
ทำไมมนุษยชาติ ขาด SpaceX ไม่ได้ ? จาก Starlink สู่ TERAFAB
ทำไมมนุษยชาติ ขาด SpaceX ไม่ได้ ? จาก Starlink สู่ TERAFAB /โดย ลงทุนแมน
นี่คือบทความที่ลงทุนแมนแนะนำให้อ่าน เป็นบทความที่เขียนไปแล้วรู้สึกตื่นเต้นไปมากที่สุดบทความหนึ่ง อาจเป็นเพราะเรื่องราวนี้ ตัวเองก็คอยลุ้นไปด้วยว่าจะจบอย่างไร
ลองนึกภาพบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งไม่นาน ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทที่ปล่อยจรวดที่ขึ้นบ่อยที่สุดในโลก
เป็นเจ้าของดาวเทียมเกินครึ่งหนึ่งของดาวเทียมที่ยังทำงานอยู่ทั้งหมดบนท้องฟ้า
กำลังจะสร้าง “โรงงานชิป TERAFAB” ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
และวางแผนยิง “ดาต้าเซ็นเตอร์” ขึ้นไปลอยอยู่ในอวกาศ
ทั้งหมดนี้คือบริษัทเดียวกัน ชื่อว่า SpaceX
และในวันที่ 12 มิถุนายน 2026 บริษัทนี้กำลังจะเข้าตลาดหุ้น ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
หรือราว 60 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทำให้มันเป็นหนึ่งใน IPO ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมา
หรือราว 60 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทำให้มันเป็นหนึ่งใน IPO ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมา
แต่ก่อนจะไปดูตัวเลข เราต้องเข้าใจ “แก่นความเชื่อ” ของบริษัทนี้ก่อน
เพราะ SpaceX ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทำกำไรเป็นอันดับแรก
มันถูกสร้างมาด้วยความเชื่อข้อเดียวของ Elon Musk ที่ว่า
มันถูกสร้างมาด้วยความเชื่อข้อเดียวของ Elon Musk ที่ว่า
มนุษย์ไม่ควรเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนดาวดวงเดียว
เพราะถ้าวันหนึ่งโลกเกิดหายนะ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม โรคระบาด หรืออุกกาบาต
อารยธรรมทั้งหมดของมนุษย์ก็จะจบลงพร้อมกัน
อารยธรรมทั้งหมดของมนุษย์ก็จะจบลงพร้อมกัน
เป้าหมายสูงสุดของ SpaceX จึงคือ การทำให้มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลายดาวเคราะห์ (Multiplanetary)
โดยมีดาวอังคารเป็นดาวสำรองของโลก
โดยมีดาวอังคารเป็นดาวสำรองของโลก
ฟังดูเพ้อฝัน แต่ทุกอย่างที่ SpaceX ทำ ล้วนเป็นบันไดที่ปูทางไปสู่เป้าหมายนี้ทั้งสิ้น
แล้วเรื่องราวมันเชื่อมโยงกันอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ถ้าจะไปดาวอังคาร ก่อนอื่นต้องมีเงิน
และเครื่องพิมพ์เงินของ SpaceX ในวันนี้ ไม่ใช่จรวด แต่คือ “อินเทอร์เน็ตดาวเทียม” ที่ชื่อ Starlink
และเครื่องพิมพ์เงินของ SpaceX ในวันนี้ ไม่ใช่จรวด แต่คือ “อินเทอร์เน็ตดาวเทียม” ที่ชื่อ Starlink
จากเอกสารยื่น IPO (S-1) ที่เพิ่งเปิดเผยออกมา
- ปี 2025 SpaceX มีรายได้รวมราว 18,700 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 14,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 หรือโตขึ้นกว่า 30%
- ในจำนวนนี้ Starlink ทำรายได้ถึง 11,400 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 61% ของรายได้ทั้งบริษัท
- และที่สำคัญ Starlink เป็นธุรกิจเดียว ที่ทำกำไรจากการดำเนินงานได้จริง ราว 4,400 ล้านดอลลาร์
เมื่อต้นปี 2026 Starlink มีลูกค้าทะลุ 10 ล้านราย ใน 160 ประเทศทั่วโลก
แต่ถ้าดูตามมาตรฐานบัญชี GAAP บริษัทยังขาดทุนสุทธิอยู่ราว 4,900 ล้านดอลลาร์ในปี 2025
สาเหตุหลักมาจากค่าเสื่อมราคาของดาวเทียมจำนวนมหาศาล ค่าหุ้นพนักงาน และเงินลงทุนใน AI
สาเหตุหลักมาจากค่าเสื่อมราคาของดาวเทียมจำนวนมหาศาล ค่าหุ้นพนักงาน และเงินลงทุนใน AI
พูดง่าย ๆ คือ บริษัทมีกระแสเงินสดเป็นบวกแล้ว แต่ยังขาดทุนในทางบัญชี เพราะกำลัง “ลงทุนหนัก” เพื่ออนาคต
และอนาคตที่ว่า ก็เริ่มต้นจากความได้เปรียบที่คู่แข่งตามแทบไม่ทัน สิ่งนี้เรียกว่า Moat
Moat ข้อแรก ต้นทุนการยิงจรวดที่ถูกจนน่าตกใจ
หัวใจของ SpaceX คือจรวดที่ “ใช้ซ้ำได้”
ในอดีต การยิงจรวดเหมือนการขับเครื่องบินไปครั้งเดียวแล้วทิ้งทั้งลำ
แต่ SpaceX ทำให้จรวด Falcon 9 บินกลับมาลงจอดเองได้ และนำกลับมาใช้ใหม่
แต่ SpaceX ทำให้จรวด Falcon 9 บินกลับมาลงจอดเองได้ และนำกลับมาใช้ใหม่
มีบูสเตอร์ลำหนึ่ง (รหัส B1067) ที่ถูกใช้ซ้ำไปแล้วถึง 30 ครั้ง
ผลลัพธ์คือต้นทุนการส่งของขึ้นวงโคจรต่ำ ที่เหลือเพียงราว 2,700 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม
ในขณะที่คู่แข่งทั่วไปยังคิดอยู่ที่ 10,000–25,000 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม
ส่วนกระสวยอวกาศของ NASA ในอดีต เคยมีต้นทุนสูงถึง 54,500 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม
และนี่ยังไม่ใช่จุดต่ำสุด
เพราะจรวดรุ่นใหม่ Starship ที่ใช้ซ้ำได้ทั้งลำ ตั้งเป้าต้นทุนไว้ที่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม
หรือถูกลงอีกหลายสิบเท่า
เพราะจรวดรุ่นใหม่ Starship ที่ใช้ซ้ำได้ทั้งลำ ตั้งเป้าต้นทุนไว้ที่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม
หรือถูกลงอีกหลายสิบเท่า
ต้นทุนที่ถูกนี้เอง คือสิ่งที่ปลดล็อกทุกอย่างที่จะเล่าต่อไป
Moat ข้อสอง กองทัพดาวเทียม 9,600 ดวง
ปัจจุบัน Starlink มีดาวเทียมในวงโคจรต่ำ (LEO) อยู่กว่า 9,600 ดวง
เพื่อให้เห็นภาพ ตัวเลขนี้คิดเป็นราว 66% ของดาวเทียมที่ยังทำงานอยู่ทั้งหมดบนโลก
แปลว่า ถ้ามองขึ้นไปบนฟ้าแล้วเจอดาวเทียมที่ยังเปิดอยู่ 3 ดวง จะมี 2 ดวงเป็นของ SpaceX
แล้วถ้าคู่แข่งอยากทำแบบนี้บ้าง ต้องใช้เงินเท่าไร ?
นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุด
เพราะการสร้างกลุ่มดาวเทียมระดับนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “มีเงิน” แล้วทำได้
ปี 2025 SpaceX ยิงจรวด Falcon 9 ไปทั้งหมด 165 ครั้ง
แต่ในจำนวนนี้ มีเพียง 43 ครั้งที่เป็นการยิงให้ลูกค้าภายนอก
ส่วนที่เหลืออีกราว 3 ใน 4 คือการยิงดาวเทียม Starlink ของตัวเอง
แต่ในจำนวนนี้ มีเพียง 43 ครั้งที่เป็นการยิงให้ลูกค้าภายนอก
ส่วนที่เหลืออีกราว 3 ใน 4 คือการยิงดาวเทียม Starlink ของตัวเอง
นั่นหมายความว่า SpaceX มีทั้งจรวดของตัวเอง โรงงานผลิตดาวเทียมของตัวเอง และยิงให้ตัวเองในราคาทุน
คู่แข่งที่ต้องไปจ้างคนอื่นยิง ย่อมแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง เพราะจ่ายแพงกว่าตั้งแต่ก้าวแรก
ต่อให้คู่แข่งมีเงินเป็นแสนล้านดอลลาร์ ก็ยังติดกำแพงอีกหลายชั้น
- ต้องสร้างจรวดที่ใช้ซ้ำได้ ซึ่งใช้เวลาพัฒนานับสิบปี (Blue Origin ยังสะดุดอยู่เลย)
- ต้องได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่และวงโคจร ซึ่งของดีถูกจองไปเยอะแล้ว
- ต้องยิงให้ได้เร็วพอ เพราะดาวเทียม LEO มีอายุแค่ราว 5 ปี ก็ต้องเปลี่ยนชุดใหม่
- ต้องสร้างจรวดที่ใช้ซ้ำได้ ซึ่งใช้เวลาพัฒนานับสิบปี (Blue Origin ยังสะดุดอยู่เลย)
- ต้องได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่และวงโคจร ซึ่งของดีถูกจองไปเยอะแล้ว
- ต้องยิงให้ได้เร็วพอ เพราะดาวเทียม LEO มีอายุแค่ราว 5 ปี ก็ต้องเปลี่ยนชุดใหม่
พูดง่าย ๆ คือ เงินซื้อจรวดได้ แต่เงินซื้อเวลา และความถี่ในการยิงที่สั่งสมมาเป็นสิบปีไม่ได้
นี่จึงเป็น Moat ที่ลึกที่สุดของ SpaceX
ในวงการอวกาศ มีสองชื่อที่นักลงทุนพูดถึงบ่อย คือ Rocket Lab และ ASTS
แล้ว 2 บริษัทนี้ เป็นศัตรูหรือเพื่อน ?
แล้ว 2 บริษัทนี้ เป็นศัตรูหรือเพื่อน ?
Rocket Lab คือบริษัทที่ใกล้เคียงกับการเป็น “คู่แข่งสายตรง” ที่สุด
มีจรวดเล็กชื่อ Electron ที่ประสบความสำเร็จดี และกำลังพัฒนาจรวดกลางชื่อ Neutron ที่จะเปิดตัวปลายปี 2026
มีจรวดเล็กชื่อ Electron ที่ประสบความสำเร็จดี และกำลังพัฒนาจรวดกลางชื่อ Neutron ที่จะเปิดตัวปลายปี 2026
ถ้า Neutron บินสำเร็จ Rocket Lab จะกลายเป็น “ทางเลือกฝั่งตะวันตกเพียงเจ้าเดียว” ที่ยิงสัมภาระขนาดกลางแข่งกับ SpaceX ได้
แต่ในปี 2025 Rocket Lab ยิงได้แค่ 21 ครั้ง เทียบกับ SpaceX ที่ยิง 165 ครั้ง
ยังห่างกันคนละชั้น
ยังห่างกันคนละชั้น
ASTS เลือกเล่นอีกเกมหนึ่ง คือทำดาวเทียมที่เชื่อมต่อกับมือถือธรรมดาได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ
มีพาร์ตเนอร์เป็น AT&T และ Verizon และได้ใบอนุญาตเชิงพาณิชย์จาก FCC เมื่อเมษายน 2026
มีพาร์ตเนอร์เป็น AT&T และ Verizon และได้ใบอนุญาตเชิงพาณิชย์จาก FCC เมื่อเมษายน 2026
แต่บริษัทยังมีรายได้น้อยมาก (ราว 18 ล้านดอลลาร์) และเพิ่งเจอปัญหาดาวเทียมเข้าวงโคจรไม่สมบูรณ์
สรุปคือ ทั้งคู่เป็นทั้งคู่แข่งและตัวเสริมในเวลาเดียวกัน
พวกเขาแข่งกับ SpaceX ในบางเกม Rocket Lab แข่งเรื่องการยิง, ASTS แข่งเรื่องสัญญาณตรงถึงมือถือ
แต่ในภาพใหญ่ พวกเขาช่วยกัน “ขยายเศรษฐกิจอวกาศ” ให้ใหญ่ขึ้น พิสูจน์ว่าธุรกิจอวกาศทำเงินได้จริง
และช่วยให้รัฐบาลกล้ากระจายสัญญาให้หลายเจ้า แทนที่จะฝากชีวิตไว้กับ SpaceX เพียงรายเดียว
และช่วยให้รัฐบาลกล้ากระจายสัญญาให้หลายเจ้า แทนที่จะฝากชีวิตไว้กับ SpaceX เพียงรายเดียว
วงการอวกาศที่มีผู้เล่นหลายเจ้า ย่อมแข็งแรงกว่าวงการที่มีแค่เจ้าเดียว
ธุรกิจที่ใหญ่มากต่อมาคือ การยิงดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นอวกาศ
แต่คำถามคือ ทำได้จริงหรือไม่ ?
แต่คำถามคือ ทำได้จริงหรือไม่ ?
นี่คือเรื่องที่ฟังดูบ้าที่สุด แต่กำลังเกิดขึ้นจริง
โลกของ AI กำลังหิวพลังงานอย่างมหาศาล
ดาต้าเซ็นเตอร์บนพื้นดินกำลังเจอปัญหา ทั้งไฟไม่พอ น้ำหล่อเย็นไม่พอ และชาวบ้านต่อต้านการสร้าง
ดาต้าเซ็นเตอร์บนพื้นดินกำลังเจอปัญหา ทั้งไฟไม่พอ น้ำหล่อเย็นไม่พอ และชาวบ้านต่อต้านการสร้าง
แล้วถ้าเรายกมันขึ้นไปไว้บนอวกาศล่ะ ?
ในอวกาศมีแสงอาทิตย์ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีกลางคืน ทำไห้มีต้นทุนพลังงานที่ถูกมาก
และความเย็นของอวกาศก็ช่วยระบายความร้อนได้
และความเย็นของอวกาศก็ช่วยระบายความร้อนได้
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี เพราะมันเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
- บริษัทสตาร์ตอัปชื่อ Starcloud ส่งการ์ดจอ NVIDIA H100 ขึ้นไปทำงานในอวกาศสำเร็จครั้งแรก เมื่อพฤศจิกายน 2025
- เดือนกุมภาพันธ์ 2026 กลายเป็นเดือนแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศหลายเจ้ารันงานจริงพร้อมกัน
- บริษัทสตาร์ตอัปชื่อ Starcloud ส่งการ์ดจอ NVIDIA H100 ขึ้นไปทำงานในอวกาศสำเร็จครั้งแรก เมื่อพฤศจิกายน 2025
- เดือนกุมภาพันธ์ 2026 กลายเป็นเดือนแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศหลายเจ้ารันงานจริงพร้อมกัน
และ SpaceX เองก็ลงสนามเต็มตัว
- เมื่อ 30 มกราคม 2026 SpaceX ยื่นขออนุญาตต่อ FCC เพื่อส่งดาวเทียมดาต้าเซ็นเตอร์ “มากถึง 1 ล้านดวง”
- โดยตั้งเป้าว่าการยิงวัสดุ 1 ล้านตันต่อปี จะให้พลังประมวลผล AI ได้ถึง 100 กิกะวัตต์
- เมื่อ 30 มกราคม 2026 SpaceX ยื่นขออนุญาตต่อ FCC เพื่อส่งดาวเทียมดาต้าเซ็นเตอร์ “มากถึง 1 ล้านดวง”
- โดยตั้งเป้าว่าการยิงวัสดุ 1 ล้านตันต่อปี จะให้พลังประมวลผล AI ได้ถึง 100 กิกะวัตต์
แล้วดาตาเซ็นเตอร์ในอวกาศต้นทุนถูกกว่าบนดินจริงไหม ?
คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับว่าค่ายิงจรวดถูกแค่ไหน”
ในแง่ค่าพลังงาน Starcloud เคลมว่าคลัสเตอร์ขนาด 40 เมกะวัตต์ ตลอด 10 ปี อาจมีต้นทุนแค่ราว 8 ล้านดอลลาร์ในอวกาศ เทียบกับ 167 ล้านดอลลาร์บนพื้นดิน หรือถูกกว่าราว 20 เท่า เฉพาะค่าพลังงาน
แต่ฝั่งที่มองต่างก็มี บางคนประเมินว่าการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศจะยังไม่คุ้ม เพราะค่าสร้างดาวเทียมและค่ายิงยังสูงมาก
จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่ Starship
ถ้าค่ายิงลงมาเหลือราว 500 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ต้นทุนพลังงานในอวกาศจะเหลือราว 0.05 ดอลลาร์ต่อหน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) ซึ่งจะเสมอกันกับบนพื้นดินทันที
ไม่ต้องแย่งไฟกับชาวบ้าน ไม่ต้องใช้น้ำหล่อเย็น ไม่ต้องรอขอเชื่อมสายส่งไฟเป็นปี ๆ
พูดสั้น ๆ คือ ถ้า Starship ทำให้ค่ายิงถูกลงได้จริง การเอาดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นอวกาศจะกลายเป็นเรื่องคุ้มทันที
ดังนั้นต่อไปนี้ ถ้าเราได้ยินข่าวการทดสอบยาน Starship ขอให้รู้ไว้ว่านี่คืออนาคตของโลก
และอนาคตที่สำคัญและใหญ่ไม่แพ้กันคือ TERAFAB
โรงงานชิปที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่บ้าพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์จะเคยคิดสร้างขึ้นมา
ถ้าค่ายิงลงมาเหลือราว 500 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ต้นทุนพลังงานในอวกาศจะเหลือราว 0.05 ดอลลาร์ต่อหน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) ซึ่งจะเสมอกันกับบนพื้นดินทันที
ไม่ต้องแย่งไฟกับชาวบ้าน ไม่ต้องใช้น้ำหล่อเย็น ไม่ต้องรอขอเชื่อมสายส่งไฟเป็นปี ๆ
พูดสั้น ๆ คือ ถ้า Starship ทำให้ค่ายิงถูกลงได้จริง การเอาดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นอวกาศจะกลายเป็นเรื่องคุ้มทันที
ดังนั้นต่อไปนี้ ถ้าเราได้ยินข่าวการทดสอบยาน Starship ขอให้รู้ไว้ว่านี่คืออนาคตของโลก
และอนาคตที่สำคัญและใหญ่ไม่แพ้กันคือ TERAFAB
โรงงานชิปที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่บ้าพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์จะเคยคิดสร้างขึ้นมา
ถ้าจะมีทั้งดาวเทียมเป็นล้านดวง และดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศ
SpaceX ต้องการ “ชิป” จำนวนมหาศาล
SpaceX ต้องการ “ชิป” จำนวนมหาศาล
ปัญหาคือ ชิป AI ทั่วโลกกำลังขาดแคลนอย่างหนัก ต้องไปต่อคิวซื้อจาก TSMC ที่คิวเต็มไปหลายปี
Elon Musk จึงตัดสินใจสร้างโรงงานชิปของตัวเอง ชื่อว่า TERAFAB
TERAFAB เป็นการร่วมทุนระหว่าง SpaceX, Tesla และ xAI (ซึ่งถูกควบรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ SpaceX แล้ว)
โดยมี Intel เข้าร่วมในเดือนเมษายน 2026 เพื่อช่วยด้านการผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับ 2 นาโนเมตร
โดยมี Intel เข้าร่วมในเดือนเมษายน 2026 เพื่อช่วยด้านการผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับ 2 นาโนเมตร
เป้าหมายของมัน Musk บอกเองว่า อยากให้ผลิตได้ถึง 1 เทระวัตต์ของพลังประมวลผลต่อปี
หรือคิดเป็นชิป 100,000–200,000 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งอาจมากกว่ากำลังผลิตชิป AI ของผู้ผลิตรายใหญ่ในปัจจุบันถึง 50 เท่า
หรือคิดเป็นชิป 100,000–200,000 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งอาจมากกว่ากำลังผลิตชิป AI ของผู้ผลิตรายใหญ่ในปัจจุบันถึง 50 เท่า
TERAFAB จะปฏิวัติการสร้างชิปอย่างไร ?
หัวใจของ TERAFAB คือคำว่า “รวมทุกอย่างไว้ใต้หลังคาเดียว”
ปกติการผลิตชิปต้องส่งของไปมาหลายโรงงาน หลายประเทศ
- ออกแบบที่หนึ่ง
- ผลิตแผ่นเวเฟอร์อีกที่หนึ่ง (เช่น TSMC ที่ไต้หวัน)
- ผลิตหน่วยความจำอีกที่
- แล้วเอามาประกอบ (packaging) อีกที่
- ออกแบบที่หนึ่ง
- ผลิตแผ่นเวเฟอร์อีกที่หนึ่ง (เช่น TSMC ที่ไต้หวัน)
- ผลิตหน่วยความจำอีกที่
- แล้วเอามาประกอบ (packaging) อีกที่
แต่ TERAFAB จะรวม การออกแบบ การผลิต การทำหน่วยความจำ และการประกอบขั้นสูง ไว้ในที่เดียว
นี่คือแนวคิด Vertical Integration แบบสุดขั้ว เหมือนที่ Tesla เคยทำกับการสร้างรถ
ผลคือ ตัดตัวกลางออก ลดการพึ่งพาคนอื่น และทำให้ออกแบบชิปเฉพาะทางได้เร็วขึ้นมาก
ผลคือ ตัดตัวกลางออก ลดการพึ่งพาคนอื่น และทำให้ออกแบบชิปเฉพาะทางได้เร็วขึ้นมาก
TERAFAB ต้องใช้เงินเท่าไร เทียบกับ Gigafactory ของ Tesla ?
ตัวเลขนี้คือสิ่งที่ทำให้คนทั้งวงการอึ้ง
จากเอกสารที่ยื่นต่อ Grimes County รัฐเท็กซัส
- เฟสแรกของ TERAFAB ใช้เงินราว 55,000 ล้านดอลลาร์
- ถ้ารวมทุกเฟส อาจสูงถึง 119,000 ล้านดอลลาร์
- และนักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า เวอร์ชันเต็มสเกลในอนาคต อาจแตะระดับ 5–13 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
- เฟสแรกของ TERAFAB ใช้เงินราว 55,000 ล้านดอลลาร์
- ถ้ารวมทุกเฟส อาจสูงถึง 119,000 ล้านดอลลาร์
- และนักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า เวอร์ชันเต็มสเกลในอนาคต อาจแตะระดับ 5–13 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
ทีนี้มาเทียบกับ Gigafactory ที่ผลิตรถ Tesla
โรงงาน Gigafactory หนึ่งแห่ง โดยทั่วไปใช้เงินลงทุนในระดับราว 5,000 ล้านดอลลาร์
โรงงาน Gigafactory หนึ่งแห่ง โดยทั่วไปใช้เงินลงทุนในระดับราว 5,000 ล้านดอลลาร์
แปลว่า แค่ “เฟสแรก” ของ TERAFAB ก็แพงกว่าการสร้าง Gigafactory ทั้งโรงงานราว 10 เท่า
และถ้าสร้างครบทุกเฟส ก็จะแพงกว่าราว 20 เท่า
และถ้าสร้างครบทุกเฟส ก็จะแพงกว่าราว 20 เท่า
TERAFAB จึงไม่ใช่แค่โรงงาน แต่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของ Musk นับตั้งแต่สร้าง Gigafactory แห่งแรก
แต่ทุกการเดิมพันของ Musk ที่ทุกคนหาว่าบ้า สุดท้ายแล้วมันมีผลลัพธ์บางอย่างที่เป็น Moat ให้ Musk เสมอ
เร็ว ๆ นี้เคยได้ยินข่าว ชิป DRAM และ HBM ที่ทำให้หุ้น Micron, SK Hynix, Samsung พุ่งไหม ?
TERAFAB จะผลิตชิปหลัก ๆ สามกลุ่ม
- ชิปประมวลผล (logic) สำหรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ FSD, รถ Cybercab และหุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla
- ชิปสำหรับดาวเทียมและระบบประมวลผลในอวกาศของ SpaceX ซึ่งต้องทนทานต่อรังสีในอวกาศ
- และที่สำคัญ คือ “หน่วยความจำ” รวมถึง HBM (High Bandwidth Memory) ที่ Micron, SK Hynix, Samsung ผลิต
- ชิปประมวลผล (logic) สำหรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ FSD, รถ Cybercab และหุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla
- ชิปสำหรับดาวเทียมและระบบประมวลผลในอวกาศของ SpaceX ซึ่งต้องทนทานต่อรังสีในอวกาศ
- และที่สำคัญ คือ “หน่วยความจำ” รวมถึง HBM (High Bandwidth Memory) ที่ Micron, SK Hynix, Samsung ผลิต
แล้ว HBM สำคัญอย่างไร ?
HBM คือหน่วยความจำความเร็วสูง ที่ชิป AI ทุกตัวขาดไม่ได้
และในปี 2025–2026 มันขาดตลาดอย่างหนักจนเป็นวิกฤต
และในปี 2025–2026 มันขาดตลาดอย่างหนักจนเป็นวิกฤต
บริษัทอย่าง Micron ขายกำลังผลิต HBM หมดเกลี้ยงไปจนถึงสิ้นปี 2026
ส่งผลให้รายได้พุ่งเกือบ 3 เท่า อัตรากำไรขั้นต้นทะลุ 74% และราคาหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล
ส่งผลให้รายได้พุ่งเกือบ 3 เท่า อัตรากำไรขั้นต้นทะลุ 74% และราคาหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล
สาเหตุที่ขาด เพราะการผลิต HBM กินกำลังการผลิตเวเฟอร์มากกว่าหน่วยความจำธรรมดา (DDR5) ถึงราว 3 เท่าต่อบิต
โรงงานเลยแห่กันไปผลิต HBM จนหน่วยความจำทั่วไปขาดตลาดตามไปด้วย
โรงงานเลยแห่กันไปผลิต HBM จนหน่วยความจำทั่วไปขาดตลาดตามไปด้วย
ดังนั้น ถ้า TERAFAB ผลิต HBM ได้จริง มันก็จะเป็นการเพิ่มกำลังผลิตให้กับสิ่งที่ตลาดต้องการที่สุด
แต่ต้องเข้าใจความจริงข้อหนึ่ง คือ การสร้างโรงงานชิปขั้นสูงใช้เวลานานกว่า 5 ปี
TERAFAB จึงไม่ทันบรรเทาวิกฤต HBM รอบนี้ที่ทำให้หุ้น Micron พุ่ง
มันเป็นการแก้ปัญหาของรอบถัดไปมากกว่า
TERAFAB จึงไม่ทันบรรเทาวิกฤต HBM รอบนี้ที่ทำให้หุ้น Micron พุ่ง
มันเป็นการแก้ปัญหาของรอบถัดไปมากกว่า
ภาพในอีก 10 ปีข้างหน้า SpaceX จะเริ่มเป็นบริษัทที่มนุษยชาติขาดไม่ได้
ถ้าลองเอาจิ๊กซอว์ทุกชิ้นมาต่อกัน แล้วจะเห็นภาพที่น่าทึ่ง
เพราะทุกธุรกิจของ Musk มันหมุนเป็นวงกลมที่ส่งเสริมกันเอง
จรวดที่ถูกลง จาก SpaceX
- ทำให้ยิงดาวเทียมและดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นอวกาศได้ในราคาถูก
- แต่ดาวเทียมและดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ชิปมหาศาล
- จึงต้องสร้างโรงงานชิป (TERAFAB) เอง
- ชิปจาก TERAFAB ก็กลับไปป้อนให้ทั้งดาวเทียม, AI, รถยนต์ และหุ่นยนต์
- AI และดาวเทียมก็ทำเงินกลับมาให้ลงทุนในจรวดและดาวอังคารต่อ
- ทำให้ยิงดาวเทียมและดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นอวกาศได้ในราคาถูก
- แต่ดาวเทียมและดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ชิปมหาศาล
- จึงต้องสร้างโรงงานชิป (TERAFAB) เอง
- ชิปจาก TERAFAB ก็กลับไปป้อนให้ทั้งดาวเทียม, AI, รถยนต์ และหุ่นยนต์
- AI และดาวเทียมก็ทำเงินกลับมาให้ลงทุนในจรวดและดาวอังคารต่อ
ในอีก 10 ปีข้างหน้า ความสัมพันธ์นี้จะชัดขึ้นเรื่อย ๆ
- อวกาศ จะกลายเป็นทั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์
- ชิป จะเป็นเชื้อเพลิงของทุกอย่าง ตั้งแต่รถยนต์ หุ่นยนต์ ไปจนถึงสมองของดาวเทียม
- ดาวเทียม จะเป็นทั้งตาที่มองเห็นโลก และเส้นเลือดที่ส่งข้อมูล
- และดาวอังคาร จะเป็นเป้าหมายปลายทาง ที่ทำหน้าที่เป็นดาวสำรองของอารยธรรมมนุษย์
- อวกาศ จะกลายเป็นทั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์
- ชิป จะเป็นเชื้อเพลิงของทุกอย่าง ตั้งแต่รถยนต์ หุ่นยนต์ ไปจนถึงสมองของดาวเทียม
- ดาวเทียม จะเป็นทั้งตาที่มองเห็นโลก และเส้นเลือดที่ส่งข้อมูล
- และดาวอังคาร จะเป็นเป้าหมายปลายทาง ที่ทำหน้าที่เป็นดาวสำรองของอารยธรรมมนุษย์
ทั้งหมดนี้ต้องการสิ่งเดียวร่วมกัน คือต้นทุนการขึ้นสู่อวกาศที่ถูกพอ
และคนที่ทำให้ต้นทุนนั้นถูกได้ ก็มีอยู่บริษัทเดียวในโลกตอนนี้
คือ SpaceX
คือ SpaceX
เพราะวันนี้ SpaceX ไม่ได้เป็นแค่บริษัทจรวด
มันคือทางด่วนเพียงเส้นเดียวที่เปิดให้มนุษย์เข้าถึงอวกาศได้ในราคาที่จับต้องได้
ถ้าไม่มี SpaceX ความฝันเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศ อินเทอร์เน็ตทั่วโลก หรือการไปดาวอังคาร ก็จะยังเป็นแค่นิยายวิทยาศาสตร์
เรื่องราวของ SpaceX จึงไม่ใช่แค่เรื่องของหุ้นตัวหนึ่งที่กำลังจะเข้าตลาด
แต่มันคือเรื่องราวของความเชื่อที่ว่า อารยธรรมมนุษย์ไม่ควรหยุดอยู่แค่บนภายใต้ชั้นบรรยากาศโลก
แต่มันคือเรื่องราวของความเชื่อที่ว่า อารยธรรมมนุษย์ไม่ควรหยุดอยู่แค่บนภายใต้ชั้นบรรยากาศโลก
ที่ว่างเหนือชั้นบรรยากาศออกไป สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ อารยธรรมที่เหนือกว่า และทำให้มนุษยชาติก้าวไปอีกขั้น
และไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับ Elon Musk หรือไม่
ก็ต้องยอมรับว่า เขาคือคนที่ทำให้อวกาศ กลายเป็นธุรกิจจริง ๆ ขึ้นมาได้สำเร็จ
ก็ต้องยอมรับว่า เขาคือคนที่ทำให้อวกาศ กลายเป็นธุรกิจจริง ๆ ขึ้นมาได้สำเร็จ
คำถามที่เหลืออยู่ จึงไม่ใช่ว่า นิยายอวกาศ มันจะเกิดขึ้นไหม
แต่เป็นมันจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหน ต่างหาก..
แต่เป็นมันจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหน ต่างหาก..
╴╴╴╴╴╴
โอกาสร่วมเป็นเจ้าของ SpaceX
กองทุน TLSPACE-X ค่าจัดการต่ำสุดในไทยในธีมอวกาศ
ยอด IPO ครบ 200 ล้าน ปิดรอบทันที ซื้อได้ที่ WealthX เท่านั้น
โอกาสร่วมเป็นเจ้าของ SpaceX
กองทุน TLSPACE-X ค่าจัดการต่ำสุดในไทยในธีมอวกาศ
ยอด IPO ครบ 200 ล้าน ปิดรอบทันที ซื้อได้ที่ WealthX เท่านั้น

-IPO 10 ถึง 15 มิ.ย. นี้ เตรียมพบกับกองทุน Series X ทางลัดสู่ ORBX ETF รวมหุ้นผู้นำอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ กับ TLSPACE-X ค่าจัดการต่ำสุดในกลุ่มกองทุนธีมอวกาศในไทย บนแอป WealthX เท่านั้น
✅ ค่าจัดการต่ำสุดในกลุ่มกองทุนธีมอวกาศในไทย
✅ มีนโยบาย Fast Entry นำหุ้น SpaceX เข้ากองทุน สูงสุด 20% ของพอร์ต
✅ เน้นอุตสาหกรรมอวกาศแบบ Pure Play
✅ มีนโยบาย Fast Entry นำหุ้น SpaceX เข้ากองทุน สูงสุด 20% ของพอร์ต
✅ เน้นอุตสาหกรรมอวกาศแบบ Pure Play
✅ ยกเว้นภาษีหุ้นนอกสูงสุด 35%
✅ ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
✅ ค่าธรรมเนียมซื้อลด 10% เฉพาะช่วง IPO
✅ ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ลด 50% ค่าธรรมเนียมซื้อ
✅ ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
✅ ค่าธรรมเนียมซื้อลด 10% เฉพาะช่วง IPO
✅ ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ลด 50% ค่าธรรมเนียมซื้อ
ทำไมต้อง ORBX ETF ?
ORBX คือกองทุน ETF ที่มีเกณฑ์คัดเลือกหุ้นอิงตามดัชนี Global X Space Tech ที่มีจุดเด่นคือ
1.ต้องเป็นตัวจริงในเศรษฐกิจอวกาศใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
จรวดขนส่ง
ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีอวกาศ
ดาวเทียมสื่อสาร
การสำรวจอวกาศ
จรวดขนส่ง
ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีอวกาศ
ดาวเทียมสื่อสาร
การสำรวจอวกาศ
2. ต้องเป็น Pure Play ด้านธุรกิจอวกาศ
บริษัทที่จะเข้ามาอยู่ในดัชนีได้ จะต้องมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอวกาศ ตั้งแต่ 50% ขึ้นไป
บริษัทที่จะเข้ามาอยู่ในดัชนีได้ จะต้องมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอวกาศ ตั้งแต่ 50% ขึ้นไป
3. ORBX มีค่าธรรมเนียมรวม (TER) 0.5% ต่อปี ซึ่งด้วยอัตรานี้จะต่ำกว่ากองทุน Active เช่น NASA ETF ที่อาศัยดุลยพินิจในการวิเคราะห์และปรับเปลี่ยนน้ำหนักหุ้นด้วยตัวเอง จะมีค่าธรรมเนียมต้นทางสูงถึง 0.94% ต่อปี
4. เกณฑ์ Fast Entry ลัดคิวนำหุ้น SpaceX เข้าพอร์ตทันที ไม่ต้องรอรอบ (คาดการณ์ปลายเดือน มิ.ย.69)
กองทุนเปิดเสนอขาย IPO ระหว่างวันที่ 10 ถึง 15 มิถุนายน นี้
หากยอดจองครบ 200 ล้านบาท จะปิดรอบทันที และรอบต่อ ๆ ไป บลจ.ทาลิสจะประกาศอีกครั้ง
หากยอดจองครบ 200 ล้านบาท จะปิดรอบทันที และรอบต่อ ๆ ไป บลจ.ทาลิสจะประกาศอีกครั้ง
TLSPACE-X บริหารโดย บลจ.ทาลิส เป็นทางลัดสู่กองทุน ORBX กองแรกในไทย และเป็นกองทุนธีม SPACE ที่มีค่าจัดการต่ำที่สุดในกลุ่มกองทุนธีมอวกาศในไทย ค่าจัดการ 0.79% ค่าใช้จ่ายรวม TER 0.98% โดยเปิดให้ซื้อที่ WealthX เท่านั้น
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกและหมวดอุตสาหกรรมในบางขณะ จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก จึงอาจเหมาะสำหรับการลงทุนในสัดส่วนเสริมของพอร์ต และไม่ควรใช้เป็นสัดส่วนหลักในพอร์ตลงทุน กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 6 มิ.ย. 2026
╴╴╴╴╴╴
หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงเพื่อให้ความรู้และเล่าเรื่อง ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขหลายส่วน โดยเฉพาะรายได้ มูลค่า IPO และโครงการ TERAFAB ดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศ เป็นข้อมูลที่ยังเปลี่ยนแปลงได้ ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนตัดสินใจใด ๆ
หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงเพื่อให้ความรู้และเล่าเรื่อง ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขหลายส่วน โดยเฉพาะรายได้ มูลค่า IPO และโครงการ TERAFAB ดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศ เป็นข้อมูลที่ยังเปลี่ยนแปลงได้ ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนตัดสินใจใด ๆ
ที่มาข้อมูล: เอกสารยื่น IPO (S-1) ของ SpaceX (ข้อมูล ณ 7 มิถุนายน 2026)