จีนกำลังเปลี่ยนเกม Made in China จากของถูก สู่สินค้ามูลค่าสูง

จีนกำลังเปลี่ยนเกม Made in China จากของถูก สู่สินค้ามูลค่าสูง

จีนกำลังเปลี่ยนเกม Made in China จากของถูก สู่สินค้ามูลค่าสูง /โดย ลงทุนแมน
จีน เคยถูกมองว่าเป็นโรงงานหลักของโลก จากการเป็นฐานการผลิต ในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่าง ๆ
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเริ่มทำให้โลกเห็นว่า ยุคสมัยของแรงงานราคาถูกนั้น ได้จบลงไปแล้ว
ด้วยการเปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ ไปสู่ผู้ผลิตสินค้ามูลค่าสูง ทัดเทียมกับประเทศเจ้าตลาดเดิม อย่างญี่ปุ่นและยุโรป
แม้จะโดนเตะตัดขาจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา อยู่ตลอดเวลาก็ตาม
แล้วจีนในวันนี้ กำลังใช้กระบวนท่าแบบไหน ? และจะแข่งขันอย่างไร ? เพื่อให้มีที่ยืนในระเบียบโลกใหม่นี้
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในอดีต จีนเคยตกขบวนเศรษฐกิจโลก เพราะมัวยึดติดอยู่กับสังคมเกษตรกรรม ขณะที่โลกเริ่มหันไปหาเทคโนโลยีแล้ว
แต่นโยบายสำคัญ ที่เป็นใบเบิกทางทางเศรษฐกิจให้กับจีน คือนโยบายการเปิดและปฏิรูปประเทศ ในสมัยอดีตผู้นำสูงสุด เติ้ง เสี่ยวผิง
ที่เริ่มจากการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง ได้แก่ เซี่ยเหมิน ซัวเถา จูไห่ และเซินเจิ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
โดยในช่วงเริ่มต้น จีนอาศัยเทคโนโลยีจากต่างประเทศ มาผนวกกับต้นทุนราคาถูก เพื่อผลิตสินค้าและส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ
ขณะเดียวกันก็ใช้โอกาสนี้ ซึมซับองค์ความรู้ต่าง ๆ
เมื่ออุตสาหกรรมในประเทศเริ่มจุดติด จีนจึงมองหาแหล่งเงินทุน มาหมุนฟันเฟืองเศรษฐกิจ ซึ่งนี่คือจุดกำเนิดของตลาดหลักทรัพย์ 2 แห่ง ได้แก่
- ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Stock Exchange)
- ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (Shenzhen Stock Exchange)
การเปิดตลาดหลักทรัพย์ของตัวเอง ถือเป็นการส่งสัญญาณให้โลกรู้ว่า จีนเริ่มใช้กลไกทุนนิยม ในการขับเคลื่อนประเทศแล้ว
แต่เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะในระหว่างทาง จีนเจอกับปัญหารัฐวิสาหกิจนอกตลาดที่ขาดทุนย่อยยับ เพราะตามกลไกตลาดไม่ทัน และบริหารไม่มีประสิทธิภาพ
จนรัฐบาลจีนในยุคนั้น ตัดสินใจปิดบริษัทที่ขาดทุนทิ้งไป ปล่อยให้ล้มละลาย หรือควบรวมกิจการ
ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปิดทางให้ภาคเอกชนของจีน ก้าวเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
ส่วนรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ เช่น พลังงาน โทรคมนาคม รัฐบาลจีนก็ยังคงดูแลอยู่
ในปี 2001 จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้จีน เริ่มเข้ามาเปลี่ยนเกมการค้าโลก
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของยุค Made in China..
โดยจีนสามารถไต่จากผู้ส่งออกอันดับ 10 ขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอันดับ 6 ของโลก ในเวลาเพียง 1 ปีหลังเข้าร่วม WTO
และในปี 2009 จีนขึ้นครองบัลลังก์ผู้ส่งออกเบอร์ 1 ของโลกได้สำเร็จ แซงเจ้าตลาดเดิม ทั้งสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น
ซึ่งนี่คือจุดที่จีน กลายเป็นโรงงานของโลกโดยสมบูรณ์..
มาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่า ที่จีนกลายมาเป็นโรงงานของโลกได้นั้น มาจากการที่มีทรัพยากรมนุษย์มหาศาล และมีค่าแรงราคาถูก
แต่ต้องบอกว่า หากเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว ค่าแรงของคนจีน ก็ไม่ได้ถูกที่สุด ทั้งยังเกาะกลุ่มกับประเทศที่เป็นฐานการผลิตสำคัญ อย่างอินเดียและเวียดนามด้วย
นอกจากนี้ ในปี 2010 ค่าแรงของจีน ได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนี่คือสัญญาณที่บอกว่า ยุคแห่งค่าแรงวันละ 1 ดอลลาร์สหรัฐนั้น สิ้นสุดลงแล้ว..
ประกอบกับการที่สหรัฐอเมริกา เริ่มใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้มีการคาดการณ์กันว่า จีนกำลังจะเสียความสามารถในการส่งออกไป
แต่หากมองย้อนกลับไป ตัวเลขมูลค่าการส่งออกของจีน กลับแทบไม่ได้รับผลกระทบ ซ้ำยังทำสถิติสูงสุดใหม่ ในปี 2025 อีกด้วย
นั่นแสดงให้เห็นว่า ค่าแรงที่สูงขึ้น และการกีดกันทางการค้านั้น ไม่สามารถทำอะไรจีนได้เลย
โดยที่จีนยังสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออก จนทิ้งห่างประเทศอื่น ๆ ได้มากขึ้นไปอีก
ในขณะเดียวกันเมื่อคนจีนมีรายได้มากขึ้น ก็มีกำลังซื้อมากขึ้น ซึ่งก็หมายถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
คำถามคือ แล้วจีนทำได้อย่างไร ?
คำตอบเดียวเลย คือ.. เทคโนโลยี
ที่ผ่านมา จีนเริ่มประสบปัญหาเดียวกับที่หลายประเทศกำลังเจออยู่ในตอนนี้ นั่นคืออัตราการเกิดที่ลดลง
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการลงทุนพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ หรือ Smart Factory จากเดิมที่ผลิตด้วยมือ มาเป็นผลิตด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ
เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้โรงงานของโลกแห่งนี้ สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น ในเวลาที่ลดลง
ที่สำคัญ จีนได้เปลี่ยนตัวเองจากผู้รับจ้างผลิตสินค้า ที่มีอัตรากำไรต่ำ มาเป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้
ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน หุ่นยนต์ และเครื่องจักรความแม่นยำสูง (Precision Machineries)
โดยจีนยังได้นำหุ่นยนต์และ AI เข้ามาใช้ในโรงงานมากขึ้น เพื่อยกระดับการผลิต และควบคุมคุณภาพอีกด้วย
ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้แทบไม่มีข้อจำกัดทางชีวภาพ ไม่มีความเหนื่อยล้า ทั้งยังสามารถเรียนรู้ และทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย
โดยในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา จีนมีโรงงานอัจฉริยะกว่า 30,000 แห่ง ครอบคลุม 80% ของภาคการผลิตที่สำคัญของจีน
และมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2040 หุ่นยนต์เพียง 1 ตัว จะทำงานเทียบเท่ามนุษย์ถึง 3 คน
หนึ่งในตัวอย่างของผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมนี้ ก็คือ Midea ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติจีน ที่หลังจากเข้าซื้อกิจการ KUKA แบรนด์หุ่นยนต์แขนกลชั้นนำของเยอรมนี
Midea ก็ได้นำ Know-How ต่าง ๆ ของ KUKA มาพัฒนาร่วมกับระบบสายพานการผลิตของตัวเอง ให้ทำงานร่วมกับ AI ได้เกือบ 100%
โดย Midea ยังได้ส่งออกเทคโนโลยีแขนกลนี้ไปใช้ในฐานการผลิตทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นการตอกย้ำให้โลกเห็นว่า โครงสร้างการส่งออกของจีนนั้น เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
จากประเทศผู้รับจ้างผลิตสินค้าราคาถูก ในวันนี้จีนกลายมาเป็นผู้เล่นสำคัญในสมรภูมิเทคโนโลยีการผลิตแห่งอนาคต ไปเรียบร้อยแล้ว
โดยนับตั้งแต่ปี 1992 ถึง 2024 มูลค่าการส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของจีน เติบโตเฉลี่ย 16.4% ต่อปี ขณะที่ฝั่งรถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้านั้นเติบโตเฉลี่ย 16.7% ต่อปี
หรือสรุปได้ว่า การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงของจีนนั้น เติบโตขึ้นแบบติดจรวด..
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือการที่จีนไม่ได้เพียงแค่ขยับจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต ไปเป็นผู้ส่งออกสินค้าไฮเทคเท่านั้น
แต่เป็นการที่จีน กำลังก้าวขึ้นไปเป็นเจ้าของระบบนิเวศด้านการผลิตสินค้าของโลก
คำว่า Made in China ที่ครั้งหนึ่ง เคยเป็นสัญลักษณ์ของสินค้าราคาถูก กำลังจะเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ของโครงสร้างพื้นฐานการผลิตยุคใหม่ ที่ทุกประเทศอาจต้องพึ่งพา..
Reference
- INSIGHTS ON NEW CHINA ECONOMY EP.1 : จีนกำลังชะลอตัว หรือโลกกำลังประเมินจีนต่ำเกินไป ?

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon