ตลาดชิปจีน มีบริษัทหายไปเกือบวันละ 30 แห่ง เหลือรอดแค่หยิบมือ

ตลาดชิปจีน มีบริษัทหายไปเกือบวันละ 30 แห่ง เหลือรอดแค่หยิบมือ

ตลาดชิปจีน มีบริษัทหายไปเกือบวันละ 30 แห่ง เหลือรอดแค่หยิบมือ /โดย ลงทุนแมน
ปี 2023 มีบริษัทชิปจีนปิดตัวหรือถูกเพิกถอนทะเบียนไปแล้ว 10,900 แห่ง เฉลี่ยเกือบ 30 แห่งต่อวัน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2022 ที่มีอยู่ 5,746 แห่ง
พอถึงปี 2024 ตัวเลขนี้ยิ่งเพิ่มเป็น 14,648 แห่ง และปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมา ก็ยังมีรายงานบริษัทเซมิคอนดักเตอร์จีนที่ล้มละลายอย่างเป็นทางการอีกกว่า 50 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่สถาบันวิจัยเก่าแก่ ไปจนถึงบริษัทที่เคยจดทะเบียนทุนระดับแสนล้านหยวน
แม้ภาพนี้ จะขัดกับความรู้สึกของคนทั่วไปที่มองว่าอุตสาหกรรมชิปจีนกำลังบูม
เพราะถ้าดูที่บริษัทชิปใหม่ที่จดทะเบียน ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นมหาศาลไม่แพ้กัน
ปี 2023 มีบริษัทใหม่เกิดขึ้นถึง 65,700 แห่ง และปี 2024 อีก 52,401 แห่ง
พูดง่าย ๆ คือ อุตสาหกรรมนี้ ไม่ใช่ที่ที่ใครเข้ามาก็ชนะ
แต่เป็นสนามแข่งขัน ที่หมุนเวียนตายเกิดกันรุนแรงมาก
แล้วในบรรดาบริษัทที่ยังอยู่รอด มีจำนวนเท่าไรกันแน่ ที่แข่งขันกับระดับโลกได้จริง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
สมาคมการค้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติจีน (CSIA) รายงานไว้ในปี 2024 ว่า จีนมีบริษัทออกแบบชิป (IC Design) อยู่ทั้งประเทศ 3,626 แห่ง
ในจำนวนนี้มากกว่า 80% เป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงานไม่ถึง 100 คน และบริษัทเล็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งกันที่ชิปประมวลผล AI สุดล้ำแบบที่เห็นในข่าว แต่แข่งกันที่ชิปพื้นฐานซึ่งอยู่ในของใช้ประจำวัน
เช่น ชิปควบคุม MCU ในเครื่องใช้ไฟฟ้าเล็ก ๆ อย่างรีโมตทีวีหรือหม้อหุงข้าวอัจฉริยะ ชิปจัดการพลังงานในที่ชาร์จเร็ว หรือชิปอินเวอร์เตอร์ในแผงโซลาร์เซลล์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอย่างแอร์ ตู้เย็น
ทั้งหมดนี้คือ สินค้าที่ใครทำก็ได้ใกล้เคียงกัน จนสุดท้ายทั้งตลาดก็ต้องแข่งกันที่ราคาเป็นหลัก
แล้วต่อให้มีเงินทุนหนา มีคนเก่ง มีเครื่องจักรล้ำสมัย ก็ไม่ได้แปลว่าจะรอดเสมอไป..
อย่างเคสของ HSMC ผู้ผลิตชิปในเมืองอู่ฮั่น ที่วางแผนลงทุนรวม 128,000 ล้านหยวน แต่ระดมทุนได้จริงเพียง 15,700 ล้านหยวน
ทั้งที่ดึงตัว Chiang Shang-yi อดีตซีอีโอระดับตำนานของ TSMC มาเป็นผู้บริหาร และซื้อเครื่องจักรลิโทกราฟีของ ASML มาใช้งานจริง
ต้นเหตุคือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ถือหุ้นถึง 90% เป็นบริษัทที่เพิ่งตั้งได้ 2 สัปดาห์ก่อน ไม่มีประสบการณ์ด้านชิปเลย ไม่เคยจ่ายเงินลงทุนตามสัญญาแม้แต่บาทเดียว มีเพียงหน่วยงานรัฐท้องถิ่นที่ถือหุ้น 10% เท่านั้น ที่จ่ายเงินครบ
เมื่อไม่มีทุนจริงหนุนหลัง โครงการก็ขาดคุณสมบัติในการขอทุนจากรัฐหรือดึงนักลงทุนรายอื่นเข้ามา จนผิดนัดชำระหนี้ผู้รับเหมาตั้งแต่ปี 2019 และถูกศาลสั่งอายัดบัญชีและระงับสิทธิในที่ดิน
สุดท้ายก็ต้องนำเครื่อง ASML ไปจำนองแลกเงินกู้ ก่อน Chiang Shang-yi จะลาออกหลังทำงานได้เพียงปีเดียว และรัฐบาลอู่ฮั่นล้มเลิกโครงการในต้นปี 2021 โดยไม่เคยผลิตชิปได้แม้แต่ตัวเดียว
อีกเคสหนึ่งที่เมืองหวยอัน คือ Dehuai Semiconductor บริษัทวางแผนสร้างโรงงานผลิตเวเฟอร์ CIS ขนาด 12 นิ้ว ด้วยวงเงิน 45,000 ล้านหยวน แต่ลงทุนได้จริงเพียง 4,600 ล้านหยวน ก่อนที่ผู้ก่อตั้งจะทิ้งโปรเจกต์ไปทำโปรเจกต์คู่แข่งที่เมืองหนานจิงแทน หลังเกิดข้อพิพาทเรื่องเครื่องหมายการค้า
สุดท้ายบริษัทหยุดกิจการในปี 2020 เหลือพนักงานแค่ 78 คนจากเกือบ 1,000 คน และทรัพย์สินทั้งหมดถูกประมูลขายในปี 2021 ได้เพียง 1,666 ล้านหยวน
HSMC สะดุดที่เงินทุนไม่พอ
ส่วน Dehuai สะดุดที่คนในทิ้งเรือหนีเอง
ตลาดชิปจีนเอง ก็มีอีกหลายเรื่องที่ซุกซ่อนอยู่..
แล้วทำไมบริษัทชิปจีนถึงล้มง่ายขนาดนี้ ?
เหตุผลหนึ่งคือ หลายบริษัทเติบโตจากการนำเสนอโปรเจกต์ให้ดูน่าลงทุน เพื่อขอทุนสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น มากกว่ามีเทคโนโลยีจริงในมือ
ยิ่งรัฐบาลท้องถิ่นอยากมีผลงานด้านชิปติดมือ ก็ยิ่งอนุมัติโปรเจกต์ใหญ่เร็วเกินกว่าจะตรวจสอบความพร้อมจริงของทีมบริหาร
อีกเหตุผลคือ การขาดแคลนบุคลากร..
คนทำงานในอุตสาหกรรมนี้จากเดิมมีประมาณ 400,000 คน ในปี 2017
แต่จากรายงานล่าสุด ตัวเลขนี้เพิ่มเป็น 602,000 คน
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนคน แต่อยู่ที่คนเก่งเฉพาะทางหายาก
อย่างตำแหน่งวิศวกรออกแบบ Digital Backend ที่มีตำแหน่งงานเปิดรับสูงถึง 6.43 ตำแหน่งต่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติจริงเพียง 1 คน
หรือวิศวกรออกแบบชิปแอนะล็อกที่เงินเดือนเฉลี่ยที่ประกาศรับสมัครสูงสุดในอุตสาหกรรม และหลายบริษัท ยังผูกคนเก่งไว้ด้วยหุ้นพนักงานที่มูลค่าสะสมหลักล้านหยวน สำหรับคนทำงานเพียง 3 ปีเท่านั้น
ทำให้หลายโรงงานมีเงินทุนและเครื่องจักรพร้อม แต่ขาดคนที่จะพาเทคโนโลยีข้ามผ่านขั้นตอนสุดท้ายของการผลิตจริง
เมื่อบวกกับสงครามราคาในตลาดสินค้าระดับล่างที่ใครก็เข้ามาแข่งได้ รวมถึงอุปสรรคด้านเทคโนโลยีที่ก้าวไม่ทันแผนที่วางไว้
การลงทุนในบริษัทชิปจีน ก็เหมือนจะต้องดูมากกว่าแค่ตัวเลขผลประกอบการ หรือข้อมูลที่หาได้ทั่ว ๆ ไปตามอินเทอร์เน็ต..
แล้วนักลงทุนทั่วไปจะรู้ได้อย่างไร ?
ว่าใครในบริษัทหลักพันแห่งนี้ คือของจริงที่รอดจากสงครามตายเกิดนี้ไปได้..
วิธีหนึ่งคือ ไล่ดูงบการเงินของแต่ละบริษัทเอง เพราะบริษัทที่มีรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่องจริง มักสะท้อนว่ามีสินค้าขายได้จริงในตลาด ไม่ใช่แค่มีแผนงานสวยหรูอยู่บนกระดาษแบบที่ HSMC หรือ Dehuai เคยเป็น
อีกวิธีคือ ดูว่าใครเป็นลูกค้าของบริษัทนั้น ถ้าสามารถซัปพลายชิ้นส่วนให้ผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกอย่าง Huawei หรือ SMIC ได้ ก็มักผ่านมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดมาแล้วระดับหนึ่ง
หรือบางคนเลือกดูจากนักลงทุนที่อยู่เบื้องหลัง การมีนักลงทุนเก่ง ๆ หรือกองทุนใหญ่เข้าถือหุ้นอยู่ จึงเป็นสัญญาณหนึ่งที่นักลงทุนบางกลุ่มใช้อ้างอิง
แต่ปัญหาคือ ทุกวิธีข้างต้นต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางและเวลาไล่เช็กทีละบริษัท จากบริษัทที่มีอยู่นับพันแห่ง ซึ่งเป็นไปได้ยากสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้โดยตรง
ที่สำคัญคือ การลงทุนในบริษัทจดทะเบียนในจีน อาจมีหลายด้านที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเสียเปรียบ เช่น หุ้น A-share บนตลาด STAR Market ไม่ได้เปิดให้นักลงทุนต่างชาติทั่วไปซื้อขายได้โดยตรง
แต่ต้องผ่านช่องทางเฉพาะอย่าง Stock Connect หรือสถานะ Qualified Foreign Institutional Investor (QFII) ซึ่งนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง
งบการเงินและรายงานของบริษัทก็เปิดเผยเป็นภาษาจีนก่อนแปลเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ข้อมูลสำคัญมักไปถึงนักลงทุนต่างชาติช้ากว่านักลงทุนในประเทศ
และนโยบายรัฐบาลที่มีผลต่อทั้งอุตสาหกรรมก็เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว จึงยากสำหรับรายย่อย ที่จะประเมินล่วงหน้าเมื่อเทียบกับตลาดอื่นที่เราคุ้นเคยมากกว่า
แต่คำตอบหนึ่งที่ง่ายกว่าอยู่ที่ตลาดหุ้น STAR Market ของเซี่ยงไฮ้ ตลาดที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรมจีนโดยเฉพาะ
บริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดนี้ได้ต้องผ่านเกณฑ์ด้านมูลค่าตลาด รายได้ กำไร หรือสัดส่วนการลงทุนด้าน R&D อย่างใดอย่างหนึ่งจากหลายเกณฑ์ที่ตลาดกำหนดไว้
ส่วนดัชนีเรือธงของตลาดอย่าง STAR 50 นั้นคัดเลือกจากบริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้วอีกชั้นหนึ่ง โดยเลือกเฉพาะ 50 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดและสภาพคล่องสูงที่สุดในตลาดนี้มารวมกันไว้
ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ไบโอเทค และพลังงานใหม่ พร้อมจำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัวไม่เกิน 10% และทบทวนองค์ประกอบทุกไตรมาส
อย่างเช่น Cambricon บริษัทออกแบบชิปประมวลผล AI ที่ได้ฉายาว่า Nvidia จีน ซึ่งเมื่อกลางปี 2026 กลายเป็นหุ้นแรกในประวัติศาสตร์ตลาดนี้ที่มูลค่าบริษัทแตะระดับ 1 ล้านล้านหยวน
หรือ AMEC ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องจักรตัดชิป (Etching) ของจีน ที่แค่ลูกค้ารายเดียวอย่าง SMIC ก็ซื้อเครื่องจักรของ AMEC ไปแล้วรวมกว่า 800 เครื่อง
พูดง่าย ๆ คือ มีการกรองสองชั้น ทั้งตอนเข้าตลาดและตอนคัดเข้าดัชนี ก่อนที่นักลงทุนจะต้องเลือกเอง จากบริษัทหลักพันแห่งที่แข่งขันกันอยู่ในสนามที่ปิดตัวเกือบวันละ 30 แห่ง
แล้วสำหรับนักลงทุนไทย
จะลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรมจีนได้อย่างไร ?
คำตอบอยู่ด้านล่าง..
คำเตือน : กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
-------------------------
กองทุนเทคจีน STAR50 โฟกัสเน้น ๆ 50 บริษัท Hard Tech จีนแห่งอนาคต ค่าจัดการต่ำ มาแล้ว
กองทุน TLCHINASTAR50-X จาก บลจ. ทาลิส IPO วันที่ 18 - 23 ก.ย. 69
✅SeriesX™ กองแรก ค่าจัดการต่ำสุดในกองทุนดัชนี STAR 50
✅ลงทุน Onshore จีนด้วยเงินหยวนตรง ลดขั้นตอนการแปลงสกุลเงินหลายทอด
✅โฟกัสเน้น ๆ 50 บริษัท Hard Tech จีนแห่งอนาคต
✅ได้รับการยกเว้นภาษี Capital Gain ตามกฎหมายภาษีของประเทศไทย
โปรโมชันช่วง IPO ลด 10% ค่าธรรมเนียมซื้อ | ยอดซื้อตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป ฟรีค่าธรรมเนียมซื้อ
ซื้อได้ที่ WealthX โหลดที่ https://www.wealthx.co/getapp
จีนมีขนาดเศรษฐกิจเกือบ 1 ใน 5 ของโลก
แต่มีน้ำหนักในดัชนีหุ้นโลกเพียงประมาณ 3%
จีนกำลังเร่งสร้าง Technology Ecosystem ของตัวเอง ตั้งแต่ชิป Memory, AI, เครื่องจักรผลิตชิป ไปจนถึง Advanced Manufacturing
ตลาดที่อยู่ตรงกลางของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ STAR Market
ตลาดทุนสำหรับบริษัท Deep Tech ของจีน
และดัชนีเรือธงอย่าง STAR 50 จะรวบรวม 50 บริษัทขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงบนตลาดแห่งนี้
จุดต่างสำคัญคือ STAR 50 ไม่ได้เน้นหุ้นเทคแบบดัชนีจีนทั่วไป ที่มีฝั่งผู้บริโภค เช่น Tencent, Alibaba
แต่หนักไปทาง Hard Tech เช่น
-Cambricon ชิป AI
-Montage Technology ชิป Memory และ Data Center
-Hygon CPU และ AI Server
-SMIC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของจีน
พูดง่าย ๆ คือ..
ถ้าดัชนีจีนทั่วไปสะท้อนเศรษฐกิจจีน
STAR 50 จะสะท้อนเทคโนโลยีที่จีนกำลังใช้สร้างเศรษฐกิจในอนาคต
สำหรับนักลงทุนไทย สามารถเข้าถึงธีมนี้ผ่าน TLCHINASTAR50-X จาก บลจ.ทาลิส ที่จะเข้าไปลงทุนในกองทุนลงหลัก ChinaAMC STAR 50 ETF บนตลาดเซี่ยงไฮ้ และเป็นกองแรกในไทย ที่จะแลกเงินบาทเป็นเงินหยวนเพื่อลงทุนโดยตรง
พร้อมกับเป็นกองทุน SeriesX™ ค่าจัดการสุดในธีมนี้
มีค่าจัดการ 0.59% และ TER 0.79% ต่อปี
ดังนั้น หากจีนสามารถสร้างชิป AI และ Supply Chain เทคโนโลยีของตัวเองได้สำเร็จ
STAR 50 ก็คือหนึ่งในดัชนีที่รวมบริษัทซึ่งอยู่ใจกลางของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้..
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
จัดทำ ณ วันที่ 17 ก.ย. 2569
ระดับความเสี่ยง : 7
Reference
-ChinaAMC ณ วันที่ 8 ก.ย. 2569
-Tradingview ณ วันที่ 8 ก.ย. 2569
-IMF ณ วันที่ 8 ก.ย. 2569
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon