สรุปมหากาพย์ Apple ฟ้อง OpenAI เมื่ออดีตพนักงาน กลายประเด็น ขโมยความลับทางการค้า

สรุปมหากาพย์ Apple ฟ้อง OpenAI เมื่ออดีตพนักงาน กลายประเด็น ขโมยความลับทางการค้า

ถ้าเพื่อนเก่าที่เคยทำงานด้วยกัน ทักมาขอให้เราช่วยหาไฟล์งานเก่าที่เขาเคยทำไว้ ตอนยังอยู่บริษัทเดียวกัน
เราจะช่วยเพราะมองว่าเป็นน้ำใจปกติระหว่างเพื่อนร่วมงาน
หรือปฏิเสธ เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นการรั่วไหลข้อมูลบริษัท ?
คำถามนี้ฟังดูเหมือนสถานการณ์ในชีวิตประจำวันทั่วไป แต่มันคือแก่นกลางของคดีความที่ใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งในวงการเทคโนโลยีตอนนี้ ระหว่างสองบริษัทที่คนทั้งโลกรู้จักดี นั่นคือ Apple และ OpenAI
สองบริษัทนี้ เคยเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นที่สุดคู่หนึ่งของวงการ
แต่วันนี้กลับหันมาฟ้องร้องกันในชั้นศาล พร้อมขุดแช็ตส่วนตัว อีเมลภายใน และคำให้การของพนักงาน ออกมาเปิดโปงกันเองต่อสาธารณะ
เรื่องราวพลิกจากมิตรเป็นศัตรูนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร และตอนนี้คดีไปถึงไหนแล้ว ?
ลงทุนแมนจะสรุปไทม์ไลน์ทั้งหมดให้ฟัง..
จุดเริ่มต้นของการเป็นพาร์ตเนอร์ เริ่มในปี 2024
ตอนนั้น Apple และ OpenAI เคยเป็นพันธมิตรกันอย่างเป็นทางการ ด้วยการผนวก ChatGPT เข้ากับระบบปฏิบัติการของ iPhone, iPad และ Mac ผ่านฟีเจอร์ Apple Intelligence และ Siri
แต่ความสัมพันธ์เริ่มเย็นลงหลังจากนั้น เมื่อ OpenAI ประกาศเข้าซื้อกิจการ io Products สตาร์ตอัปด้านฮาร์ดแวร์ที่ก่อตั้งโดย Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Apple ในดีลมูลค่าราว 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.1 แสนล้านบาท พร้อมดึงทีมวิศวกรและนักพัฒนากว่า 50 คนเข้าไปด้วย
หนึ่งในนั้นคือ Tang Yew Tan อดีตรองประธานฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ iPhone และ Apple Watch ที่ลาออกจาก Apple ตั้งแต่ปี 2024 เพื่อไปร่วมงานกับ Jony Ive
และหลังการควบรวมกับ OpenAI เขาก็ได้รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายฮาร์ดแวร์ของ OpenAI ทันที
ซึ่งปัจจุบันมีอดีตพนักงาน Apple มากกว่า 400 คน ที่ย้ายไปทำงานที่ OpenAI แล้ว..

ทันใดนั้น Apple เชื่อว่าอดีตพนักงานของตัวเองที่ลาออกไปทำงานกับ OpenAI ได้นำข้อมูลลับด้านฮาร์ดแวร์ติดตัวไปด้วย และ OpenAI นำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้พัฒนาอุปกรณ์ของตัวเอง จึงตัดสินใจฟ้องร้อง เพื่อหยุดยั้งสิ่งที่มองว่าเป็นการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา
Apple ได้ยื่นฟ้อง OpenAI ต่อศาลแขวงสหรัฐฯ เขตตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ในข้อหาขโมยความลับทางการค้าและผิดสัญญา โดยระบุชื่อจำเลย 5 ราย ได้แก่
OpenAI Foundation
OpenAI Group PBC
io Products
Chang Liu
และ Tang Yew Tan
แต่ข้อกล่าวหาที่หนักที่สุดพุ่งเป้าไปที่บุคคล 2 คน นั่นคือ
1. Chang Liu อดีตวิศวกรระบบไฟฟ้าอาวุโสที่ทำงานกับ Apple มา 8 ปี ก่อนลาออกไปร่วมงานกับ OpenAI ในเดือนมกราคม 2569
Apple กล่าวหาว่าเขาไม่คืนแล็ปท็อปของบริษัท และใช้เครื่องดังกล่าวดาวน์โหลดเอกสารทางเทคนิคลับเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดตัว ทั้งข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค และงานนำเสนอด้านวิศวกรรม
2. Tang Tan ถูกกล่าวหาว่าสั่งให้ผู้สมัครงานที่ยังทำงานอยู่กับ Apple นำ "ชิ้นส่วนจริง" ของผลิตภัณฑ์มาแสดงระหว่างสัมภาษณ์งานที่ OpenAI พร้อมใช้ชื่อรหัสโครงการลับของ Apple ระหว่างกระบวนการสรรหาบุคลากร
เรื่องนี้ทำให้ Apple ขอให้ศาลสั่งห้าม OpenAI ใช้หรือเปิดเผยความลับทางการค้า พร้อมสั่งให้คืนเอกสารลับทั้งหมด และให้เก็บรักษาหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้
แต่วันเดียวกันกับที่ถูกฟ้อง OpenAI ออกแถลงการณ์สั้น ๆ ปฏิเสธว่า ไม่มีความสนใจในความลับทางการค้าของบริษัทอื่น และย้ำว่ามุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองเท่านั้น
สี่วันต่อมา OpenAI ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ยังไม่พบหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหาของ Apple
จนกระทั่งเกือบ 1 เดือนหลังยื่นฟ้อง
Apple ยกระดับความเข้มข้นของคดี ด้วยการยื่นคำร้องขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว (Preliminary Injunction) เพื่อสั่งห้าม OpenAI และอดีตพนักงานทั้งสองคน เข้าถึงหรือใช้ข้อมูลที่กล่าวหาว่าเป็นความลับทันที ระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด
ในคำร้องนี้ Apple เปิดเผยว่าหลังยื่นฟ้อง เคยเสนอเงื่อนไข 5 ข้อให้ OpenAI ยอมรับ เพื่อแลกกับการไม่ยื่นขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ได้แก่
- หยุดเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลลับ
- ยุติการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลที่มีอยู่
- รักษาหลักฐานทั้งหมด
- อนุญาตตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์
- ค้นหาข้อมูลลับในระบบของ OpenAI
Apple ระบุว่า OpenAI ยอมรับ 3 ข้อแรก แต่ปฏิเสธ 2 ข้อหลัง จึงตัดสินใจให้ศาลเข้ามาตัดสิน พร้อมยื่นคำร้องคู่ขนานขอเร่งกระบวนการ และขอให้ Chang Liu, Tang Tan และพนักงาน OpenAI อีกอย่างน้อย 2 คนเข้าให้การ
โดยศาล ได้กำหนดนัดไต่สวนคำร้องนี้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

ต้องบอกว่า เรื่องนี้ยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก เพราะคืนวันเดียวกับที่ Apple ยื่นคำร้อง OpenAI ได้เผยแพร่บล็อกโพสต์ฉบับละเอียดในชื่อ "Apple is getting this wrong" บรรยายคดีนี้ว่า เป็นการฟ้องที่สะเพร่า ก้าวร้าว และเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างผิดปกติ
จุดที่เป็นไฮไลต์ของโพสต์นี้ คือการเผยแพร่บทสนทนา iMessage ที่ OpenAI อ้างว่าเป็นหลักฐานว่า พนักงาน Apple เองเป็นฝ่ายทักหา Chang Liu หลังเขาลาออกไปแล้ว เพื่อขอความช่วยเหลือหาข้อมูลที่ต้องใช้ในงาน ไม่ใช่ Chang Liu เป็นฝ่ายเข้าไปขโมยข้อมูลเอง..
OpenAI ยังตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้อาจเกี่ยวโยงกับปัญหาการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงระบบของ Apple เอง ที่ทำให้อดีตพนักงานบางคนยังมีสิทธิ์เข้าถึงไฟล์อยู่ โดยที่ตัวเองอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ซึ่งหากข้อมูลนี้เป็นจริง ก็อาจตีความได้ว่าเป็นข้อบกพร่องเชิงระบบของ Apple มากกว่าความตั้งใจขโมยข้อมูลของอดีตพนักงาน แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของฝ่าย OpenAI ที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัย
ส่วนกรณีของ Tang Tan โพสต์นี้ได้ยืนยันว่า เขาย้ำกับทีมงานมาตลอดว่า บริษัทไม่ต้องการและต้องไม่ใช้ข้อมูลลับจากบริษัทอื่นใด

ซึ่งเพียงหนึ่งวันหลังโพสต์บล็อกดังกล่าว OpenAI เดินเกมรุกต่อทันที ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลให้ยกฟ้องคดีทั้งหมด โดยระบุว่าข้อกล่าวหาของ Apple ไม่มีมูลความจริงเพียงพอ
ในคำร้องนี้ OpenAI เสียดสีว่า คำฟ้องของ Apple ต่างหากที่สร้างขึ้นจากการยกข้อความบางส่วน มาเลือกใช้อย่างไม่ครบถ้วน และตีความพฤติกรรมปกติของพนักงานให้ดูร้ายแรงเกินจริง
OpenAI ยังกล่าวหากลับว่า คำฟ้องนี้พยายามใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกลบเกลื่อนปัญหาของ Apple เองในเรื่องการรักษาบุคลากรและความล่าช้าในการพัฒนา AI ให้ทันคู่แข่ง
พร้อมระบุว่า Apple เองก็มีส่วนสร้างความสับสน จากการที่บริษัทอนุญาตให้พนักงานใช้บัญชี iCloud ส่วนตัวปะปนกับงาน จนยากจะแยกว่าอะไรคือข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลบริษัทกันแน่
ต้องบอกว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างของฝ่าย OpenAI ในเอกสารคำร้อง ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำตัดสินของศาล และต้องรอดูว่าศาลจะเห็นด้วยกับคำร้องขอให้ยกฟ้องนี้หรือไม่
ซึ่งคดีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนก่อนการไต่สวน โดยมีกำหนดการสำคัญที่รอดำเนินต่อคือ
- OpenAI มีกำหนดต้องยื่นคำตอบโต้คำร้องขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของ Apple ภายในวันที่ 17 สิงหาคม 2569
- ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
และที่สำคัญ ข้อกล่าวหาทั้งหมดจากทั้งสองฝ่าย ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ศาลยังไม่ได้อนุมัติคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และยังไม่ได้วินิจฉัยคำร้องขอให้ยกฟ้อง
ซึ่งคดีนี้ อาจยืดเยื้อไปอีกหลายเดือนหรือหลายปีก่อนจะรู้ผลจริง..
เรื่องราวมหากาพย์ Apple ฟ้อง OpenAI นั้น
ในมุมของ Apple นี่คือการปกป้องสิ่งที่บริษัทใช้เวลาหลายปีสร้างขึ้น ทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์และวัฒนธรรมองค์กรที่ปิดลับเป็นพิเศษ
การปล่อยให้อดีตพนักงานพกความรู้เชิงลึก ไปช่วยคู่แข่งสร้างฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ จึงเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ตั้งแต่ต้น
ในมุมของ OpenAI นี่คือคดีที่ถูกสร้างขึ้นมาเกินจริง จากพฤติกรรมปกติของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่มีการย้ายงานและช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานเก่าอยู่เสมอ
และ OpenAI มองว่าปัญหาที่แท้จริงคือ Apple เองที่ตามคู่แข่งด้าน AI ไม่ทัน และกำลังรักษาบุคลากรของตัวเองไว้ไม่อยู่
ส่วนในมุมของคนนอกที่เฝ้ามองอยู่ คดีนี้อาจสำคัญกว่าผลแพ้ชนะของสองบริษัท เพราะกำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐานว่า เส้นแบ่งระหว่าง
"การย้ายงานตามปกติในวงการเทคโนโลยี" กับ "การขโมยความลับทางการค้า" อยู่ตรงไหนกันแน่
ในยุคที่บริษัท AI แข่งกันแย่งตัวบุคลากรจากบริษัทเทคโนโลยีเดิม อย่างดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยมีมา
การขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่า คือความผิดหรือน้ำใจธรรมดา คำตอบขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเล่าเรื่องนั้น
ถ้าระบบของบริษัทเองปล่อยให้อดีตพนักงานยังเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ตั้งใจ ความผิดควรอยู่ที่คนที่เข้าถึงข้อมูล หรือบริษัทที่ไม่ปิดสิทธิ์การเข้าถึงให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก
และไม่ว่าผลคดีจะออกมาทางไหน ความสัมพันธ์ระหว่าง Apple กับ OpenAI ที่เคยแนบแน่นถึงขั้นนำ ChatGPT เข้าไปอยู่ใน iPhone ทั่วโลก คงไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก
และคำตอบทั้งหมดนี้ คงต้องรอดูกันต่อไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาออกมา..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon