
MOU ครั้งประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย SET จับมือตลาดหุ้นนิวยอร์ก พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน หารือเรื่อง Dual Listing
ลองจินตนาการว่าวันหนึ่ง หุ้นบริษัทไทยที่เราถืออยู่ สามารถซื้อขายได้ทั้งในกระดาน SET ที่กรุงเทพฯ และในกระดาน NYSE ที่นิวยอร์กพร้อมกัน
หรือกลับกัน หุ้นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ก็มาเปิดให้นักลงทุนไทยซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้โดยตรง
เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่จินตนาการที่เกินเอื้อมอีกต่อไป..
เพราะวันนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ
เพราะวันนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ
เพิ่งลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU กับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ที่นครนิวยอร์ก โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน
หนึ่งในหัวข้อที่ทั้งสองฝ่ายหารือกันคือ ความเป็นไปได้ของ Dual Listing หรือการนำหุ้นไปจดทะเบียนพร้อมกันทั้งสองตลาด
เรื่องนี้ถ้าเกิดขึ้นจริง จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ของตลาดทุนไทยอย่างมาก..
แล้ว MOU ครั้งนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
MOU ฉบับนี้ครอบคลุมความร่วมมือ 5 ด้าน
ด้านแรกคือ Dual Listing การจดทะเบียนหลักทรัพย์พร้อมกันทั้งสองตลาด
ก็คือ การนำหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก
และกลับกันคือ การนำหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
ก็คือ การนำหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก
และกลับกันคือ การนำหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
ด้านที่สองคือ Cross Listing การพัฒนาและจดทะเบียนข้ามตลาดของกองทุน ETF
ด้านที่สามคือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลตลาดและผลิตภัณฑ์ดัชนีร่วมกัน
ด้านที่สี่คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน ESG
และด้านสุดท้ายคือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างสองตลาด
ด้านที่สี่คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน ESG
และด้านสุดท้ายคือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างสองตลาด
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า ความร่วมมือนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาคธุรกิจและนักลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เพิ่มทางเลือกในการระดมทุนให้บริษัทจดทะเบียนไทย เปิดโอกาสให้เข้าถึงนักลงทุนสถาบันและแหล่งเงินทุนในตลาดชั้นนำของโลกได้มากขึ้น
พร้อมทั้งเปิดช่องทางให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งระดมทุนได้ด้วย ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงการ BOI to IPO ที่ผลักดันให้ธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยพอดี
ดีลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีที่มาที่ไป เพราะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกับ NYSE มีความร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2535 เริ่มต้นจากงานด้านการกำกับดูแลตลาด ก่อนพัฒนาความสัมพันธ์ต่อเนื่องมากว่า 3 ทศวรรษ จนขยายขอบเขตมาเป็นข้อตกลงความร่วมมือเต็มรูปแบบในครั้งนี้
ผู้บริหารฝ่าย NYSE ระบุว่า ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีที่มีมายาวนานกับตลาดหลักทรัพย์ไทย และมองว่า MOU ฉบับนี้เป็นอีกก้าวสำคัญที่จะกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนการเติบโตระยะยาวของตลาดทุนไทยต่อไป
ถ้ามองในมุมของตลาดหุ้นไทยเอง ดีลนี้มีทั้งโอกาสและโจทย์ที่ต้องคิดต่อ
ด้านโอกาส หาก Dual Listing เกิดขึ้นได้จริง บริษัทไทยขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ จะมีช่องทางเข้าถึงนักลงทุนสถาบันระดับโลกได้กว้างขึ้นมาก โดยไม่ต้องย้ายฐานจดทะเบียนออกจากตลาดไทยไป
ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ก็มีโอกาสได้รับการประเมินมูลค่าที่สะท้อนศักยภาพจริงมากขึ้น เพราะเปิดกว้างให้นักลงทุนทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนักลงทุนที่คุ้นเคยกับตลาดไทยเท่านั้น
ส่วน Cross Listing ของกองทุน ETF ก็จะช่วยเพิ่มความหลากหลายของสินค้าในตลาดทุนไทย ให้นักลงทุนไทยมีทางเลือกลงทุนในดัชนีหรือธีมการลงทุนระดับโลก ได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศแยกต่างหาก
ซึ่งอาจช่วยเพิ่มมูลค่าการซื้อขายโดยรวมของตลาดหุ้นไทยได้ในระยะยาว
ด้านโจทย์ที่ต้องคิดต่อคือ คำถามว่าเมื่อบริษัทไทยไปจดทะเบียนที่ NYSE ได้แล้ว สภาพคล่องการซื้อขายจะยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ตลาดไทยเป็นหลักหรือไม่ เพราะถ้านักลงทุนส่วนใหญ่เลือกซื้อขายผ่านกระดานนิวยอร์กแทน
ตลาดไทยก็อาจเสี่ยงสูญเสียสภาพคล่องบางส่วนไปได้เช่นกัน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ คงต้องออกแบบกลไกรองรับให้รอบคอบ ก่อนที่ Dual Listing จะเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ
ในมุมเศรษฐกิจภาพรวม
การมีสะพานเชื่อมที่ชัดเจนไปยังตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง NYSE อาจช่วยเสริมความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ ที่กำลังพิจารณาเข้ามาลงทุนในไทย เพราะรู้ว่าหากธุรกิจเติบโตจนพร้อมระดมทุนในระดับโลก ก็มีเส้นทางที่ชัดเจนรองรับไว้แล้ว
การมีสะพานเชื่อมที่ชัดเจนไปยังตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง NYSE อาจช่วยเสริมความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ ที่กำลังพิจารณาเข้ามาลงทุนในไทย เพราะรู้ว่าหากธุรกิจเติบโตจนพร้อมระดมทุนในระดับโลก ก็มีเส้นทางที่ชัดเจนรองรับไว้แล้ว
ซึ่งอาจส่งผลดีทางอ้อมต่อการตัดสินใจลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในภาคธุรกิจอื่น ๆ ของไทยด้วย
นอกจากนี้ ดีลนี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงการ BOI to IPO ที่ต้องการดึงธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
เพราะหากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยรู้ว่า การจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสเข้าถึงตลาดทุนโลกในอนาคต ก็อาจเพิ่มแรงจูงใจให้เลือกใช้ตลาดหุ้นไทย เป็นฐานระดมทุนมากขึ้นเช่นกัน
เพราะหากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยรู้ว่า การจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสเข้าถึงตลาดทุนโลกในอนาคต ก็อาจเพิ่มแรงจูงใจให้เลือกใช้ตลาดหุ้นไทย เป็นฐานระดมทุนมากขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงศักยภาพที่ MOU ฉบับนี้เปิดทางไว้เท่านั้น เพราะการนำ Dual Listing จากกรอบความร่วมมือไปสู่การปฏิบัติจริง ยังต้องอาศัยรายละเอียดกฎเกณฑ์ ทั้งด้านการกำกับดูแล มาตรฐานบัญชี และการคุ้มครองนักลงทุนของทั้งสองประเทศให้สอดคล้องกัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาต่อจากนี้อีกพอสมควร
จาก MOU ที่ดูเหมือนเป็นแค่พิธีลงนามในทริปเดินทางของนายกรัฐมนตรี แท้จริงแล้วอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดทุนไทย เพราะ Dual Listing ถ้าเกิดขึ้นได้จริง จะเปลี่ยนภาพที่นักลงทุนไทยคุ้นเคยไปอย่างมาก
บริษัทไทยที่มีศักยภาพจะมีทางเลือกใหม่ในการระดมทุนจากนักลงทุนทั่วโลก โดยไม่ต้องละทิ้งฐานที่มั่นเดิมในตลาดหุ้นไทย
ขณะที่นักลงทุนไทยเอง ก็อาจมีโอกาสเข้าถึงหุ้นบริษัทระดับโลกได้ง่ายขึ้น ผ่านกระดานที่คุ้นเคยอยู่แล้วเช่นกัน
แต่ระหว่างวันที่เซ็น MOU กับวันที่ Dual Listing เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ยังมีระยะทางอีกไม่น้อยที่ทั้งสองตลาดต้องเดินไปด้วยกัน
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ การวางกรอบความร่วมมือไว้ก่อน ส่วนผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไทย คงต้องติดตามกันต่อไป
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
วันนี้ ก็คงเป็นอีกหนึ่งหน้าในประวัติศาสตร์
ที่อาจทำให้ตลาดทุนไทย ในอนาคต ไม่เหมือนเดิมอีก..
วันนี้ ก็คงเป็นอีกหนึ่งหน้าในประวัติศาสตร์
ที่อาจทำให้ตลาดทุนไทย ในอนาคต ไม่เหมือนเดิมอีก..