TDH Dental ทุ่ม 70 ล้านบาท เปิด 5 สาขาใหม่ ในปีเดียว ก่อนเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น ภายใน 3 ปี

TDH Dental ทุ่ม 70 ล้านบาท เปิด 5 สาขาใหม่ ในปีเดียว ก่อนเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น ภายใน 3 ปี

TDH Dental ปีนี้ จะทุ่มเงินลงทุนกว่า 70-80 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่ 5 แห่ง เฉลี่ยแล้วตกสาขาละ 14-16 ล้านบาท
และนี่ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทาง เพราะ TDH วางแผนไว้ชัดเจนว่า จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ภายในไม่เกิน 3 ปีข้างหน้า เพื่อระดมทุนก้อนใหญ่ไปยกระดับองค์กรทั้งหมด ให้กลายเป็นศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลเต็มรูปแบบ
พร้อมประกาศเป้าหมายว่าจะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาดทันตกรรมพรีเมียมในไทยให้ได้
จากคลินิกสาขาแรกที่ทองหล่อเมื่อ 20 ปีก่อน
วันนี้ TDH Dental ขยายมาครบ 12 สาขา และกำลังเดินเกมใหญ่กว่าที่เคย
เรื่องราวนี้จะน่าสนใจแค่ไหน
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ตลาดทันตกรรมในไทย เติบโตเฉลี่ยปีละ 13-15%
ตลาดนี้ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ถึง 70-80% มีคลินิกเปิดให้บริการเกือบหมื่นแห่ง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือกลุ่มคลินิกทั่วไปที่เน้นรักษาพื้นฐาน กับกลุ่มพรีเมียมที่เน้นบริการครบวงจร
TDH Dental เลือกยืนอยู่ฝั่งพรีเมียมมาตลอด 20 ปี ตั้งแต่สาขาแรกที่ทองหล่อ
ปัจจุบัน TDH Dental มีเปิดให้บริการใน 12 สาขาทั้งในไทยและลาว
และวันนี้กำลังขยายฐานลูกค้าด้วยการเปิดสาขาเพิ่ม ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 5 สาขา
สาขาที่น่าจับตาคือรามอินทรา ซึ่งวางให้เป็น Flagship ใหม่และเป็นศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมกับที่เพิ่งเปิดที่ไอคอนสยาม และมีแผนขยายไปยังห้างสรรพสินค้าชั้นนำอื่นอย่างเซ็นทรัล เวสต์เกต และเอ็มควอเทียร์ รวมถึงล่าสุด กำลังจะเปิดที่กรุงเทพกรีฑา
เงินลงทุนระดับ 14-16 ล้านบาทต่อสาขา สะท้อนว่าแต่ละสาขาไม่ใช่แค่คลินิกทำฟันทั่วไป แต่ถูกลงทุนในระดับที่ใกล้เคียงกับการเปิดสาขาธุรกิจพรีเมียมขนาดกลาง ทั้งอุปกรณ์ดิจิทัล การตกแต่ง และระบบหลังบ้านที่ต้องได้มาตรฐานเดียวกันทุกสาขา
ส่วนแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3 ปีนั้น TDH ทำ Benchmarking เปรียบเทียบกับผู้เล่นในตลาดไว้แล้วล่วงหน้า เพื่อให้กรอบเวลาและตัวเลขทางการเงินพร้อมสำหรับกระบวนการระดมทุนจริง
สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลของ TDH พบว่าคนไข้กว่า 50% ไม่ได้มาทำฟัน เพราะปวดฟัน หรือต้องการอุดฟันถอนฟัน แบบในอดีตอีกต่อไป
แต่มาเพื่อ "ความสวยงาม" เพราะรอยยิ้มช่วยเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจ ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จทั้งในชีวิตและธุรกิจ
นี่คือจุดที่ TDH ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่คลินิกทำฟัน แต่ขยับตัวเองเข้าใกล้ธุรกิจความงามมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตัวอย่างที่ชัดคือ การนำศาสตร์แห่งใบหน้า มาผนวกกับทันตกรรม เพราะสองในสามของใบหน้า เกี่ยวพันกับฟันโดยตรง ทั้งดวงตาและปาก คือจุดที่ไดนามิกที่สุดบนใบหน้า
TDH จึงร่วมมือกับคลินิกความงามเพื่อวิเคราะห์ใบหน้าถึง 11 จุด ไม่ใช่แค่วางแผนจัดฟันแบบเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น TDH ยังนำข้อมูลโครงหน้าคนหน้าตาดีกว่าพันคน มาวิเคราะห์องศาหน้าผาก จมูก และคาง จนพบว่าฟันของคนอายุ 18 ปี คือช่วงที่มีความสวยงามและสมบูรณ์ที่สุด เพราะยังไม่สึกจากการใช้งาน
ทันตแพทย์จึงใช้เทคนิคกรอแต่งฟันให้คนไข้วัย 50 ปี มีรูปฟันใกล้เคียงกับวัย 18 ซึ่งส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลงอย่างชัดเจน
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ อีก 3 ปีข้างหน้า TDH มองว่าทิศทางจะขยับไปที่เทรนด์ Longevity หรือการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว เช่น คนไข้เริ่มขอรื้อวัสดุอุดฟันตะกั่วออก เพราะกังวลเรื่องสารตกค้าง หรือการแก้ไขการบดเคี้ยวที่ส่งผลต่อข้อต่อขากรรไกรและสมอง
ในส่วนของกลยุทธ์ทางธุรกิจนั้น TDH เลือกไม่แข่งขันด้วยการลดราคา แต่เดิมพันกับ Experiential Marketing และการตลาดแบบบอกต่อ ที่ยั่งยืนกว่า
หัวใจของกลยุทธ์นี้คือ การเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อให้บริการแบบเฉพาะบุคคล พนักงานจะรู้ล่วงหน้าว่าลูกค้าคนไหนชอบดื่มน้ำส้ม ชอบพูดคุย หรือชอบความเป็นส่วนตัว
และปีนี้กำลังเตรียมเปิดตัว Membership Card เพื่อดูแลลูกค้าและครอบครัวได้ตรงจุดยิ่งขึ้น
แม้แต่รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างความเนี๊ยบของสถานที่ ก็ถูกให้ความสำคัญไม่แพ้กัน มีการดูแลบำรุงรักษาต่อเนื่อง เช่น ช่างทาสีและอัปเดตความสะอาดของกระจกทุกวัน เพื่อให้คลินิกดูใหม่และพรีเมียมอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สุดของธุรกิจบริการแบบพรีเมียมคือ การขยายสาขาเร็วมักแลกมาด้วยคุณภาพที่ลดลง แต่ TDH แก้โจทย์นี้ด้วยการวางระบบมาตรฐานที่เข้มงวดตั้งแต่ต้น
การขยายสาขาของ TDH ไม่ใช่การให้ทันตแพทย์มาเช่าพื้นที่ทำงานเหมือนโมเดลทั่วไป แต่ทุกสาขาต้องมี KPI และ Protocol ชัดเจน ทันตแพทย์ทุกคนถูกฝึกด้วยวิธีเดียวกัน โดยปีนี้จัดอบรมไปแล้วกว่า 8 ครั้ง
แม้แต่พนักงานส่วนหน้าบ้านก็ถูกควบคุมด้วย Dashboard และ KPI ที่ละเอียดมาก เช่น กฎที่ต้องยิ้มต้อนรับลูกค้าภายใน 3 วินาที
เบื้องหลังความเข้มงวดนี้ คือการดึงทันตแพทย์หญิงภัคพร ภัทราพรนันท์ เข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ของ TDH
ซึ่งเธอมีประสบการณ์จากองค์กรระดับโลกอย่าง Align Technology ผู้ผลิต Invisalign เข้ามาช่วยวางระบบปฏิบัติการ เพื่อยกระดับ TDH ให้เป็น Dental Service Organization หรือ DSO อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นโมเดลการบริหารคลินิกทันตกรรมแบบมืออาชีพที่ใช้กันในต่างประเทศ
โดยสาขาทองหล่อของ TDH มีห้อง Data Center เป็นของตัวเองโดยเฉพาะ และใช้เทคโนโลยี Digital Intraoral Scanner หรือสแกนเนอร์ช่องปากแบบดิจิทัล 100% ตั้งแต่ขั้นตอนให้คำปรึกษาจนจบการรักษา แทนที่การพิมพ์ปากด้วยวัสดุแบบเดิมที่ใช้กันในคลินิกทั่วไป
นี่คือเหตุผลที่ลูกค้าที่ทองหล่อไม่สามารถ Walk-in ได้ เพราะทุกเคสต้องผ่านกระบวนการวางแผนด้วยระบบดิจิทัลก่อนเสมอ ซึ่งแม้จะดูเป็นข้อจำกัด แต่กลับกลายเป็นจุดขายที่สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าต่างชาติ เพราะรู้ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่แน่นอนล่วงหน้า ก่อนตัดสินใจบินมารักษาถึงประเทศไทย
ที่สำคัญ มาตรฐานการบริการทั้งหมดของ TDH ถูกออกแบบให้รองรับลูกค้าได้ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นสาขาราชพฤกษ์ ที่มีคนไทยเป็นลูกค้าหลักถึง 99% หรือสาขาทองหล่อที่มีสัดส่วนต่างชาติสูง
ความพร้อมนี้ทำให้ TDH วางตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันนโยบาย Medical Tourism ของภาครัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับภูมิภาคอยู่แล้ว
จากคลินิกสาขาแรกที่ทองหล่อเมื่อ 20 ปีก่อน สู่เครือข่าย 12 สาขา ที่จะขยายเพิ่มอีก 5 สาขาในปีนี้ ด้วยเงินลงทุนกว่า 70-80 ล้านบาท และวางเป้าหมายเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3 ปี เพื่อระดมทุนไปสร้างศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาด
สิ่งที่ทำให้ TDH Dental มาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่แค่ฝีมือทันตแพทย์ที่เก่งขึ้นเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงการมองเห็นก่อนคนอื่นว่า ลูกค้าทันตกรรมยุคใหม่ ไม่ได้ต้องการแค่ฟันที่หายปวด แต่ต้องการรอยยิ้มที่สวยงาม ประสบการณ์ที่รู้สึกพิเศษ และมาตรฐานที่วางใจได้ทุกครั้งไม่ว่าจะไปสาขาไหน
เพราะการสร้างธุรกิจบริการให้ขยายไปได้ไกล บางครั้งไม่ได้อยู่ที่การเปิดสาขาให้เร็วที่สุด
แต่อยู่ที่การวางระบบให้แน่นที่สุดก่อน จนขยายกี่สาขา ก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนเดิมทุกครั้ง..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon