
จับสัญญาณเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่น ร่วมเปิดมุมมองการลงทุนจากเวทีระดับโลก Thailand Focus 2026 : Reignite Thailand
Thailand Focus 2026 เวทีเสวนาด้านการลงทุนระดับนานาชาติ ที่สะท้อนความแข็งแกร่งและศักยภาพของตลาดทุน ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมกับพันธมิตร CLSA, DBS Vickers, Kiatnakin Phatra x BofA Securities และ UBS ได้เปิดฉากขึ้นอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของงาน Thailand Focus ภายใต้ธีม “Reignite Thailand” เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ปีนี้ Thailand Focus ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเสวนา แต่คือ 'จุดนัดพบยุทธศาสตร์' ที่ดึงดูดสายตาผู้ลงทุนสถาบันระดับบิ๊กจากทั่วโลกกว่า 220 ราย จาก 74 สถาบันชั้นนำ ปรากฏการณ์ที่น่าจับตาคือ การตบเท้าเข้าร่วมงานเป็นครั้งแรกของกลุ่มทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และอิสราเอล ซึ่งตอกย้ำชัดเจนว่า เรดาร์การลงทุนระดับโลกกำลังเปิดรับและมองเห็นศักยภาพใหม่ ๆ ของตลาดทุนไทย

มากไปกว่านั้น พื้นที่แห่งนี้คือเวทีเจรจาธุรกิจของจริง งานนี้เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้ประชันวิสัยทัศน์กับผู้บริหารระดับสูงจาก 77 บริษัทจดทะเบียนชั้นนำของไทย (ครอบคลุมทั้ง SET และ mai) ที่กุมมูลค่ามาร์เก็ตแคปมหาศาลกว่า 16 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นฟันเฟืองใหญ่ถึง 80% ของตลาดทุนไทย พร้อมเจาะลึก 15 บจ. ดาวรุ่งจากโครงการ JUMP+ ที่เตรียมโชว์ศักยภาพการเติบโต และเพื่อตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการลงทุนระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง ปีนี้ยังได้ดึง 7 บริษัทจดทะเบียนชั้นนำจากตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มาร่วมนำเสนอข้อมูลและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไปพร้อมกัน
ความร้อนแรงของงานสะท้อนผ่านสถิติการจับคู่ประชุม (Business Matching) ทั้งแบบ One-on-One และ Group Meeting ที่ทะลุถึง 1,552 ครั้ง นี่จึงไม่ใช่แค่การอัปเดตเทรนด์ แต่คือการเปลี่ยน 'วิสัยทัศน์' ให้กลายเป็น 'เม็ดเงินลงทุนจริง' พร้อมปูทางสร้างพันธมิตรระยะยาวที่จะยกระดับขีดความสามารถของตลาดทุนไทยและอาเซียนบนเวทีสากล"
ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายจาก 3 คลื่นความเปลี่ยนแปลงใหญ่ (Mega Shifts) คือ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ (Geo-economic Tensions), การก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI Digital และการ Transition ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยกำลังปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยน "ข้อจำกัด" ให้กลายเป็น "ความสามารถเชิงแข่งขัน"
สรุป Highlights สำคัญจากงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand
งาน Thailand Focus ปีนี้มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจบ้าง ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
งาน Thailand Focus ปีนี้มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจบ้าง ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
สารจากภาครัฐและตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงาน Thailand Focus 2026 โดยเน้นย้ำถึงพัฒนาการอันโดดเด่นของตลาดทุนไทยในรอบปีที่ผ่านมา สะท้อนผ่านดัชนี SET ที่ฟื้นตัวจากระดับ 1,200 จุด ขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 1,600 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่กลับมาคึกคักเกิน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมแรงส่งจากกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flows) ที่พลิกกลับมาเป็นบวก การเสร็จสิ้นการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ กลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นและเร่งรัดการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลจริง

ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ได้แสดงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยผ่านกรอบ "3 Horizons" ได้แก่:
1. Stabilize Today: เร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อรักษาเสถียรภาพ เศรษฐกิจระยะสั้น
2. Transition Now: เร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในโลกที่แบ่งขั้ว
3. Invest for Tomorrow: ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัล, ยานยนต์แห่งอนาคต, สุขภาพ, อาหารมูลค่าสูง และการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันร่างกฎหมายใหม่เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล (Governance) ความโปร่งใส และเพิ่มกลไกคุ้มครองนักลงทุน (Efficient Market Mechanism) โดยตอกย้ำว่าประเทศไทยมีฐานกายภาพและวินัยทางการคลังที่แข็งแกร่ง ด้วยหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ต่ำกว่า 70% และสำรองเงินทุนระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง
สำหรับเวทีเสวนาที่จัดขึ้นในงาน Thailand Focus 2026 มีประเด็นน่าสนใจดังต่อไปนี้

เวทีเสวนาที่ 1: Rebooting Thailand’s Future: Digital, Data and the Next Growth Catalysts เป็นการพูดคุยในประเด็นการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมพูดคุย ได้แก่
• นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหาร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
• นายสรุจ ทิพเสนา Country Manager ประจำประเทศไทย Google Cloud
• ภาพรวมประเทศไทย: ประเทศไทยมีความก้าวหน้าเชิงโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายความเร็วสูงที่โดดเด่นเปรียบเสมือน “ทางหลวงดิจิทัล” จนสามารถดึงดูดผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ระดับโลก (Hyperscalers) ได้สำเร็จ แต่ดัชนีขีดความสามารถการแข่งขันทางดิจิทัล ของ IMD (International Institute for Management Development) ไทยยังอยู่ในอันดับที่ 37 จาก 70 ประเทศ และอยู่ในอันดับ 29 ในด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากยังขาดการขับเคลื่อนด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูล และขาดเม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยี AI อย่างจริงจัง
• ความท้าทายด้านกำลังคน: แม้กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต จะติดอันดับเมืองยอดนิยมอันดับต้นๆ ของโลกสำหรับ Digital Nomads แต่ไทยยังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้าน Deep Tech และ AI อย่างหนัก
• ยุทธศาสตร์ Thai LLM: ประเทศไทยกำลังสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี (Technology Sovereignty) ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน และค่ายโทรคมนาคม ในการพัฒนา Large Language Model (LLM) ภาษาไทยเพื่อใช้งานในภาครัฐและเอกชน
• 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้ AI เพิ่ม Productivity: การเงินการธนาคาร, ภาคการผลิต, โลจิสติกส์, ค้าปลีก, และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy)
• นายสรุจ ทิพเสนา Country Manager ประจำประเทศไทย Google Cloud
• ภาพรวมประเทศไทย: ประเทศไทยมีความก้าวหน้าเชิงโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายความเร็วสูงที่โดดเด่นเปรียบเสมือน “ทางหลวงดิจิทัล” จนสามารถดึงดูดผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ระดับโลก (Hyperscalers) ได้สำเร็จ แต่ดัชนีขีดความสามารถการแข่งขันทางดิจิทัล ของ IMD (International Institute for Management Development) ไทยยังอยู่ในอันดับที่ 37 จาก 70 ประเทศ และอยู่ในอันดับ 29 ในด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากยังขาดการขับเคลื่อนด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูล และขาดเม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยี AI อย่างจริงจัง
• ความท้าทายด้านกำลังคน: แม้กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต จะติดอันดับเมืองยอดนิยมอันดับต้นๆ ของโลกสำหรับ Digital Nomads แต่ไทยยังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้าน Deep Tech และ AI อย่างหนัก
• ยุทธศาสตร์ Thai LLM: ประเทศไทยกำลังสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี (Technology Sovereignty) ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน และค่ายโทรคมนาคม ในการพัฒนา Large Language Model (LLM) ภาษาไทยเพื่อใช้งานในภาครัฐและเอกชน
• 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้ AI เพิ่ม Productivity: การเงินการธนาคาร, ภาคการผลิต, โลจิสติกส์, ค้าปลีก, และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy)

เวทีเสวนาที่ 2: Competing for the Future: How Thailand Can Win the Next Wave of High-Value Investment เวทีเสวนาว่าด้วยการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนยุคใหม่ ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและบรรษัทข้ามชาติ เช่น Infineon Technologies Lumentum และ BOI ได้ร่วมวิเคราะห์โอกาสของไทยในการเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง มีผู้เชี่ยวชาญร่วมเสวนา คือ
• นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน - BOI
• Mr. Wei Khoe Lim, Senior Vice President and Managing Director, Infineon Technologies Thailand
• ดร. ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโส และ Chief of Staff บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
• ยอดขอส่งเสริมการลงทุนเติบโตโดดเด่น: ยอดคำขอ BOI และ FDI เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย FDI เพิ่มขึ้นถึง 37% สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการย้ายฐานการผลิต (Supply Chain Relocation)
• จากฐานการผลิตสู่ Regional Hub: บริษัทระดับโลกอย่าง Infineon กำลังปักหมุดให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการทดสอบและบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ (Backend Hub) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของบริษัท ในขณะที่ Lumentum ผู้นำด้านเทคโนโลยีออปติกก็ทำรายได้ไตรมาสล่าสุดเติบโตทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีไทยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ
• ความท้าทายของไทย: การจะชนะในคลื่นการลงทุนรอบใหม่ ไทยต้องไม่เป็นเพียง "ผู้รับจ้างผลิต" แต่ต้องเร่งสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการ Thai SMEs และเร่งพัฒนาแรงงานทักษะสูงเพื่อรองรับ Advanced Technology
• Mr. Wei Khoe Lim, Senior Vice President and Managing Director, Infineon Technologies Thailand
• ดร. ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโส และ Chief of Staff บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
• ยอดขอส่งเสริมการลงทุนเติบโตโดดเด่น: ยอดคำขอ BOI และ FDI เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย FDI เพิ่มขึ้นถึง 37% สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการย้ายฐานการผลิต (Supply Chain Relocation)
• จากฐานการผลิตสู่ Regional Hub: บริษัทระดับโลกอย่าง Infineon กำลังปักหมุดให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการทดสอบและบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ (Backend Hub) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของบริษัท ในขณะที่ Lumentum ผู้นำด้านเทคโนโลยีออปติกก็ทำรายได้ไตรมาสล่าสุดเติบโตทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีไทยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ
• ความท้าทายของไทย: การจะชนะในคลื่นการลงทุนรอบใหม่ ไทยต้องไม่เป็นเพียง "ผู้รับจ้างผลิต" แต่ต้องเร่งสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการ Thai SMEs และเร่งพัฒนาแรงงานทักษะสูงเพื่อรองรับ Advanced Technology

เวทีเสวนาที่ 3: Energy Transition: From Cost Pressure to Competitive Advantage พลังงานถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นจุดเปราะบางที่สุดจุดหนึ่งของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากที่ผ่านมาไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง เมื่อราคาพลังงานโลกผันผวน จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและดุลบัญชีเดินสะพัด เวทีนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย คือ
• นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
• Dr. Harald Link, Chairman of the Board, B.Grimm Power
• Mr. Yaniv Ghitis, Chief Commercial and Investment Officer, Digital Edge DC
• Dr. Harald Link, Chairman of the Board, B.Grimm Power
• Mr. Yaniv Ghitis, Chief Commercial and Investment Officer, Digital Edge DC
• เปลี่ยนวิกฤตเป็นจุดขาย: การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy Transition) ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากภายนอก แต่ยังกลายเป็น "จุดแข็งใหม่" ในการดึงดูดการลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และโรงงานไฮเทคที่ต้องการพลังงานหมุนเวียน
• นโยบายพลังงานและการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน: รัฐบาลไทยเปิดทางแข่งขันพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA ปรับปรุงแผน PDP (2025–2050) มุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ด้วยพลังงานหมุนเวียนอย่างน้อย 60% พร้อมเตรียมงบ 2 แสนล้านบาทหนุน Net Billing และปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า ทั้งยังยกเลิกโควตาพลังงานสะอาด 2,000 MW เพื่อขยายให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดเข้าถึงได้ โดยกำหนดให้ผู้ลงทุน Data Center รับผิดชอบต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อภาคประชาชน
• มุมมองนักลงทุนและการเติบโตของ Data Center & AI: ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ (Digital Edge DC) ยืนยันว่าการตั้ง Data Center เป็นการลงทุนระยะยาว 20–30 ปี และขานรับนโยบายสนับสนุนจาก BOI โดยโครงการขนาดใหญ่ในชลบุรีและระยองจะช่วยยกระดับ SMEs และสร้างงานในไทย นอกจากนี้ Data Center ยุคใหม่มีระบบจัดการน้ำที่หลากหลาย และไม่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำของชุมชน
• การยกระดับบุคลากรและซัพพลายเชนในประเทศ: บี.กริม เพาเวอร์ และผู้แทนภาคเอกชนเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนากำลังคนผ่านการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับอุตสาหกรรม ชูจุดแข็งบุคลากรไทยที่มีทักษะระดับสากล พร้อมเสนอให้สนับสนุนอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศ และจัดตั้งสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน
• นโยบายพลังงานและการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน: รัฐบาลไทยเปิดทางแข่งขันพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA ปรับปรุงแผน PDP (2025–2050) มุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ด้วยพลังงานหมุนเวียนอย่างน้อย 60% พร้อมเตรียมงบ 2 แสนล้านบาทหนุน Net Billing และปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า ทั้งยังยกเลิกโควตาพลังงานสะอาด 2,000 MW เพื่อขยายให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดเข้าถึงได้ โดยกำหนดให้ผู้ลงทุน Data Center รับผิดชอบต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อภาคประชาชน
• มุมมองนักลงทุนและการเติบโตของ Data Center & AI: ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ (Digital Edge DC) ยืนยันว่าการตั้ง Data Center เป็นการลงทุนระยะยาว 20–30 ปี และขานรับนโยบายสนับสนุนจาก BOI โดยโครงการขนาดใหญ่ในชลบุรีและระยองจะช่วยยกระดับ SMEs และสร้างงานในไทย นอกจากนี้ Data Center ยุคใหม่มีระบบจัดการน้ำที่หลากหลาย และไม่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำของชุมชน
• การยกระดับบุคลากรและซัพพลายเชนในประเทศ: บี.กริม เพาเวอร์ และผู้แทนภาคเอกชนเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนากำลังคนผ่านการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับอุตสาหกรรม ชูจุดแข็งบุคลากรไทยที่มีทักษะระดับสากล พร้อมเสนอให้สนับสนุนอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศ และจัดตั้งสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน

เวทีเสวนาที่ 4: Thailand’s Macro Resilience — Fiscal Strength, Debt Sustainability & Sovereign Confidence เวทีนี้เป็นการพูดคุยในประเด็น ความแข็งแกร่งทางมหภาคของไทย ความมั่นคงทางการคลัง ความยั่งยืนของหนี้ และความเชื่อมั่นในตราสารหนี้ภาครัฐ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมการเสวนาคือ
• ดร. สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง
• Mr. Gene Fang, Associate Managing Director, Moody's Ratings
• Mr. Gene Fang, Associate Managing Director, Moody's Ratings
• เป้าหมายเศรษฐกิจไทย: ดร.สันติธาร เสถียรไทย ระบุว่าไทยต้องเร่งดัน GDP ให้เติบโตเกิน 3% ต่อปี ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการคลัง แต่ประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากสังคมสูงวัยซึ่งฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจลงราว 1% ต่อปี
• ดันการลงทุนภาคเอกชน: รัฐบาลเตรียมผลักดันสัดส่วนการลงทุนรวมให้เพิ่มเป็น 30% ของ GDP จากปัจจุบัน 23-24% การลงทุนส่วนใหญ่ 75% ต้องพึ่งพาภาคเอกชนเป็นหลัก รัฐจึงมุ่งสร้างแรงจูงใจและบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์แห่งอนาคต การแพทย์ ฯลฯ ซึ่งสัญญาณการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวถึง 13% สูงสุดในรอบ 13 ปี
• การนำเข้าเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม: ไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ จึงต้องนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จำนวนมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดกดดันในระยะสั้น แต่มองว่าเป็นสัญญาณที่ดีเพราะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการขาดดุลด้านพลังงาน จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
• มุมมองจาก Moody's Ratings: ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยกลับมามีเสถียรภาพ ที่ระดับ Baa สะท้อนจุดแข็งด้านความสามารถในการชำระหนี้ที่มีสัดส่วนภาระดอกเบื้ยจ่ายต่อรายได้รัฐบาลเพียง 5.5% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการรับมือกับปัจจัยภายนอก แต่ชี้ว่าการเติบโตของ GDP ในระยะยาว ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของไทย
• ดันการลงทุนภาคเอกชน: รัฐบาลเตรียมผลักดันสัดส่วนการลงทุนรวมให้เพิ่มเป็น 30% ของ GDP จากปัจจุบัน 23-24% การลงทุนส่วนใหญ่ 75% ต้องพึ่งพาภาคเอกชนเป็นหลัก รัฐจึงมุ่งสร้างแรงจูงใจและบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์แห่งอนาคต การแพทย์ ฯลฯ ซึ่งสัญญาณการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวถึง 13% สูงสุดในรอบ 13 ปี
• การนำเข้าเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม: ไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ จึงต้องนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จำนวนมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดกดดันในระยะสั้น แต่มองว่าเป็นสัญญาณที่ดีเพราะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการขาดดุลด้านพลังงาน จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
• มุมมองจาก Moody's Ratings: ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยกลับมามีเสถียรภาพ ที่ระดับ Baa สะท้อนจุดแข็งด้านความสามารถในการชำระหนี้ที่มีสัดส่วนภาระดอกเบื้ยจ่ายต่อรายได้รัฐบาลเพียง 5.5% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการรับมือกับปัจจัยภายนอก แต่ชี้ว่าการเติบโตของ GDP ในระยะยาว ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของไทย

เวทีเสวนาที่ 5: Geopolitics to Profit: Which Thai Sectors Will Win from Global Realignment? พลิกความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์สู่โอกาสเศรษฐกิจไทย อุตสาหกรรมใดจะสามารถคว้าโอกาสจากระเบียบโลกใหม่ ร่วมเสวนาโดย
• นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
• ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
• Mr. Aloke Lohia, Group CEO, Indorama Ventures
• นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
• ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
• Mr. Aloke Lohia, Group CEO, Indorama Ventures
• นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
• โอกาสจากภูมิรัฐศาสตร์และการหลั่งไหลของเงินลงทุนใหม่ ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก นโยบายวางตัวเป็นกลางช่วยให้ไทยและอาเซียนได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตในระยะยาว เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (BOI) พุ่งสูงในหลายอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น Data Center, AI เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และเซมิคอนดักเตอร์
• การขับเคลื่อนของภาครัฐและการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย ภาครัฐเร่งขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ปรับกฎหมาย ขยาย FTA และพัฒนาแรงงาน เพื่อเป็นศูนย์กลางภูมิภาคใน 5-10 ปี ขณะที่ภาคเอกชนต้องยกระดับจากการเป็นเพียงศูนย์ประกอบชิ้นส่วนไปสู่เจ้าของห่วงโซ่อุปทานขั้นลึก นำ AI และหุ่นยนต์มาใช้ลดต้นทุน พร้อมเร่งขยายสเกลเพื่อรับมือสินค้าราคาถูกจากจีน
• จุดแข็งและการยกระดับสู่ศูนย์กลางบริหารจัดการระดับสากล ไทยมีจุดแข็งจากอุตสาหกรรมเกษตร-อาหาร คลัสเตอร์ปิโตรเคมี การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตลาดทุนแข็งแกร่งรองรับกลุ่ม CLMV และการขนส่งทางอากาศที่ยืดหยุ่น ช่วยหนุนให้กรุงเทพฯ ก้าวเป็นฐานบัญชาการ (Command Center) ด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการท่องเที่ยวระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• การขับเคลื่อนของภาครัฐและการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย ภาครัฐเร่งขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ปรับกฎหมาย ขยาย FTA และพัฒนาแรงงาน เพื่อเป็นศูนย์กลางภูมิภาคใน 5-10 ปี ขณะที่ภาคเอกชนต้องยกระดับจากการเป็นเพียงศูนย์ประกอบชิ้นส่วนไปสู่เจ้าของห่วงโซ่อุปทานขั้นลึก นำ AI และหุ่นยนต์มาใช้ลดต้นทุน พร้อมเร่งขยายสเกลเพื่อรับมือสินค้าราคาถูกจากจีน
• จุดแข็งและการยกระดับสู่ศูนย์กลางบริหารจัดการระดับสากล ไทยมีจุดแข็งจากอุตสาหกรรมเกษตร-อาหาร คลัสเตอร์ปิโตรเคมี การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตลาดทุนแข็งแกร่งรองรับกลุ่ม CLMV และการขนส่งทางอากาศที่ยืดหยุ่น ช่วยหนุนให้กรุงเทพฯ ก้าวเป็นฐานบัญชาการ (Command Center) ด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการท่องเที่ยวระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปภาพรวม
เวที Thailand Focus 2026 ได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แม้ประเทศไทยจะยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งสังคมสูงวัย ความผันผวนด้านพลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่ประเทศไทยก็ยังมีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและคมนาคมที่พร้อม
หัวใจสำคัญหลังจากนี้ ไม่ใช่เพียงการ "ดึงดูดเงินทุน" เข้าประเทศเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนเงินทุนให้กลายเป็น "ศักยภาพและความสามารถใหม่" ของคนไทยและธุรกิจไทย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ตามเป้าหมาย "Reignite Thailand" อย่างแท้จริง
สำหรับใครที่สนใจประเด็นไหนเป็นพิเศษ หรือต้องการรับชมย้อนหลัง
ติดตามได้ที่ https://www.set.or.th/en/thailandfocus/2026/summary และ Facebook & Youtube : SET Thailand