จาก Made in China สู่ Made by China เดิมพันของจีน สร้างแบรนด์ระดับโลก

จาก Made in China สู่ Made by China เดิมพันของจีน สร้างแบรนด์ระดับโลก

จาก Made in China สู่ Made by China เดิมพันของจีน สร้างแบรนด์ระดับโลก /โดย ลงทุนแมน
หลายคนมักคุ้นเคยกับคำว่า Made in China เป็นอย่างดี เพราะสินค้าเกือบทั้งหมดที่เราใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์จากประเทศไหนก็ตาม ก็ล้วนถูกผลิตในจีนทั้งสิ้น
แม้ในเวลาต่อมา จะเริ่มมีแบรนด์ของจีนเกิดขึ้นมาบ้าง
แต่ก็มักจะถูกมองว่าเป็นของเลียนแบบราคาถูกเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กำลังกลับตาลปัตร..
จากที่เคยเป็นผู้ผลิตสินค้าให้แบรนด์จากประเทศอื่น ๆ
แต่หลังจากนี้จีนกำลังเป็นเจ้าของแบรนด์ ด้วยตัวเองแล้ว
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในอดีตโลกการค้านั้น มีการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน
โดยยุโรปเป็นผู้ครองตลาดสินค้าหรูหรา (Luxury Brands) และสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ครองตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Brands)
ส่วนจีนนั้นทำหน้าที่เป็นโรงงาน ที่คอยรับจ้างผลิตและประกอบสินค้าให้แก่ประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Made in China
การผูกตัวเองอยู่กับ Made in China นั้น ทำให้จีนต้องเผชิญกับกับดักทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการเติบโตที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยมาก
แต่กลับมีต้นทุนที่ต้องจ่ายสูงในรูปของปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของผู้คน จากมลพิษที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม
สวนทางกับชาติตะวันตก ที่เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรม ผู้ออกแบบ เจ้าของแบรนด์ ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า
แต่หลังจากติดหล่มในกับดักนี้มานาน จีนก็เริ่มหาทางออก
คำถามคือ แล้วจีนทำอย่างไร ?
ในระยะแรก จีนใช้ประเด็นเรื่องกำลังซื้อของประชากรที่มีอยู่มหาศาลเป็นเครื่องมือ
โดยกำหนดเงื่อนไขให้แบรนด์ต่างชาติ ที่ต้องการเจาะตลาดจีน จะต้องนำเทคโนโลยีของตนเองเข้ามาด้วย
ซึ่งหลายเทคโนโลยีที่เข้ามานี้ ได้กลายเป็นฐานในการพัฒนาอุตสาหกรรมฝั่งต้นน้ำ (Upstream) ของจีนให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
แต่หลังจากที่เกิดวิกฤติการเงินเอเชียในปี 1997 ซึ่งคนไทยรู้จักกันในชื่อวิกฤติต้มยำกุ้ง
จีนจึงเริ่มตระหนักถึงความเปราะบางจากการพึ่งพาเงินทุนต่างชาติ ประกอบกับการแข่งขันภายในประเทศที่ค่อนข้างรุนแรง
จีนจึงเปลี่ยนทิศทางนโยบายมาเป็นการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจ ไปลงทุนในต่างประเทศแทน (Go Global)
โดยในช่วงปี 2002-2012 มูลค่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของจีน เพิ่มขึ้นจาก 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเป็น 84,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 30 เท่า ในเวลาเพียง 10 ปี
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ กลยุทธ์ที่จีนใช้ในการบุกตลาดโลก..
แทนที่จะไปแข่งในสมรภูมิที่มีอยู่แล้ว จีนกลับเลือกไปสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
ในวงการรถยนต์สันดาปที่เราใช้กันอยู่นั้น ถูกผูกขาดโดยผู้เล่นจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป ขณะที่ EV ยังมีผู้เล่นไม่มากนัก
ซึ่งจีนใช้เวลาเพียง 5 ปี ในการไต่อันดับผู้ส่งออกรถยนต์ จากอันดับ 6 มาเป็นอันดับ 1 ของโลก
นอกจากนี้ จีนยังมีการทุ่มงบประมาณด้าน R&D มหาศาล
โดยในปี 2024 งบ R&D ของจีนพุ่งสูงถึง 785,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะเมืองเซินเจิ้นที่งบวิจัยนั้นสูงถึง 6% ของ GDP
การเลือกที่จะแข่งด้วยเทคโนโลยีนั้น กลายเป็นการพลิกกลยุทธ์อย่างสิ้นเชิงของจีน
จากเดิมที่ผลิตของที่ดีพอใช้ แล้วขายในราคาถูก
มาเป็นสู้ด้วยนวัตกรรม และภาพลักษณ์แบรนด์
ตัวอย่างเช่น BYD ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายรวมแล้วกว่า 16 ล้านคันทั่วโลก
ความได้เปรียบของ BYD นั้น มาจากการที่เป็นผู้ครอบครองเทคโนโลยี ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำด้วยตัวเอง
โดย BYD เป็นบริษัทเดียวในอุตสาหกรรม ที่เป็นผู้ถือครองเทคโนโลยีแบตเตอรี่ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้า
นอกจากนี้ ด้วยความที่ประเทศจีนเองมีห่วงโซ่อุปทาน ของยานยนต์พลังงานใหม่ที่ครบวงจรที่สุดในโลก
ทำให้ BYD มีความได้เปรียบจนสามารถผลิตรถยนต์ในรูปแบบ Mass Production ได้ โดยมีต้นทุนที่ต่ำกว่าผู้ผลิตรายอื่น และสามารถกดราคารถยนต์ให้ต่ำกว่าคู่แข่ง ช่วยให้เข้าไปชิงส่วนแบ่งการตลาดในต่างประเทศได้
และถ้าหากมาพูดเรื่องของแบรนด์นั้น แม้คนไทยจะคุ้นเคยกับ BYD Ocean ซึ่งเป็นซีรีส์ที่ถูกส่งออกมาขายนอกประเทศจีน เช่น Dolphin, Sealion หรือ Seal
แต่จริง ๆ แล้ว BYD ยังมีแบรนด์ย่อยอีกมากมาย ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น
- Fang Cheng Bao แบรนด์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อผลิตรถยนต์ที่โดดเด่นเรื่องสมรรถนะ และคุณภาพการขับขี่ที่สูงมาก
- Denza แบรนด์คุณภาพสูงระดับพรีเมียม (High-Quality Segment) ที่เริ่มมีการมาบุกตลาดไทยแล้ว
- Yangwang แบรนด์หรูหรา (Luxury Segment) ที่เริ่มบุกตลาดตั้งแต่ปี 2023 ที่ผ่านมา
ความสำเร็จของ BYD ทำให้สรุปได้ว่า จากเดิมที่เป็นผู้รับจ้างผลิต หรือมีเพียงแบรนด์เลียนแบบราคาถูกเมื่อหลายสิบปีก่อน
ในวันนี้จีนได้กลายมาเป็นเจ้าของแบรนด์ที่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง มี Pricing Power ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม เหมือนที่ชาติตะวันตกเคยมี
ที่สำคัญธุรกิจของจีน มีฐานการผลิตอยู่นอกประเทศมากมาย ซึ่งสวนทางกับอดีตอย่างสิ้นเชิง
จาก Made in China ในวันนั้น จีนได้เปลี่ยนตัวเองมาเป็น Made by China ได้แล้วในวันนี้..
Reference
- INSIGHTS ON NEW CHINA ECONOMY EP.4 : ทำไม “ว่าที่” แบรนด์โลก ถึงซ่อนอยู่ในจีน ?

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon