
Planet Fitness มีสมาชิก 20 ล้านคน แต่ครึ่งหนึ่งแทบไม่เคยเข้ายิม
Planet Fitness มีสมาชิก 20 ล้านคน แต่ครึ่งหนึ่งแทบไม่เคยเข้ายิม /โดย ลงทุนแมน
เคยเป็นไหม สมัครสมาชิกฟิตเนสทิ้งไว้ แต่กลับแทบไม่ได้ไปใช้เลย
แล้วพอคิดจะยกเลิก ก็มักจะมีความคิดผุดขึ้นมาว่า เก็บไว้ก่อนก็ได้ เพราะเดี๋ยวเราก็คงไปใช้บ้าง แถมราคาก็ไม่ได้แพงมากจนรู้สึกเสียดาย
ที่น่าสนใจก็คือ พฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดขึ้นกับคนนับสิบล้านคนทั่วสหรัฐฯ ที่เป็นสมาชิกของ Planet Fitness เชนฟิตเนสที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดในประเทศ
Planet Fitness มีสมาชิกมากถึง 21.5 ล้านคน
แต่รู้หรือไม่ว่า ในจำนวนนี้ มีมากถึงครึ่งหนึ่ง ที่แทบไม่เคยเหยียบเข้าไปในยิมเลย
แล้วธุรกิจที่ลูกค้าครึ่งหนึ่งไม่เคยมาใช้บริการแบบนี้ อยู่รอด แถมยังเติบโตต่อเนื่องได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แต่รู้หรือไม่ว่า ในจำนวนนี้ มีมากถึงครึ่งหนึ่ง ที่แทบไม่เคยเหยียบเข้าไปในยิมเลย
แล้วธุรกิจที่ลูกค้าครึ่งหนึ่งไม่เคยมาใช้บริการแบบนี้ อยู่รอด แถมยังเติบโตต่อเนื่องได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ปกติแล้วธุรกิจทั่วไป ย่อมอยากให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมาก ๆ เพราะนั่นหมายถึงยอดขายและรายได้ที่เติบโตขึ้น
แต่ก็มีบางธุรกิจ ที่อาจไม่ได้แคร์สักเท่าไร ว่าลูกค้าจะมาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน
ตัวอย่างเช่น Planet Fitness เชนฟิตเนสยักษ์ใหญ่ มูลค่าแสนล้านบาทของสหรัฐฯ
Planet Fitness นั้น มีฐานลูกค้าเป็นกลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย
โดยมีค่าสมาชิกเริ่มต้นเพียงเดือนละ 15 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 500 บาท ซึ่งต่ำกว่าฟิตเนสทั่วไปในตลาด ถึง 4-5 เท่า
ด้วยค่าสมาชิกที่ถูกมาก ทำให้ Planet Fitness มีสมาชิกมากถึง 21.5 ล้านคน กลายเป็นเชนฟิตเนสที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดในสหรัฐฯ
ขณะที่มีจำนวนสาขาทั้งหมด 2,909 สาขา หรือสรุปง่าย ๆ ว่า Planet Fitness 1 สาขา จะมีสมาชิกมากถึง 7,390 คน
แต่รู้หรือไม่ว่า ภายใต้จำนวนสมาชิกมหาศาลนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจซ่อนอยู่..
หากเราลองไปดูพื้นที่ของ Planet Fitness จะพบว่า
พื้นที่แต่ละสาขา สามารถรองรับคนได้พร้อมกันเต็มที่ ประมาณ 300 คนเท่านั้น
พื้นที่แต่ละสาขา สามารถรองรับคนได้พร้อมกันเต็มที่ ประมาณ 300 คนเท่านั้น
ตัวเลขนี้ชัดเจนว่า จำนวนสมาชิกที่แต่ละสาขาเปิดรับ ไม่ได้สอดคล้องกับความสามารถในการให้บริการ
คิดง่าย ๆ แค่ 1 ใน 10 ของฐานสมาชิก มาใช้บริการพร้อมกัน ก็มากกว่าที่สาขาจะรองรับได้ถึง 2 เท่า
ฟิตเนสแต่ละสาขา คงไม่มีแม้แต่พื้นที่ให้ยืน และเครื่องเล่นที่มี ก็จะไม่เพียงพออย่างแน่นอน
ซึ่ง Planet Fitness รู้ดีว่า เหตุการณ์นั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น..
เพราะอย่างที่บอกไปว่า Planet Fitness มีฐานสมาชิกเป็นผู้เริ่มต้นออกกำลังกาย ซึ่งคนกลุ่มนี้ มักจะยังไม่เคร่งครัดเรื่องวินัยการออกกำลังกายมากนัก
บวกกับค่าสมาชิกที่ถูกมาก ซึ่งได้กลายเป็นจุดคุ้มทุนทางจิตวิทยา เพราะราคาถูกแบบนี้ คนทั่วไปตัดสินใจสมัครได้เลย โดยไม่ต้องคิดเยอะ
และเมื่อถึงเวลาที่ไม่ได้ไปใช้งาน มันก็ยังเป็นตัวเลขที่ทำให้รู้สึกว่า จ่ายทิ้งไว้ก็ไม่เป็นไร เพราะราคามันไม่ได้แพงขนาดนั้น
โดยเคยมีการสำรวจพบว่า สมาชิกประมาณครึ่งหนึ่งของ Planet Fitness นั้น แทบไม่เคยเหยียบเข้าไปในยิมเลย
ที่น่าสนใจก็คือ พฤติกรรมจ่ายแล้วทิ้ง ก็เกิดขึ้นกับอีกหลากหลายบริการ แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายแห่ง ก็ได้ประโยชน์จากพฤติกรรมนี้อยู่ทุกวัน
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ก็คือ Netflix
หลายคนตัดสินใจสมัครสมาชิก Netflix เพียงเพราะอยากดูซีรีส์แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
แต่เมื่อซีรีส์เรื่องนั้นจบลง แทนที่จะยกเลิกสมาชิก
เรากลับยังปล่อยให้ Netflix ตัดเงินผ่านบัตรเครดิตเราไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน
เรากลับยังปล่อยให้ Netflix ตัดเงินผ่านบัตรเครดิตเราไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน
เงินค่าสมาชิกเพียงหลักร้อยบาทต่อเดือน ก็ดูเป็นตัวเลขที่ไม่ได้กระทบกับกระเป๋าสตางค์ของเรามากนัก
แต่ถ้านำมาคูณกับจำนวนผู้ใช้งานของ Netflix ที่มีอยู่หลายร้อยล้านคนทั่วโลก มันก็จะกลายเป็นเม็ดเงินมหาศาล
เรื่องนี้เป็นตัวอย่างชั้นดี ที่สะท้อนให้เห็นภาพโมเดลการเปลี่ยนความขี้เกียจของมนุษย์ ให้กลายเป็นกำไรของธุรกิจ
สำหรับธุรกิจฟิตเนส เมื่อลูกค้าไม่ไปใช้บริการ ต้นทุนบางส่วน เช่น ค่าซ่อมบำรุงเครื่องออกกำลังกาย ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ก็จะลดลงตามไปด้วย
ส่วนในธุรกิจสตรีมมิง ยิ่งลูกค้าไม่ได้เข้ามาดูมากเท่าไร
แพลตฟอร์มก็จะมีต้นทุนบางส่วนที่ลดลงตามไปด้วย เช่น ค่าบริหารจัดการระบบ และค่าเซิร์ฟเวอร์
แพลตฟอร์มก็จะมีต้นทุนบางส่วนที่ลดลงตามไปด้วย เช่น ค่าบริหารจัดการระบบ และค่าเซิร์ฟเวอร์
แต่ขณะที่คนไม่ได้เปิดเข้ามาดู แพลตฟอร์มก็ยังคงเก็บค่าบริการสมาชิกได้ตามปกติ..
ซึ่งธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากความขี้เกียจนี้ อาจจะหากินท่านี้ไปได้อีกนาน เพราะพฤติกรรมนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์
ในมุมของจิตวิทยานั้น ธรรมชาติของสมองมนุษย์มักจะเลือกทำในสิ่งที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด นั่นทำให้ความขี้เกียจ กลายเป็นสิ่งที่อยู่ในยีนของเราทุกคน
ซึ่งธุรกิจจำนวนมาก ก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงออกแบบขั้นตอนการสมัครให้ง่ายและเร็วที่สุด
ขณะที่การยกเลิกนั้น จะถูกออกแบบให้มีขั้นตอนที่ซับซ้อนมากกว่า เช่น
- ต้องกดยกเลิกผ่านหน้าเว็บไซต์ (กดผ่าน Smartphone ไม่ได้) หรือซ่อนปุ่มยกเลิกให้หายาก
- ต้องโทรศัพท์ไปหาคอลเซนเตอร์ หรือเซ็นเอกสารเพื่อขอยืนยันการยกเลิก
- พนักงานขายเกลี้ยกล่อม หรือพยายามเสนอโปรโมชันอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เรายกเลิกได้ง่าย ๆ
- ต้องโทรศัพท์ไปหาคอลเซนเตอร์ หรือเซ็นเอกสารเพื่อขอยืนยันการยกเลิก
- พนักงานขายเกลี้ยกล่อม หรือพยายามเสนอโปรโมชันอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เรายกเลิกได้ง่าย ๆ
เมื่อเจอกับขั้นตอนที่ชวนปวดหัวมากขึ้น สมองของเราก็มักจะเกิดความรู้สึกต่อต้าน และสั่งการให้เราผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ
บวกกับมนุษย์เรา มักจะเก่งในการสร้างข้ออ้างมารองรับพฤติกรรมของตัวเองเสมอ
ซึ่งหลายคนก็คงเคยมีความคิดประมาณนี้มาแล้ว เวลาจะยกเลิกการเป็นสมาชิกอะไรบางอย่าง
- ค่าสมาชิกมันก็ไม่ได้แพง
- เดี๋ยวจะกลับไปใช้บริการแล้ว
- เดี๋ยวก็มีคอนเทนต์ใหม่ มาให้ดูอีกเรื่อย ๆ
- เดี๋ยวจะกลับไปใช้บริการแล้ว
- เดี๋ยวก็มีคอนเทนต์ใหม่ มาให้ดูอีกเรื่อย ๆ
ความคิดที่ว่านี้ เป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ทำให้เรายอมจ่ายเงินต่อไปทุกเดือน ทั้งที่หลังจากนั้น เราก็แทบไม่ได้เข้าไปใช้งานมันเลย
เมื่อนำความขี้เกียจ มารวมกับความคิดว่าเดี๋ยวก็ได้ใช้
มันจึงกลายเป็นสูตรสำเร็จ ที่ล็อกลูกค้าให้อยู่กับธุรกิจไปได้แบบยาว ๆ
มันจึงกลายเป็นสูตรสำเร็จ ที่ล็อกลูกค้าให้อยู่กับธุรกิจไปได้แบบยาว ๆ
ซึ่งในขณะที่หลายคนยังลังเลที่จะยกเลิกสมาชิก
พฤติกรรมแบบนี้ ก็กลายเป็นรายจ่ายที่เราคุ้นเคย
และคอยตัดเงินในกระเป๋าเราไปเรื่อย ๆ โดยแทบไม่รู้ตัว
และคอยตัดเงินในกระเป๋าเราไปเรื่อย ๆ โดยแทบไม่รู้ตัว
และบางที พื้นที่ว่าง ๆ ในยิมของ Planet Fitness ที่รองรับคนได้แค่สาขาละ 300 คน
ก็คือหลักฐานว่า ความขี้เกียจที่ซุกซ่อนอยู่ในสมาชิก 21.5 ล้านคน เป็นส่วนผสมของโมเดลธุรกิจ ที่กำลังทำงานได้ตรงตามที่ออกแบบไว้พอดี..