ใครเป็นเจ้าของ Blue Bottle Coffee และใครนำเข้ามาในไทย ?

ใครเป็นเจ้าของ Blue Bottle Coffee และใครนำเข้ามาในไทย ?

Blue Bottle Coffee ร้านกาแฟจากสหรัฐฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถัน กำลังจะเปิดสาขาแรกในประเทศไทย ที่ Central Park
แต่ก่อนจะไปถึงวันเปิดตัว มีเรื่องราวทางธุรกิจที่น่าสนใจ ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
เพราะเจ้าของร้านกาแฟ Blue Bottle Coffee ในวันนี้ ไม่ใช่ผู้ก่อตั้ง หรือกลุ่มทุนบริษัทสัญชาติอเมริกัน
กลับเป็นกลุ่มทุนจีน ที่อยู่เบื้องหลัง หนึ่งในเชนร้านกาแฟที่มีสาขามากสุดในโลก อย่าง Luckin Coffee
ส่วนผู้ที่นำแบรนด์ Blue Bottle Coffee เข้ามาเปิดในไทย ก็เป็นกลุ่มธุรกิจจากมาเลเซีย ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ดังระดับโลกหลายสิบแบรนด์ ในภูมิภาคนี้มานานเกือบ 90 ปี
สรุปแล้ว ตอนนี้ใครเป็นเจ้าของ Blue Bottle Coffee และใครนำเข้าแบรนด์นี้ มาเปิดที่ไทย ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
Blue Bottle Coffee ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 โดย James Freeman อดีตนักดนตรีคลาริเน็ตอิสระ
จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้มาจากความหลงใหลส่วนตัวในกาแฟของ Freeman
ตอนนั้นเขารู้สึกว่า ร้านกาแฟคั่วในตลาดตอนนั้นไม่มีเจ้าไหนให้รสชาติที่เขาต้องการได้ เขาจึงเริ่มคั่วเมล็ดกาแฟเองในโรงเก็บของหลังบ้านที่เมือง Oakland รัฐแคลิฟอร์เนีย แล้วนำไปขายที่ตลาดนัดเกษตรกรในพื้นที่
ชื่อแบรนด์ Blue Bottle มาจากตำนานร้านกาแฟที่ชื่อ Hof zur Blauen Flasche ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในร้านกาแฟแห่งแรก ๆ ของกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในปี 1683
แม้เรื่องราวนี้จะมีการเสริมแต่งไปบ้างตามกาลเวลา แต่ Freeman เลือกใช้ชื่อนี้เพื่อสื่อถึงรากฐานวัฒนธรรมร้านกาแฟแบบยุโรปดั้งเดิม
สิ่งที่ทำให้ Blue Bottle Coffee แตกต่างจากร้านกาแฟทั่วไป คือคำมั่นสัญญาเรื่องความสดใหม่ บริษัทยึดหลักไม่ขายกาแฟที่คั่วเกิน 48 ชั่วโมง ให้ความสำคัญกับเมล็ดกาแฟคุณภาพสูง การคั่วแบบล็อตเล็ก และการชงอย่างพิถีพิถัน รวมถึง Pour Over ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีชงที่สร้างชื่อให้แบรนด์
จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ผู้บุกเบิกกระแส Third Wave Coffee ที่มองกาแฟเป็นงานฝีมือไม่ต่างจากไวน์ชั้นดี
Blue Bottle Coffee ค่อย ๆ ขยายสาขาจากร้านเดียวในตลาดนัด ไปสู่เครือข่ายคาเฟ่ในเขตอ่าวซานฟรานซิสโก ก่อนจะขยายออกไปยังเมืองใหญ่อื่น ๆ ทั่วสหรัฐฯ รวมถึงบุกประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกลายเป็นตลาดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก
กระทั่งถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่เกิดขึ้นในปี 2017 เมื่อ Nestlé ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ เข้ามาซื้อหุ้นใหญ่สัดส่วนประมาณ 68% ของ Blue Bottle Coffee ด้วยมูลค่า 425 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.4 หมื่นล้านบาท
ดีลนี้ทำให้ ทั้งบริษัท Blue Bottle Coffee ถูกประเมินมูลค่ากิจการไว้สูงกว่า 625 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.1 หมื่นล้านบาท
ตอนนั้น Blue Bottle ยังเป็นเครือข่ายร้านขนาดเล็ก แต่หลังจับมือกับ Nestlé จำนวนสาขาก็ขยายตัวเร็วขึ้นมาก ไปพร้อมกับการต่อยอดสินค้าประเภท Ready-to-Drink และกาแฟบรรจุถุงขายผ่านช่องทางค้าปลีก
ภายใต้ร่มเงาของ Nestlé บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจแบบกึ่งอิสระ รักษาเอกลักษณ์และวัฒนธรรมแบรนด์ไว้ได้ พร้อมขยายสาขาต่อเนื่องไปยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงจีน
อย่างไรก็ตาม ต้นปี 2026 Nestlé ตัดสินใจขายกิจการ Blue Bottle Coffee ส่วนของร้านกาแฟ ให้กับ Centurium Capital กองทุน Private Equity สัญชาติจีน ด้วยมูลค่าประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าที่ Nestlé เคยซื้อไว้..
แต่ Nestlé ยังคงถือสิทธิ์ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคบางส่วน รวมถึงแคปซูลกาแฟ Blue Bottle สำหรับเครื่อง Nespresso ไว้เอง ไม่ได้ขายส่วนนี้ไปด้วย
แล้ว Centurium Capital คือใคร ทำไมถึงสนใจซื้อ Blue Bottle Coffee ?
Centurium Capital ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดย David Li อดีตหัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Warburg Pincus กองทุน Private Equity ระดับโลก
ปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) มากกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 2.3 แสนล้านบาท กระจายอยู่ในพอร์ตกว่า 30 บริษัท เน้นลงทุนในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค สุขภาพ และเทคโนโลยี
จุดที่ทำให้ Centurium เป็นที่รู้จักมากที่สุด คือการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Luckin Coffee เชนกาแฟจากจีน ที่เคยเจอวิกฤติครั้งใหญ่จากคดีตกแต่งบัญชีในปี 2020 จนถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq
Centurium เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Luckin Coffee ตั้งแต่ต้นปี 2022 และใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Invest to Transform
คือเข้าไปปรับโครงสร้างการบริหาร ระบบควบคุมภายใน และเร่งขยายสาขาอย่างจริงจัง
ผลลัพธ์คือ Luckin Coffee เติบโตจากราว 4,500 สาขาในช่วงต้นปี 2021 ขึ้นมาเป็นมากกว่า 10,000 สาขาภายในกลางปี 2023 กลายเป็นเชนกาแฟที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในจีน แซงหน้า Starbucks ไปได้สำเร็จ พร้อมมูลค่าบริษัทที่ฟื้นตัวกลับมา
ปัจจุบัน Luckin Coffee มีมากกว่า 36,000 สาขาทั่วโลก
มีมูลค่าบริษัทประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.3 แสนล้านบาท
และปี 2025 มีรายได้กว่า 2.4 แสนล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1.8 หมื่นล้านบาท
ด้วยประวัติการพลิกฟื้นธุรกิจกาแฟแบบนี้ การที่ Centurium เข้าซื้อ Blue Bottle Coffee จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาว่า จะนำแนวทางแบบเดียวกันมาใช้ขยายสาขา Blue Bottle Coffee ไปทั่วโลกหรือไม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ Luckin Coffee เองก็แข็งแกร่งอยู่แล้ว
สำหรับ Blue Bottle Coffee ปี 2025 มีรายได้รวมราว 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,200 ล้านบาท
โดยตลาดสหรัฐฯ ทำรายได้ราว 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนภูมิภาคเอเชีย ทำได้ราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตอนนี้ Blue Bottle Coffee มีสาขารวมทั่วโลกมากกว่า 100 แห่ง
แบ่งเป็นสหรัฐฯ 82 สาขา, ญี่ปุ่น 34 สาขา, เกาหลีใต้ 24 สาขา, จีน 15 สาขา, ฮ่องกง 7 สาขา และสิงคโปร์ 2 สาขา
แม้ Centurium จะถือหุ้นทั้ง Luckin Coffee และ Blue Bottle Coffee แต่ทั้งสองแบรนด์ยังคงแยกการบริหารออกจากกันอย่างชัดเจน เพราะตำแหน่งทางการตลาดต่างกัน
โดยฝั่งหนึ่งคือ กาแฟแมสมาร์เก็ต ราคาประหยัด
ส่วนอีกฝั่งคือ กาแฟพรีเมียม สำหรับคอกาแฟที่พิถีพิถัน
เมื่อรู้จักเจ้าของคนใหม่ของ Blue Bottle Coffee กันแล้ว
ทีนี้ก็มารู้จักอีกตัวละครสำคัญ ซึ่งเป็นผู้ที่นำ Blue Bottle Coffee เข้ามาเปิดตัวในไทย
นั่นคือ Valiram Group กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าลักชัวรี จากมาเลเซีย
Valiram Group เป็นบริษัทค้าปลีกสินค้าลักชัวรี่และไลฟ์สไตล์ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1935 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เริ่มต้นจากธุรกิจค้าสิ่งทอ ก่อนขยับขยายมาสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายและพาร์ตเนอร์ของแบรนด์ระดับโลก
และเปิดร้านมัลติแบรนด์ Flying Emporium ที่สนามบิน KLIA ของมาเลเซีย ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ปัจจุบัน Valiram Group ยังคงเป็นธุรกิจครอบครัว บริหารโดยทายาทรุ่นที่ 3 ได้แก่ Sharan Valiram, Ashvin Valiram และ Mukesh Valiram
โดยมีเครือข่ายร้านค้ามากกว่า 600 สาขา กระจายอยู่ในหลายประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครอบคลุมแบรนด์ในพอร์ตมากกว่า 200 แบรนด์
ตั้งแต่แฟชั่นและรองเท้ากีฬาอย่าง Nike
ไปจนถึงความงามอย่าง Rituals แฟชั่นอย่าง Michael Kors และ Victoria's Secret
ไลฟ์สไตล์อย่าง Bath & Body Works
รวมถึงร้านกาแฟพรีเมียมอย่าง Bacha Coffee แบรนด์กาแฟหรูจากโมร็อกโก
ซึ่งการได้ Blue Bottle Coffee เข้ามาเสริมพอร์ต จึงเป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านกาแฟพรีเมียมของ Valiram Group ให้แข็งแรงขึ้นไปอีก
และการที่ Valiram Group เลือกนำ Blue Bottle Coffee เข้าไทย ในจังหวะที่เจ้าของบริษัทเพิ่งเปลี่ยนมือไปอยู่กับ Centurium Capital พอดี จึงเป็นก้าวสำคัญที่น่าติดตาม
เพราะเท่ากับ Valiram Group กำลังต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกแบรนด์หรูของตัวเอง เข้าสู่ตลาดร้านกาแฟพรีเมียมอย่างเต็มตัว หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วกับ Bacha Coffee
โดย Blue Bottle Coffee เตรียมเปิดสาขาแรกในประเทศไทย ที่ศูนย์การค้า Central Park ในวันที่ 21 ส.ค. นี้ นับเป็นการเข้ามาของแบรนด์กาแฟระดับพรีเมียมจากสหรัฐฯ ที่แฟนกาแฟชาวไทย รอคอยมานาน
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องเดินทางไปสัมผัส Blue Bottle Coffee ถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือสหรัฐฯ เท่านั้น
ซึ่งการเลือกไทยเป็นจุดหมาย หลังจากขยายสาขาไปแล้วในหลายประเทศทั่วเอเชีย ตอกย้ำว่าภูมิภาคนี้ คือหมุดหมายสำคัญของแบรนด์
เส้นทางของ Blue Bottle Coffee สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถันและปรัชญาที่ยึดมั่นในความสดใหม่ ก็ต้องเดินทางผ่านการเปลี่ยนมือเจ้าของถึง 2 ครั้งในรอบไม่ถึง 10 ปี
จากธุรกิจของนักดนตรีที่คั่วกาแฟขายเองในตลาดนัด สู่อ้อมอกยักษ์ใหญ่อาหารโลกอย่าง Nestlé และล่าสุดไปอยู่ในมือกลุ่มทุนจีน ที่มีสูตรสำเร็จเรื่องการขยายเชนกาแฟให้ใหญ่ระดับโลกมาแล้ว
ส่วนการที่แบรนด์นี้มาถึงไทยได้ ก็ต้องอาศัย Valiram Group ผู้เชี่ยวชาญด้านค้าปลีกแบรนด์หรูที่สั่งสมเครือข่ายและความสัมพันธ์กับแบรนด์ระดับโลกมาเกือบศตวรรษ
บางครั้งการที่แบรนด์หนึ่งจะเดินทางมาถึงร้านใกล้บ้านเราได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่คุณภาพของสินค้าเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องอาศัยจังหวะเวลาที่ลงตัว และพันธมิตรที่ใช่ ในการเปิดประตูให้ด้วยเช่นกัน..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon