
ไทย เคยคิดจะสร้างโรงงานผลิตชิปเหมือน TSMC และ Samsung แต่ฝันสลาย ตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง
ไทย เคยคิดจะสร้างโรงงานผลิตชิปเหมือน TSMC และ Samsung แต่ฝันสลาย ตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง /โดย ลงทุนแมน
ลองจินตนาการว่า ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจ ที่สามารถกู้เงินได้เป็นหมื่นล้านบาท ตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีก่อน เราจะเอาเงินกู้นี้ไปทำอะไร ระหว่าง
- ทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ อย่างคอนโดมิเนียม ที่ทำเงินได้มหาศาลและคืนทุนได้ในไม่กี่ปี
- ปั้นบริษัท R&D และบริษัทรับจ้างผลิตชิป ซึ่งต้องยอมขาดทุนในระยะแรก แถมไม่รู้ว่าจะคืนทุนได้เมื่อไร
- ปั้นบริษัท R&D และบริษัทรับจ้างผลิตชิป ซึ่งต้องยอมขาดทุนในระยะแรก แถมไม่รู้ว่าจะคืนทุนได้เมื่อไร
ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เท่ากัน แน่นอนว่าเราคงต้องนำเงินก้อนมหาศาลนี้ ไปทำอสังหาริมทรัพย์ อย่างบ้าน หรือคอนโดมิเนียมดีกว่า
แต่รู้หรือไม่ว่า มีนักธุรกิจไทยกลุ่มหนึ่ง คิดอยากจะทำธุรกิจรับจ้างผลิตชิปขั้นสูงด้วย คล้าย ๆ กับ TSMC ของไต้หวันในตอนนี้
แต่ธุรกิจนี้ก็ปลุกปั้นไม่สำเร็จ.. เพราะประสบปัญหาการเงิน ในช่วงที่ประเทศไทย เจอกับวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540
เรื่องราวมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมธุรกิจที่ฝันใหญ่ กลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน ?
หาที่สงบ แล้วลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง..
หาที่สงบ แล้วลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง..
ประเด็นหลักอยู่ที่ไทย กำลังจะเป็นว่าที่เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย
เพราะในช่วงปี 2535 ไทยเนื้อหอมมาก เนื่องจากการได้เป็นที่ตั้งฐานการผลิตของแบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์ ทั้งยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
เพราะในช่วงปี 2535 ไทยเนื้อหอมมาก เนื่องจากการได้เป็นที่ตั้งฐานการผลิตของแบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์ ทั้งยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
หรือแม้แต่โรงงานผลิตและประกอบชิป อย่าง Seagate, Fujitsu ไปจนถึง Delta Electronics ก็ต้องมาตั้งฐานการผลิตที่ประเทศไทยในช่วงเวลานั้น
ซึ่งไทยในเวลานั้นก็ไม่น้อยหน้า เพราะไทยเราก็มีบริษัทอย่าง Alphatec ที่รับประกอบและทดสอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ ซึ่งก่อตั้งโดยนายชาญ อัศวโชค
ดูเหมือนว่า ภาพแห่งความรุ่งเรืองเหล่านี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด
แต่ก็ต้องบอกว่าโรงงานในไทยส่วนมาก ก็เน้นรับจ้างประกอบ แล้วส่งออกต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
แต่ก็ต้องบอกว่าโรงงานในไทยส่วนมาก ก็เน้นรับจ้างประกอบ แล้วส่งออกต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
โดยยังขาดองค์ความรู้และนวัตกรรมต่าง ๆ เป็นของตัวเอง เพราะแม้ไทยจะมีฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่
แต่ส่วนสำคัญยังอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของบริษัทต่างชาติ มากกว่าการมีบริษัทไทยที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีและแบรนด์ ที่สามารถตีตลาดทั่วทั้งโลกได้
แต่ก็มีกลุ่มทุนกลุ่มหนึ่ง ที่ฝันว่า อยากจะเป็นบริษัทที่รับจ้างผลิตชิปขั้นสูง โดยเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ จากการประกอบโมดูลเพียงอย่างเดียว ไปเป็นธุรกิจต้นน้ำ ที่รับจ้างพิมพ์ลายชิปจากแผ่นเวเฟอร์ ส่งให้กับทั่วโลก คล้าย ๆ กับ TSMC ของไต้หวัน
ซึ่งในช่วงปี 2535-2539 ที่เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด
การเริ่มต้นธุรกิจต้นน้ำที่เป็นรากฐานของเทคโนโลยีอย่างการผลิตชิปขั้นสูงนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก
แต่กลับไม่ค่อยมีใคร ที่กล้าเอาเงินไปเสี่ยงกับธุรกิจนี้ เพราะไม่รู้ว่าลงทุนไปแล้วจะสำเร็จไหม หรือไม่รู้ว่าจะใช้ระยะเวลาคืนทุนนานแค่ไหน..
การเริ่มต้นธุรกิจต้นน้ำที่เป็นรากฐานของเทคโนโลยีอย่างการผลิตชิปขั้นสูงนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก
แต่กลับไม่ค่อยมีใคร ที่กล้าเอาเงินไปเสี่ยงกับธุรกิจนี้ เพราะไม่รู้ว่าลงทุนไปแล้วจะสำเร็จไหม หรือไม่รู้ว่าจะใช้ระยะเวลาคืนทุนนานแค่ไหน..
แถมในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตดี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อย่างบ้านหรือคอนโดมิเนียม ก็เติบโตและมีความต้องการเป็นอย่างมาก
อีกทั้งธุรกิจสินเชื่อ อย่างกลุ่มธนาคาร หรือไฟแนนซ์ ต่างก็อยากจะปล่อยเงินกู้ ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มากกว่า
ในยุคนั้น เป็นยุคที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ได้เปิดเสรีการเงิน โดยอนุญาตให้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ นั่นคือธนาคารและบริษัทไฟแนนซ์มากกว่า 40 ราย สามารถกู้เงินดอลลาร์สหรัฐจากต่างประเทศ แล้วมาปล่อยกู้ภายในประเทศในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าได้
โดยดอกเบี้ยต่างประเทศที่กู้มา มีดอกเบี้ยที่ถูกกว่า ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 4-6% ต่อปี
แล้วมาปล่อยกู้ ให้กับกลุ่มธุรกิจในประเทศไทย ที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 11-15% ต่อปี
แล้วมาปล่อยกู้ ให้กับกลุ่มธุรกิจในประเทศไทย ที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 11-15% ต่อปี
ดังนั้นจึงเกิดการ Arbitrage แบบง่าย ๆ โดยสามารถกินส่วนต่างดอกเบี้ยที่ 5-11% ต่อปีแบบฟรี ๆ
ซึ่งกลุ่มนักธุรกิจ ที่ยอมกู้เงินมาแพงระดับสิบกว่าเปอร์เซ็นต์นี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น Developer หรือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยในยุคนั้นนั่นเอง
เหตุผลที่กล้ากู้ในอัตราดอกเบี้ยสูงขนาดนี้ ก็เพราะว่าในยุคนั้น ราคาบ้านและคอนโดมิเนียมในทำเลทอง ปรับตัวพุ่งสูงถึงปีละ 20-30% ตามเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างร้อนแรง
ดังนั้น Developer หลายรายก็เลยคิดว่า การกู้เงินมาซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร หรือสร้างอสังหาริมทรัพย์
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามย่อมมีคนต้องการซื้อ โดยสามารถทำกำไรและคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามย่อมมีคนต้องการซื้อ โดยสามารถทำกำไรและคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว
แต่ต้องบอกว่า โมเดลเศรษฐกิจของประเทศไทย ในตอนนั้น ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย ก็ค่อนข้างผิดแผกไปจากโมเดลเศรษฐกิจของเสือตัวที่ 1 หรือเสือตัวที่ 2 อย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน
เพราะในขณะที่ระบบสินเชื่อไทย ต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศเป็นหลัก แล้วยังนำไปปล่อยกู้ให้กับกลุ่มนักธุรกิจต่อ โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก
แต่ไต้หวันและเกาหลีใต้ กลับทำสิ่งที่ต่างกันออกไป เพื่อให้เม็ดเงินจำนวนมาก ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมหนักและเทคโนโลยี
- เกาหลีใต้ กลุ่มแชโบล เช่น Samsung, LG, Hyundai หรือ SK Hynix ได้กู้เงินมหาศาลเพื่อสร้างโรงงานและขยายอุตสาหกรรมหนัก
โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ ช่วยค้ำประกันเงินกู้จากต่างประเทศ เพื่อให้กลุ่มแชโบลเหล่านี้ สามารถกู้เงินได้ดอกเบี้ยถูก ส่งผลให้กลุ่มแชโบล สามารถลงทุนสร้างโรงงานขนาดใหญ่ และนำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรมหนักจากต่างประเทศได้
นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ ก็ยังอัดฉีดงบประมาณมหาศาล ไปกับการวิจัยและพัฒนาจำนวนมาก
- ส่วนไต้หวัน รัฐบาลได้จัดตั้ง “กองทุนพัฒนาแห่งชาติ” และทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการจัดตั้ง ITRI หรือสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
และได้ใช้กลไกควบคุมสถาบันการเงิน โดยบังคับให้วงเงินกู้ส่วนใหญ่ ต้องวิ่งไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทค และวงการเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยดอกเบี้ยที่ถูก
ซึ่งต่อมาสถาบันวิจัย ITRI ที่วิจัยด้านการผลิตชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ ก็ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของ TSMC ผู้ครองส่วนแบ่งตลาดรับจ้างผลิตชิป หรือ Foundry มากกว่าครึ่งหนึ่งบนโลก
จะเห็นได้ว่าโมเดลการพัฒนาของทั้ง 2 ประเทศนี้ก็มีบริบทที่คล้าย ๆ กับของประเทศไทย
คือทั้ง 2 ประเทศนี้ เน้นรับจ้างผลิตมาก่อน จนเศรษฐกิจเติบโตเหมือนกับไทย
แต่ไทย กลับเลือกเดินไปคนละเส้นทาง..
คือทั้ง 2 ประเทศนี้ เน้นรับจ้างผลิตมาก่อน จนเศรษฐกิจเติบโตเหมือนกับไทย
แต่ไทย กลับเลือกเดินไปคนละเส้นทาง..
- เพราะนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยในตอนนั้น เป็นนโยบายเคลื่อนย้ายเงินทุนแบบเสรี
กลุ่มธุรกิจธนาคารและบริษัทไฟแนนซ์ในประเทศไทย ได้ทำการ Arbitrage โดยเลือกกู้เงินจากต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยถูก เพื่อเก็งกำไรจากอัตราดอกเบี้ย
กลุ่มธุรกิจธนาคารและบริษัทไฟแนนซ์ในประเทศไทย ได้ทำการ Arbitrage โดยเลือกกู้เงินจากต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยถูก เพื่อเก็งกำไรจากอัตราดอกเบี้ย
และรัฐบาล ก็ไม่ได้มีกฎหมายบังคับเรื่องการควบคุมวงเงินกู้ หรือการสนับสนุนการปล่อยกู้ดอกเบี้ยพิเศษ ให้กับบริษัทที่ต้องการพัฒนานวัตกรรม อย่างเช่น อุตสาหกรรมชิป เพื่อผลักดันให้ประเทศไทย เป็นประเทศรายได้สูง เหมือนกับเกาหลีใต้และไต้หวัน
ดังนั้น เงินส่วนมากจึงไหลไปหาธุรกิจที่ไม่ซับซ้อนและทำเงินง่าย อย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
แต่ก็ต้องบอกว่าสำหรับประเทศไทย ก็ไม่ได้ยอมแพ้เสียทีเดียว เพราะมีกลุ่มธุรกิจที่อยากจะปั้นอุตสาหกรรมการพิมพ์ลายชิปขึ้นมา
กลุ่มธุรกิจนี้ นำโดยนายชาญ อัศวโชค เจ้าพ่อกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและโทรคมนาคมในสมัยนั้น โดยเป็นผู้ก่อตั้ง “กลุ่ม Alphatec” ตั้งแต่ปี 2531 ซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างประกอบและทดสอบชิปปลายน้ำ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในเวลานั้น
และเพื่อขยายต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง นายชาญจึงได้ก่อตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา ชื่อว่า “บริษัท ซับไมครอน เทคโนโลยี จำกัด” หรือ Submicron
โดยตั้งใจให้ Submicron เป็นโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์และพิมพ์ลายชิปต้นน้ำ (Foundry) เพื่อป้อนส่งต่อให้ Alphatec นำไปประกอบต่อเป็นชิ้นส่วนสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการเดินเกมใหญ่หวังแข่งขันกับ TSMC ของไต้หวัน ที่ขณะนั้นยังไม่ได้เป็นผู้ชนะในระดับโลก เหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
อีกทั้ง Submicron ได้ยกระดับดีลครั้งประวัติศาสตร์ โดยจับมือกับยักษ์ใหญ่สหรัฐอเมริกาอย่าง Texas Instruments เพื่อตั้งบริษัทร่วมทุน Alpha-TI สำหรับผลิต DRAM
รวมถึงมีการทำข้อตกลงเทคโนโลยีกับ Rockwell Semiconductor
รวมถึงมีการทำข้อตกลงเทคโนโลยีกับ Rockwell Semiconductor
ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า มูลค่าโครงการโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ของ Submicron นั้นสูงถึง 24,000 ล้านบาท
และแน่นอนว่า เงินกู้ก้อนโตส่วนหนึ่ง ก็ได้รับการสนับสนุนหลักจากธนาคารไทย
และแน่นอนว่า เงินกู้ก้อนโตส่วนหนึ่ง ก็ได้รับการสนับสนุนหลักจากธนาคารไทย
ซึ่งธนาคารไทยก็ได้ช่วยเหลือ ผ่านช่องทางการโยกย้ายเงินทุนแบบเสรี โดยกู้เงินจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ต่อให้กับกลุ่ม Alphatec และบริษัท Submicron ในรูปแบบของสินเชื่อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 5-7% ต่อปี ซึ่งถูกกว่าดอกเบี้ยเงินบาทในประเทศที่พุ่งสูงถึง 11-15% ต่อปีเป็นอย่างมาก
ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเส้นทางนี้จะไปได้สวย เพราะเงินกู้ที่ได้มาทำโรงงาน เครื่องมือ และทุน R&D ต่าง ๆ ก็มีดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า
จนกระทั่งเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เกิดฟองสบู่ และหลายบริษัท ไม่สามารถใช้หนี้คืนในรูปแบบของดอลลาร์สหรัฐได้ทัน และทำให้ค่าเงินบาทขาดความน่าเชื่อถือลงไป
จนกระทั่งวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 รัฐบาลไทย ได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จากเดิมที่เคยถูกตรึงไว้อยู่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้พุ่งทะยานไปถึง 50-55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาไม่นาน
นั่นหมายความว่า ยอดหนี้ของกลุ่มธุรกิจ ที่กู้เงินจากธนาคารในรูปแบบดอลลาร์สหรัฐนั้น ถูกเพิ่มมูลค่ากลายเป็น 2 เท่าในรูปเงินบาท
ทั้งหมดนี้ ทำให้กลุ่ม Alphatec และบริษัท Submicron ต้องแบกรับภาระหนี้มหาศาลหลายหมื่นล้านบาท..
หลังจากเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ตัวโรงงานก็ยังไม่ทันสร้างเสร็จ ยังไม่ทันได้ติดตั้งเครื่องจักรจนครบ หรือเดินสายการผลิตแผ่นเวเฟอร์จริง
และในเวลานั้น ความจริงทุกอย่างก็ถูกเปิดเผย..
เมื่อกลุ่มบริษัท Alphatec ถูกพบว่ามีการตกแต่งงบการเงิน โดยบันทึกกำไรทิพย์ เพื่อดึงดูดนักลงทุนและธนาคารให้ยอมปล่อยกู้เพิ่ม
ยิ่งไปกว่านั้นคือ มีการพบว่า เงินกู้ดอลลาร์สหรัฐดอกเบี้ยต่ำ ที่กู้มาในนาม Alphatec และ Submicron ที่ควรจะนำมาเป็นทุนสำหรับสร้างโรงงานชิป และสำหรับ R&D นั้น กลับถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์
โดยที่ผ่านมา เงินกู้ก้อนนี้ ถูกนำไปปล่อยกู้ต่อให้กับบริษัทที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในเครือข่ายของผู้บริหาร ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง เพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย
และยังถูกพบว่าเงินกู้ก้อนนี้ ถูกนำไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นด้วย..
จนสุดท้าย มหากาพย์ของบริษัทชิปอย่าง Alphatec และ Submicron ก็กลายเป็นบาดแผลให้กับวงการเทคโนโลยีของไทย
เพราะทั้ง Alphatec และ Submicron ต่างแบกรับภาระหนี้สินรวมกันหลายหมื่นล้านบาทไม่ไหว จนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ และต้องปิดฉากลงด้วยการล้มละลาย
สถาบันการเงินหลายแห่งที่ปล่อยกู้ให้ Alphatec และ Submicron ต้องแบกหนี้เสีย NPL ก้อนโต ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบธนาคารไทยในยุคนั้นอย่างรุนแรง
จนสุดท้าย ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ถึงแม้ว่ารัฐบาล ต้องการที่จะทุ่มงบประมาณ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมชิปอย่างจริงจัง ก็ไม่สามารถทำได้
เพราะรัฐบาลไทยติดเงื่อนไขรัดเข็มขัดของ IMF และต้องแบกหนี้ฟื้นฟูระบบธนาคาร หรือ FIDF ที่สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท จนไม่มีสภาพคล่องเหลือ
ประกอบกับความล้มเหลวของ Alphatec ก็ได้ทำลายความเชื่อมั่น ทำให้อุตสาหกรรมชิปถูกมองว่าเสี่ยงสูงเกินกว่าที่ประเทศไทยในตอนนั้นจะรับไหว
นั่นจึงทำให้ประเทศไทย พลาดโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปเป็นเวลานานมาก และเป็นอีกหนึ่งต้นเหตุ ที่ทำให้ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง มาตลอด 30 กว่าปี..
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เป็นคำถามชวนคิดว่า ทำไมประเทศไทย ว่าที่เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย ถึงตกขบวนรถ ในอุตสาหกรรมการผลิตชิปขั้นสูง และเรื่องนี้ ก็กลายเป็นหนึ่งในโซ่ตรวน ที่ยังคงกักขังคนไทยให้ติดกับดักรายได้ปานกลาง ต่างจากไต้หวันหรือเกาหลีใต้
หากถามว่าเหตุผลนั้นคืออะไร ก็คงมีหลากหลายคำตอบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
- โครงสร้างนโยบายรัฐ ที่เน้นรับจ้างผลิตโดยไม่สนับสนุน R&D
- นโยบายเสรีการเงิน ที่เอื้อให้เกิดการเก็งกำไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าจะเอาเงินไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- รัฐไม่มีนโยบายสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้กับธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง
- ปัญหาการฉ้อโกงของตัวบริษัทหรือผู้บริหารเอง
- นโยบายเสรีการเงิน ที่เอื้อให้เกิดการเก็งกำไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าจะเอาเงินไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- รัฐไม่มีนโยบายสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้กับธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง
- ปัญหาการฉ้อโกงของตัวบริษัทหรือผู้บริหารเอง
ทั้งหมดนี้ ก็คงเป็นสมการความผิดพลาด ที่ทำให้ประเทศไทยตกขบวนเทคโนโลยี
ไม่ใช่เพราะเราไร้ฝัน หรือไร้คนเก่ง
แต่เพราะเรา เลือกทางลัดที่ง่ายกว่า
ไม่ใช่เพราะเราไร้ฝัน หรือไร้คนเก่ง
แต่เพราะเรา เลือกทางลัดที่ง่ายกว่า
และความมักง่ายในวันนั้น จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพง
ที่ขังเราไว้ในกรงของคำว่า ประเทศกำลังพัฒนา มาจนถึงทุกวันนี้..
ที่ขังเราไว้ในกรงของคำว่า ประเทศกำลังพัฒนา มาจนถึงทุกวันนี้..