งตามรูปแบบการบริหารกองทุน และประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุน
หากแบ่งตามรูปแบบการบริหารจัดการ จะแบ่งเป็น
1. Passive ETF เน้นสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีหรือสินทรัพย์อ้างอิงต่าง ๆ เช่น S&P 500, NASDAQ-100, SET50, ทองคำ, บิตคอยน์
2. Active ETF เน้นสร้างผลตอบแทนเพื่อเอาชนะดัชนีชี้วัด หรือที่หลายเจ้าชอบโปรโมตประมาณว่า เอาชนะตลาด
โดย Active ETF จะมีผู้จัดการกองทุนคอยปรับพอร์ตเพื่อสร้างโอกาสทำกำไรเพิ่มเติม
นอกจากนี้ยังมี Leveraged & Inverse ETF ที่เน้นสร้างผลตอบแทนที่เป็นเท่าทวีคูณ หรือไม่ก็สวนทางกับดัชนีหรือสินทรัพย์อ้างอิงต่าง ๆ
โดย ETF ส่วนใหญ่ มักจะมีการนำดัชนี (Index) หรือราคาของสินทรัพย์อ้างอิง มาใช้เพื่อเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่สามารถทำได้ เรียกว่า Benchmark
หลังจากแบ่งตามรูปแบบการบริหารแล้ว สิ่งที่ต้องรู้ต่อมาคือ ETF นั้น ยังสามารถแบ่งประเภทตามสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ๆ คือ
1. ลงทุนในหุ้น (Equity ETF)
2. ลงทุนในตลาดเงิน/ตราสารหนี้ (Money Market / Bond ETF) เช่น เงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้
3. ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity ETF) เช่น ทองคำ น้ำมัน
4. ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency ETF) เช่น บิตคอยน์
5. ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate / REIT ETF)
ซึ่งในแต่ละสินทรัพย์ ก็จะมีรายละเอียดเชิงลึกลงไปอีก
ยกตัวอย่าง ETF ที่ลงทุนในหุ้น ก็จะมีทั้งลงทุนแบบเหมาหุ้นทั้งโลก แยกเป็นรายประเทศ แยกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม หรือลงทุนตามธีมที่กำลังเป็นที่นิยมในเวลานั้น (Thematic ETF) เช่น
- Vanguard Total World Stock ETF (VT) ลงทุนในบริษัทราว 10,000 แห่ง ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ตามดัชนี FTSE Global All Cap
- iShares Core S&P 500 ETF (IVV) ลงทุนในบริษัทราว 500 แห่ง ที่อยู่ในดัชนี S&P 500
- Invesco China Technology ETF (CQQQ) ลงทุนในบริษัทด้านเทคโนโลยีของจีน ที่อยู่ในดัชนี FTSE China Incl A 25% Technology Capped
- VanEck Semiconductor ETF (SMH) ลงทุนในบริษัท 26 แห่ง ซึ่งเป็นบริษัทด้านเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่อยู่ในดัชนี MVIS US Listed Semiconductor 25
- ARK Innovation ETF เป็น Active ETF ที่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการดิสรัปต์ธุรกิจดั้งเดิม ซึ่งหุ้นในกองทุนนี้จะถูกคัดเลือกโดย ARK Invest ซึ่งเป็นผู้ออก ETF
หลังจากรู้จักประเภทและสินทรัพย์ต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่ต้องรู้ต่อมาคือ ค่าธรรมเนียมและต้นทุนต่าง ๆ ในการลงทุน ETF
โดยทั่วไป เวลาเราลงทุนใน ETF จะมีต้นทุนหลัก ๆ ที่ต้องเจออยู่ 2 ส่วน คือ
1. ต้นทุนการซื้อขายบนกระดาน
อย่างที่บอกไปตอนแรกว่า ETF นั้น เหมือนเป็นหุ้นตัวหนึ่ง การซื้อขาย ETF จึงต้องเสียค่าธรรมเนียม (Commission) ไม่ต่างจากการซื้อหุ้น
นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนแฝงที่เรียกว่า Bid-Ask Spread ที่เป็นส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขาย ซึ่งถ้า ETF กองไหนมีปริมาณการซื้อขายน้อย ส่วนต่างนี้ก็จะกว้าง ทำให้เรามีต้นทุนในการซื้อขายที่แพงขึ้นนั่นเอง
2. ต้นทุนการบริหารจัดการกองทุน (Expense Ratio)
เป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซึ่งเป็นผู้ออก ETF หักออกจากมูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนในทุก ๆ วันทำการ เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
เราสามารถดู Expense Ratio ได้จากเอกสารสรุปข้อมูลของกองทุน (Fact Sheet) ที่จะมีการระบุชัดเจนว่ากองทุน ETF นั้นจะเก็บค่าธรรมเนียมกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี จากมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของกองทุน
โดยทั่วไป ETF แบบ Passive จะมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต่ำกว่าแบบ Active
อีกเรื่องที่สำคัญคือ ราคาของ ETF ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนงง เวลาอ่าน Fact Sheet
โดย ETF มีราคาอยู่ 2 แบบ ที่เราต้องทำความเข้าใจ นั่นคือ NAV และราคาตลาด (Market Price)
- NAV (Net Asset Value) คือ มูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ทั้งหมดที่กองทุนนั้นถือครองอยู่ หักด้วยค่าใช้จ่าย แล้วหารด้วยจำนวนหน่วยลงทุน พูดง่าย ๆ คือ มูลค่าของ ETF ที่ควรจะเป็นจริง ๆ
- ราคาตลาด (Market Price) คือ ราคาที่ซื้อขายกันจริง ๆ บนกระดานหุ้น ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการของนักลงทุนในตลาด ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจไม่ตรงกับ NAV เสมอไป
โดยในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น นักลงทุนแห่แย่งกันซื้อ ETF
ราคาตลาดของ ETF ก็อาจพุ่งแซง NAV ก็ได้ ซึ่งส่วนต่างจะถูกเรียกว่า Premium
ราคาตลาดของ ETF ก็อาจพุ่งแซง NAV ก็ได้ ซึ่งส่วนต่างจะถูกเรียกว่า Premium
ในทางกลับกัน ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง นักลงทุนแห่เทขาย ETF
ราคาตลาดของ ETF อาจต่ำกว่า NAV ก็ได้เช่นกัน ซึ่งส่วนต่างจะเรียกว่า Discount
ราคาตลาดของ ETF อาจต่ำกว่า NAV ก็ได้เช่นกัน ซึ่งส่วนต่างจะเรียกว่า Discount
ปกติแล้ว บลจ. ที่เป็นผู้ออก ETF จะไม่ปล่อยให้ราคาตลาดกับ NAV ห่างกันมากจนเกินไป โดย บลจ. จะใช้วิธีให้ผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) มาคอยทำการซื้อขาย ETF เพื่อให้ราคาตลาดสะท้อนกับ NAV อยู่ตลอดเวลา
เมื่อเข้าใจทั้งเรื่องต้นทุนและราคาแล้ว เรามาดูข้อควรระวังในการลงทุน ETF กันบ้าง
- ความผันผวนของสินทรัพย์ที่ลงทุน
เนื่องจาก ETF นำเงินไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ต่าง ๆ นั่นทำให้หากราคาสินทรัพย์มีความผันผวน ก็จะส่งผลต่อราคาหน่วยลงทุนของ ETF ด้วย
โดยเฉพาะกลุ่ม Thematic ETF อย่างหุ้นเทคโนโลยี, เซมิคอนดักเตอร์ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มักจะให้ผลตอบแทนสูงในช่วงขาขึ้น แต่ก็พร้อมจะดิ่งลงอย่างหนักในช่วงขาลง เพราะลงทุนกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเดียว
- ความคลาดเคลื่อนของผลตอบแทน (Tracking Error)
ในส่วนของ Passive ETF นั้น อย่างที่บอกไปว่าเป้าหมายคือ การทำผลตอบแทนให้ล้อไปกับ Benchmark
แต่ในโลกความเป็นจริง ผลตอบแทนของ ETF อาจไม่ได้วิ่งเท่ากับดัชนีแบบ 100% เป๊ะ ๆ เพราะมีเรื่องของค่าธรรมเนียมที่กองทุนต้องหักออกไป
รวมถึงจังหวะเวลาที่ผู้จัดการกองทุนต้องเข้าไปซื้อหรือขายสินทรัพย์จริง ๆ ในตลาด
Tracking Error จะทำหน้าที่เป็นตัวบอกว่า ETF นั้นลอกเลียนแบบ Benchmark ได้เนียนขนาดไหน
โดยถ้า Tracking Error ต่ำ (เข้าใกล้ 0%) ก็แปลว่า ETF กองนั้น สามารถทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับ Benchmark นั่นเอง
- ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk)
สำหรับคนไทยที่ลงทุนใน ETF ต่างประเทศ ผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท จะได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
นั่นหมายความว่า หากช่วงที่เราลงทุน เงินบาทเกิดแข็งค่าขึ้นมา ผลตอบแทนในรูปของเงินบาท ก็อาจจะลดลงได้ ในทางกลับกัน ถ้าเงินบาทอ่อนค่า เราก็อาจจะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม
- ภาษี (Tax)
นักลงทุนไทยที่ไปลงทุนใน ETF ต่างประเทศโดยตรง หากได้กำไร หรือได้รับเงินปันผล
ถ้าต้องการที่จะนำเงินกลับเข้ามาในไทย จะต้องนำไปรวมกับรายได้อื่น ๆ เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
นอกจากนี้ ถ้านักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในสหรัฐฯ หากเสียชีวิตลง
ทายาทที่รับมรดก อาจต้องเสียภาษีให้กับทางการสหรัฐฯ สูงสุดถึง 40% ในส่วนที่เกินกว่า 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 ล้านบาท) ซึ่งเราเรียกภาษีนี้ว่า Estate Tax
โดยภาษีทั้งสองนี้ เราอาจหลีกเลี่ยงได้โดยการลงทุนในกองทุนรวมในประเทศไทย ที่ไปลงทุนใน ETF เหล่านี้ต่ออีกทีหนึ่ง
เพราะตามกฎหมายไทย กองทุนรวมไทย ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับกำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain)
มาถึงตรงนี้ ทุกคนก็คงจะรู้จัก ETF ได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว
ซึ่งถ้าหากใครคิดที่จะเริ่มลงทุนใน ETF อย่างน้อยก็ควรเปิด Fact Sheet อ่าน โดยจุดที่ต้องทำความเข้าใจก่อนเลย ก็คือ
ซึ่งถ้าหากใครคิดที่จะเริ่มลงทุนใน ETF อย่างน้อยก็ควรเปิด Fact Sheet อ่าน โดยจุดที่ต้องทำความเข้าใจก่อนเลย ก็คือ
- สินทรัพย์ที่ ETF นั้นลงทุน
- รูปแบบการบริหารจัดการ ETF (Passive หรือ Active)
- ต้นทุนการบริหารจัดการกองทุน (Expense Ratio)
- รูปแบบการบริหารจัดการ ETF (Passive หรือ Active)
- ต้นทุนการบริหารจัดการกองทุน (Expense Ratio)
โดยหากเป็น Active ETF ที่มี Expense Ratio สูง เราก็ควรดูด้วยว่าที่ผ่านมา ETF กองนั้นสามารถทำผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับต้นทุนที่ต้องจ่ายไหม หรือมีกองทุนอื่น ที่มีนโยบายการลงทุนคล้าย ๆ กัน แต่มี Expense Ratio ต่ำกว่า อีกหรือเปล่า
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ ETF ที่เราทุกคนควรรู้ ไว้เป็นอาวุธ ก่อนที่จะไปตะลุยโลกแห่งสินทรัพย์อันมหัศจรรย์นี้
และเตรียมพบกับซีรีส์ ETF Hunter by ลงทุนแมน ซึ่งจะย่อยข้อมูล ETF ที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เร็ว ๆ นี้..