SPDR Gold Shares ตู้เซฟ 4.4 ล้านล้าน ที่เปลี่ยนวิธีเก็บทองคำ ของคนทั้งโลก

SPDR Gold Shares ตู้เซฟ 4.4 ล้านล้าน ที่เปลี่ยนวิธีเก็บทองคำ ของคนทั้งโลก

SPDR Gold Shares ตู้เซฟ 4.4 ล้านล้าน ที่เปลี่ยนวิธีเก็บทองคำ ของคนทั้งโลก /โดย ลงทุนแมน
ตลอดหลายพันปี ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ ที่มนุษยชาติเชื่อมั่นมากที่สุด ในฐานะตัวเก็บรักษาความมั่งคั่งมาอย่างยาวนาน ทำให้ในปัจจุบัน มีสินทรัพย์ทางการเงินที่อิงราคาทองคำอยู่มากมาย
หนึ่งในนั้นคือ SPDR Gold Shares ที่เป็นเหมือนตู้เซฟที่เก็บทองคำไว้มหาศาล มูลค่ากว่า 4,400,000 ล้านบาท
ซึ่งคนไทยจำนวนมาก ก็เก็บทองคำไว้ในตู้เซฟนี้โดยไม่รู้ตัว
เบื้องหลังการเกิดขึ้นของตู้เซฟยักษ์นี้คืออะไร ?
แล้วมีกลไกการทำงานอย่างไร ?
ทำตัวให้สบาย ๆ แล้วลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง.. ผ่านซีรีส์คอนเทนต์ ETF Hunter
ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ในเวลาที่สงคราม วิกฤติเศรษฐกิจ หรือเงินเฟ้อพุ่งสูง ผู้คนก็มักจะวิ่งเข้าหาทองคำ ในฐานะหลุมหลบภัยก่อนเสมอ
เรียกได้ว่าทองคำนั้น ผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรือง และการล่มสลายมาแล้ว นับครั้งไม่ถ้วน
แต่การถือครองทองคำ ก็มีข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคลาสสิกอย่างการเก็บรักษา ค่าใช้จ่ายในการดูแล ไปจนถึงความยุ่งยากในการซื้อขาย ขนส่ง และตรวจสอบมาตรฐาน
Pain Point เหล่านี้ กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิด Gold ETF ที่ทำให้การลงทุนทองคำสามารถทำได้ง่าย ๆ เหมือนหุ้น
ย้อนกลับไปในปี 2002 ระหว่างการประชุมที่จัดโดย Australian Gold Council กับตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย
ในที่ประชุมมีการเสนอแนวคิดและตั้งคำถามขึ้นมาว่า
ทำอย่างไรเราถึงจะซื้อขายทองคำ ได้เหมือนหุ้นบริษัท ?
คำถามนี้ ทำให้นักการเงินชาวออสเตรเลียอย่างคุณ Graham Tuckwell ที่ได้เข้าร่วมประชุมในวันนั้น ตัดสินใจก่อตั้ง Gold ETF รุ่นแรกของโลกขึ้นในปี 2003 ชื่อว่า Gold Bullion Securities (GBS)
และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย ซึ่งราคาหน่วยลงทุนของ GBS ก็จะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับราคาทองคำจริง
ก่อนที่ต่อมา ไอเดียนี้ถูกนำไปต่อยอดในสหรัฐฯ ด้วยความร่วมมือระหว่างสภาทองคำโลก (World Gold Council) กับ State Street Global Advisors
ที่ได้ร่วมกันก่อตั้งกองทุน SPDR Gold Shares หรือ GLD ขึ้นในปี 2004 โดยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE Arca)
การเกิดขึ้นของ GLD กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ปลดล็อกให้คนทั้งโลก สามารถซื้อขายทองคำได้ง่าย ๆ
โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยยกทองคำแท่งหนัก ๆ กลับบ้าน หรือกังวลเรื่องโจรขโมยอีกต่อไป
ถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วเวลาที่เราซื้อหน่วยลงทุนของ GLD เข้าพอร์ต ตัวเลขที่เราเห็นบนหน้าจอนั้น มีทองคำค้ำประกันอยู่จริงไหม ?
คำตอบก็คือ.. GLD นั้น มีการถือทองคำจริง ๆ
โดยทุก ๆ หน่วยลงทุนของ GLD ที่ถูกซื้อขายเปลี่ยนมือกันในตลาดนั้น ถูกค้ำประกันด้วยทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า 99.5%
ซึ่งทองคำแท่งทั้งหมดของ GLD ถูกจัดเก็บไว้ในตู้เซฟใต้ดินที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยมีธนาคาร HSBC และ JPMorgan เป็นผู้ดูแลทรัพย์สิน
แล้วกลไกที่เกิดขึ้นเวลาที่เราซื้อขาย GLD เป็นอย่างไร ?
ถ้าหากมองในมุมของนักลงทุน การซื้อขาย GLD นั้นง่ายเหมือนซื้อขายหุ้น 1 ตัว ทำให้เราได้สิทธิในการถือครองทองคำทางอ้อม ผ่านความเป็นเจ้าของในสัดส่วนของกองทุน โดยที่เราไม่ต้องก้าวขาออกจากบ้านเลย
อย่างไรก็ตาม กลไกเบื้องหลังนั้น มีความซับซ้อนกว่าที่คิด
โดย GLD จะมีกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เรียกว่า Authorized Participants (APs) ทำหน้าที่เป็นผู้สร้างและไถ่ถอนหน่วยลงทุน เพื่อช่วยให้ราคาซื้อขายในตลาดเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับมูลค่าทองคำที่กองทุนถืออยู่
เมื่อไรที่นักลงทุนแห่เข้ามาซื้อ GLD จนราคาหน่วยลงทุนของ GLD พุ่งสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ต่อหน่วยลงทุน หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีค่า Premium
บรรดา APs ที่มองเห็นช่องทางทำกำไร จะรวบรวมทองคำแท่งจริง ไปส่งมอบไว้ในตู้เซฟของกองทุน
โดยแลกกับหน่วยลงทุน GLD ชุดใหม่ในมูลค่าเทียบเท่ากัน แต่มีต้นทุนเท่ากับ NAV หรือต่ำกว่าราคาหน่วยลงทุนจริงที่ซื้อขายกันในตอนนั้น
หลังจากนั้น APs ก็นำหน่วยลงทุนที่ได้มาไปขายในตลาด เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา หรือที่เรียกกันว่า Arbitrage
ในทางกลับกัน หากช่วงไหนมีแรงเทขายออกมา
จนราคาของ GLD ลดลงต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ต่อหน่วยลงทุน หรือมี Discount
APs ก็จะกว้านซื้อหุ้น GLD ในตลาด แล้วนำไปไถ่ถอนเอาทองคำแท่งจริง ๆ ออกจากตู้เซฟเช่นเดียวกัน
กลไกนี้ทำให้ราคาหน่วยลงทุน GLD เคลื่อนไหวใกล้เคียงกับราคาทองคำจริง
แล้วกองทุน GLD ทำเงินจากโมเดลนี้ได้อย่างไร ?
แม้จะมีกลไกที่ซับซ้อน แต่ GLD มีวิธีทำเงินที่เรียบง่ายมาก
นั่นก็คือการเก็บค่าธรรมเนียม (Expense Ratio) ที่ 0.4% ต่อปี ของมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM)
ตัวเลข 0.4% ฟังดูเหมือนจะน้อย แต่ถ้าเอาไปคูณกับ AUM ขนาดมหึมาของกองทุน GLD ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท
นั่นหมายความว่า Gold ETF กองนี้ สามารถสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมได้สูงถึงระดับหมื่นล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว
โดยมีหน้าที่นับทองคำเข้าตู้ ดูแลความปลอดภัย
และแทบไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง จากความผันผวนของราคาทองคำขาขึ้นหรือขาลงเลย
มาถึงวันนี้ GLD ได้กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมของนักลงทุนทองคำทั่วโลกไปเรียบร้อยแล้ว
โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปร้านทอง เช็กความบริสุทธิ์ของทองคำ จ่ายค่าบล็อก แล้วนำทองกลับมาเก็บรักษาไว้ที่บ้านด้วยตัวเองเลย
อย่างไรก็ตาม แม้ GLD จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเก็บรักษาและสภาพคล่องในการซื้อขาย แต่ก็มีข้อควรระวังหนึ่งที่นักลงทุนต้องรู้ไว้
นั่นก็คือการลงทุนใน GLD นั้น เราไม่สามารถหอบหน่วยลงทุนไปแลกเป็นทองคำแท่งจริง ๆ กลับบ้านได้
โดยสิทธินี้จะสงวนไว้ให้สถาบันการเงินรายใหญ่ที่เป็น Authorized Participants (APs) เพียงเท่านั้น
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ..
รู้หรือไม่ว่า SPDR Gold Shares นั้น เป็นกองทุน ETF ปลายทางของกองทุนรวมทองคำในไทยเกือบทุกแห่ง
นั่นทำให้เราสามารถลงทุนใน GLD ได้ง่าย ๆ โดยที่ไม่ต้องเปิดพอร์ตหุ้นนอก ผ่านกองทุนรวมทองคำในไทย ที่มีให้เลือกอยู่มากมาย
สำหรับนักลงทุนไทย ที่ลงทุนใน GLD ผ่านกองทุนรวม ของ บลจ. ในไทย จะต้องเสียค่าธรรมเนียม 2 ต่อ คือ ค่าธรรมเนียม 0.40% ที่ GLD เรียกเก็บ และค่าธรรมเนียมที่ บลจ. ในไทยเรียกเก็บ
แต่ก็มีบางกองทุนไทย ที่เลือกไปลงทุนใน GLDM (SPDR Gold MiniShares Trust) แทน ซึ่งมีค่าธรรมเนียมต้นทางต่ำ 0.1% ต่อปี
—-------------------------------
กองทุนทองคำไทย ค่าจัดการ 0% กองแรก แบบไม่มีลิมิตวงเงิน ต้นทาง-ปลายทาง ต่ำสุดในไทย
- กองทุนนี้เป็นรูปแบบ “SeriesX ZERO กองแรก” ที่ซื้อได้ที่แอป WealthX เท่านั้น
สมัครที่ wealthx.co/getapp
✅กองทุนแรก ที่ค่าจัดการ 0% ต่อปี ซื้อได้ไม่จำกัด
✅กองทุนแรก ที่ลงทุนใน GLDM
(กองทุนรวมทองคำทั่วไปลงทุนใน GLD)
✅GLDM มีค่าจัดการเพียง 1 ใน 4 ของ GLD
✅เก็บทองในห้องนิรภัยระดับโลก
✅มีทองจริงผ่านการตรวจ Audit ระดับโลก
✅ยกเว้นภาษี Capital Gain สูงสุด 35%
✅ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
กองทุนที่เข้าไปลงทุนใน GLDM ที่มีค่าจัดการ 0% แบบไม่มีลิมิต กองทุนนี้บริหารโดยบลจ.วรรณ ชื่อว่า “ONE-GOLD-X-UH”
โดยความน่าสนใจของกองทุนนี้ สรุปให้ฟังง่าย ๆ คือ
- เป็นกองทุนรวมทองคำไทยกองแรก ที่เลือกลงทุนใน GLDM (SPDR Gold MiniShares Trust) เป็นกองทุนหลัก
GLDM มีค่าธรรมเนียมต้นทางต่ำ 0.1% ต่อปี
(กองทุนรวมไทยอื่นฟีดลง GLD ที่มีค่าจัดการ 0.4% ต่อปี)
- ค่าจัดการฝั่งไทย 0% ต่อปี
อ่านไม่ผิด ค่าจัดการปลายทางในไทย คือ 0%
และเมื่อไปดู TER หรือค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ค่านายทะเบียน ค่าทรัสตี จะเท่ากับ 0.35% ต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ WealthX ไม่ได้อะไรเลย เพราะค่าจัดการกองทุนนี้ 0% เรียกได้ว่ากองทุนนี้มีเพื่อตอบแทนลูกค้าของ WealthX ที่ให้ความไว้วางใจมาถึงจุดนี้
โดยกองทุนนี้จะมีค่าธรรมเนียมการซื้อและขายครั้งละ 0.2% ซึ่งรูปแบบนี้จะคล้ายการเสียค่าคอมมิชชันการซื้อขายหุ้นนั่นเอง
และใครเป็น WealthX Prime จะได้รีเบตค่าธรรมเนียมซื้อได้ตามระดับ Prime ของตนเองอีกด้วย*
ในยุคที่ทุกอย่างมีความไม่แน่นอน
ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และเงินเฟ้อกำลังเร่งตัว
ใครที่กำลังมองหาสินทรัพย์อย่างทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุน
กองทุนนี้อาจช่วยให้เรามั่นใจในความคุ้มค่ายิ่งขึ้น ในแบบที่ซื้อได้ที่แอป WealthX เท่านั้น..
สมัครที่ wealthx.co/getapp
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ โทร. 02-6669477 LINE ID : @wealthx
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
คำเตือน : กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
*ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 29 พ.ค. 2026

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon