อดีตวิศวกร Huawei ทิ้งรายได้ปีละ 10 ล้านบาท มาสร้างบริษัท ที่ส่งมอบฮิวแมนอยด์ได้มากสุดในโลก

อดีตวิศวกร Huawei ทิ้งรายได้ปีละ 10 ล้านบาท มาสร้างบริษัท ที่ส่งมอบฮิวแมนอยด์ได้มากสุดในโลก

อดีตวิศวกร Huawei ทิ้งรายได้ปีละ 10 ล้านบาท มาสร้างบริษัท ที่ส่งมอบฮิวแมนอยด์ได้มากสุดในโลก /โดย ลงทุนแมน
ในปัจจุบัน หากพูดถึงผู้นำในอุตสาหกรรมฮิวแมนอยด์ คงหนีไม่พ้น ประเทศจีน ที่ครองส่วนแบ่งตลาดการซื้อขายเกือบทั้งหมดของโลกเลยก็ว่าได้
ซึ่งไม่นานมานี้ หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการฮิวแมนอยด์จีนอย่าง Unitree เพิ่งจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นไป โดยในวันแรก ราคาพุ่งขึ้นกว่า 500%
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้มีอีกบริษัทชื่อว่า “AgiBot”
ได้เร่งเครื่องขึ้นมาจนแซงหน้าไปแล้วในแง่ของจำนวนหุ่นยนต์ที่ส่งมอบ
ที่น่าสนใจคือ บริษัทนี้เพิ่งก่อตั้งเพียง 3 ปี แต่กลับเติบโตอย่างรวดเร็วจนมีรายได้ระดับ 5,000 ล้านบาทแล้ว

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ AgiBot ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
AgiBot เป็นบริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ จากประเทศจีน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2023
หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งคือ คุณ Peng Zhihui นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังบนโลกโซเชียลมาก่อน จากการทำคอนเทนต์เกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์อัตโนมัติต่าง ๆ
ทำให้ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการ Genius Youth ไปทำงานเป็นวิศวกรที่บริษัท Huawei
แต่ต่อมา เขาตัดสินใจทิ้งรายได้ 10 ล้านบาทต่อปี เพื่อออกมาร่วมสร้างธุรกิจ AgiBot ในวัย 30 ปี เพราะมีความหลงใหลในเรื่องหุ่นยนต์เป็นอย่างมาก

ซึ่งเป้าหมายของ AgiBot คือ ต้องการสร้างฮิวแมนอยด์ที่มีพลังประมวลผล AI สามารถรับรู้และตัดสินใจทำงานแทนมนุษย์ได้
แต่ในขณะนั้น ฮิวแมนอยด์ยังไม่มีตลาดที่ชัดเจนนัก บริษัทจึงอาศัยกลยุทธ์ความเร็วในการพัฒนาและวางขายผลิตภัณฑ์ เพื่อยึดครองพื้นที่ก่อน
โดยเพียง 6 เดือนหลังก่อตั้งบริษัท AgiBot ได้เปิดตัวหุ่นยนต์รุ่นแรก และต่อมาในปี 2024 ก็ตั้งโรงงานผลิตของตัวเองที่เมืองเซี่ยงไฮ้
อีกทั้งบริษัทต้องการเจาะตลาดให้ได้ทุกกลุ่ม จึงสร้างหุ่นยนต์ในหลากหลายรุ่น ต่างจากผู้เล่นรายอื่นที่มักโฟกัสการใช้งานเฉพาะทางไปเลย
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฮิวแมนอยด์ของ AgiBot
- หุ่นยนต์ซีรีส์ A2 เป็นสินค้าเรือธงที่เน้นการให้บริการเชิงพาณิชย์ เช่น พนักงานต้อนรับ ไกด์ทัวร์ หรือแนะนำสินค้า
- หุ่นยนต์ซีรีส์ A3 ที่ชูจุดเด่นในการเคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่น จึงเหมาะใช้กับงานแสดงหรือถ่ายทำภาพยนตร์
- หุ่นยนต์ซีรีส์ Genie ที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยทนต่อสภาพอากาศ และทำงานที่ละเอียดอ่อนได้ดี
อีกปัจจัยสำคัญคือ บริษัทมีการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลชื่อว่า AIDEA Giga Data Factory เพื่อใช้ฝึกฝนหุ่นยนต์
ส่งผลให้ บริษัทจะได้รับข้อมูลจากทั้งการใช้งานจริงและการฝึกฝน มาปรับปรุงพัฒนาโมเดล AI และตัวหุ่นยนต์ ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
ด้วยเหตุนี้ AgiBot จึงอยู่ในซัปพลายเชนทั้งระบบ และมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถสร้างนวัตกรรม หรือเกิดเป็น Economies of Scale ได้ง่าย
ซึ่งจากรายงานของบริษัทวิจัย Smart Analytics Global พบว่า ยอดขายของ AgiBot กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ปี 2023-2024 มียอดส่งมอบประมาณ 1,000 ตัว
ปี 2025 มียอดส่งมอบประมาณ 4,000 ตัว
ขณะที่ในเดือนมกราคม-มิถุนายน ปี 2026
มียอดส่งมอบประมาณ 8,400 ตัว
เพิ่มขึ้น 562% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า
ซึ่งแซงหน้าเจ้าตลาดเดิมอย่าง Unitree ที่มียอดส่งมอบประมาณ 5,900 ตัว
โดยส่วนแบ่งตลาดโลกในแง่ของจำนวนหุ่นยนต์ที่ส่งมอบ ณ ครึ่งแรกของปี 2026
- AgiBot จากประเทศจีน 44%
- Unitree จากประเทศจีน 31%
- Galbot จากประเทศจีน 5%
- UBTECH จากประเทศจีน 4%
- รายอื่น ๆ 16%
ทั้งนี้ ผู้เล่นจากประเทศจีน ครองส่วนแบ่งการขายกว่า 97% และส่วนแบ่งการซื้อกว่า 85% ของทั้งโลก
เนื่องจากรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ทำให้ AgiBot และบริษัทต่าง ๆ ได้รับประโยชน์จากการที่ฮิวแมนอยด์ถูกนำมาใช้ในโรงงานกันเป็นจำนวนมาก
มาลองดูผลประกอบการของ AgiBot ในช่วงที่ผ่านมา
ปี 2023 รายได้ 1.5 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 290 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 5,100 ล้านบาท
และในอนาคต บริษัทได้ตั้งเป้าหมาย
ปี 2027 รายได้ 48,000 ล้านบาท
ปี 2030 รายได้ 480,000 ล้านบาท..
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า AgiBot มีแหล่งเงินทุนจากไหนมาพัฒนาเทคโนโลยีและโรงงานใหญ่ขนาดนี้ ?
ก็ต้องบอกว่า มีนักลงทุนสถาบันหลายรายที่เชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจและผู้ร่วมก่อตั้งอย่างคุณ Peng Zhihui
จึงตัดสินใจเข้ามาลงทุนในบริษัท เช่น กองทุน Sequoia China, BYD, Tencent, JD.com และ SAIC เป็นต้น
โดยเมื่อสิ้นปี 2025 บริษัทถูกประเมินมูลค่าธุรกิจเอาไว้อยู่ที่ประมาณ 73,000 ล้านบาท
และล่าสุด AgiBot ได้ยื่นจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหุ้นฮ่องกงในเร็ว ๆ นี้ เพื่อระดมเงินทุนมาขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า มูลค่าบริษัทอาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 170,000-200,000 ล้านบาท
เรื่องราวของ AgiBot จึงเป็นมากกว่าแค่บริษัทจีนที่สร้างหุ่นยนต์เก่งเท่านั้น แต่เป็นตัวอย่างของการสร้างบริษัท ในตลาดที่ยังไม่มีผู้ชนะ
เพราะช่วงแรกที่ยังไม่มีผู้ใช้งานมากนัก บริษัทอาจต้องกล้าเสี่ยงลงทุนในด้านต่าง ๆ ของ Value Chain ไว้ก่อน
ซึ่งเมื่อโอกาสมาถึง มันจะเป็นข้อได้เปรียบมหาศาลในการสเกลธุรกิจให้เติบโตได้เร็วกว่าเจ้าอื่น
และหากวันหนึ่ง หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์มีราคาถูกลง เก่งขึ้น และทำงานได้แทบทุกอย่างเหมือนมนุษย์
คำถามสำคัญในวันนั้น อาจไม่ใช่ว่า หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่มนุษย์หรือไม่
แต่อาจเป็นว่า บริษัทไหนจะสามารถสร้างกองทัพแรงงานหุ่นยนต์ได้มากที่สุด
ซึ่งคนที่เตรียมทั้งเทคโนโลยี ข้อมูล โรงงาน และระบบนิเวศ ไว้พร้อมที่สุด อาจเป็นคนที่ได้ครองตลาดในท้ายที่สุด
และ AgiBot กำลังเดิมพันว่า คนคนนั้น จะเป็นพวกเขาเอง

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon