
หุ้น Moderna พุ่ง +90% หลังวัคซีนรักษามะเร็งผิวหนัง ประสบความสำเร็จ ผ่านการทดลองทางคลินิกเฟสสุดท้าย
หุ้นของ Moderna และ Merck & Co. พุ่งขึ้นแรง หลังวัคซีนมะเร็งผิวหนังแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Cancer Vaccine) ที่ทั้งสองบริษัทพัฒนาร่วมกัน
สามารถลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) ได้สำเร็จ ในการทดลองทางคลินิกเฟสสุดท้ายขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยี mRNA
การทดลองนี้บรรลุเป้าหมายหลักคือ วัคซีนเมื่อใช้ร่วมกับ Keytruda ยาภูมิคุ้มกันบำบัดของ Merck สามารถลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งเมลาโนมาได้มากกว่าการใช้ Keytruda เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ยังบรรลุเป้าหมายรองที่สำคัญคือ ช่วยชะลอการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังส่วนอื่นของร่างกายอีกด้วย
การทดลองครั้งนี้ถือเป็นการทดลองเฟสสุดท้ายที่ให้ผลบวกครั้งแรกของวงการสำหรับยารักษามะเร็งที่ใช้เทคโนโลยี mRNA ซึ่งนับเป็นข่าวดีอย่างมากสำหรับทั้งสองบริษัท
ผลการทดลองดังกล่าวยังเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดจนถึงปัจจุบันว่า เทคโนโลยี mRNA ซึ่งทำให้ Moderna กลายเป็นบริษัทที่คนทั่วโลกรู้จักในช่วงการระบาดของโควิด-19 อาจสามารถสร้างการเติบโตครั้งใหม่ให้กับบริษัทได้
ส่วน Merck ซึ่งกำลังเผชิญกับการหมดสิทธิบัตรของ Keytruda ยาขายดีที่สุดของบริษัท ก็จะได้ตลาดใหม่ที่สำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต
หลังการประกาศผล ราคาหุ้น Moderna พุ่งขึ้นมากกว่า 90%
ขณะที่หุ้น Merck ปรับขึ้นเกือบ 9%
ขณะที่หุ้น Merck ปรับขึ้นเกือบ 9%
อย่างไรก็ตาม บริษัททั้งสองยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า วัคซีนช่วยเพิ่มระยะเวลา การรอดชีวิตโดยปราศจากการกลับมาเป็นซ้ำของโรค (Recurrence-free Survival) ได้มากเพียงใด ซึ่งหมายถึงระยะเวลาที่ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยที่มะเร็งยังไม่กลับมา
การทดลองยังคงดำเนินต่อไป เพื่อประเมินว่า ผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนจะมีอายุยืนยาวขึ้นหรือไม่
มะเร็งเมลาโนมา ถือเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดที่มีความรุนแรงมากที่สุด โดยในสหรัฐฯ มีผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ประมาณ 112,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตราว 8,500 คนต่อปี ตามข้อมูลจากสมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society)
บริษัททั้งสองระบุว่า จะหารือเกี่ยวกับการยื่นขออนุมัติวัคซีนกับหน่วยงานกำกับดูแล และจะนำเสนอข้อมูลการทดลองในการประชุมทางการแพทย์ที่กำลังจะมีขึ้น
ด้าน Stéphane Bancel ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Moderna ให้สัมภาษณ์ว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจได้รับการอนุมัติให้ใช้งานได้เร็วที่สุดในปี 2027 ขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาของหน่วยงานกำกับดูแล
Bancel กล่าวว่า “นี่ถือเป็นหมุดหมายที่ยิ่งใหญ่สำหรับวิทยาศาสตร์ด้าน mRNA”