รู้จัก Digital Marketing Agency กับ Sixtygram

รู้จัก Digital Marketing Agency กับ Sixtygram

เด็กคนหนึ่งหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิป อาจได้ยอด Engagement มากกว่าแคมเปญหลักแสนหรือหลักล้านที่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ใช้เวลาประชุมกันเป็นเดือน กว่าผู้บริหารจะเคาะสไลด์สุดท้าย คนดูก็ไปสนใจเรื่องอื่นกันแล้ว สำหรับคุณโอ ณัฐภัทร ยอดนิล และคุณมีน อามินตรา ชัยภักดิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Sixtygram ภาพนี้ชวนให้ขบคิดได้ว่า เงินตรานั้นอาจซื้อพื้นที่สื่อได้ แต่ซื้อความสนใจและความเชื่อใจไม่ได้เสมอไป คนดูรู้ทันคนจ้องจะขายของมากขึ้นทุกวัน ทำให้งานโฆษณาที่ดูเป็นธรรมชาติ มีเรื่องราว ทำให้คนรู้สึกมีจุดเชื่อมโยงจะทำให้ Marketing Campaign นั้น Success ได้มากกว่า
ในวันที่ความรู้การตลาดไม่ได้อยู่แค่ในคอร์สเรียนอีกแล้ว คนทำงานต้องศึกษา ทดลอง และเรียนรู้จากผลลัพธ์จริงได้ทุกวัน เครื่องมือราคาแพงกับสไลด์หน้าตาสวยหรูจึงต้องตอบให้ชัดขึ้นว่าช่วยธุรกิจได้จริงหรือไม่? หากใครๆก็สามารถเข้าถึงความรู้และใช้ AI ทำงานได้ คำถามที่ตามมาคือ แบรนด์ควรจ่ายเงินให้เอเจนซี่เพื่ออะไร? นี่คือโจทย์ที่ Sixtygram ใช้ออกแบบบริษัท ตั้งแต่วิธีคิดกลยุทธ์ การจัดทีมแบบ Squad ไปจนถึงการเปิดข้อมูลอินฟลูเอนเซอร์ให้คนทั่วไปเลือกดูได้เอง
เอเจนซี่การตลาดออนไลน์ (Digital Marketing Agency) คือ
บริษัทเอเจนซี่การตลาดออนไลน์(Digital Marketing Agency) คือ บริษัทที่รับวางแผน ลงมือ และวัดผลการตลาดผ่านการจัดสรรงบประมาณ ช่องทาง ด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น จัดทำแผนแคมเปญโฆษณาแบรนด์, พัฒนาเว็บไซต์, คิดคอนเทนต์, ยิงแอดโฆษณา, ทำ SEO, ผลิตสื่อวีดีโอ(Production), จัดจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ให้กับธุรกิจที่ว่าจ้าง
Sixtygram มองว่า ไม่ว่าแพลตฟอร์มออนไลน์จะเปลี่ยนไปเพียงใด หัวใจของการเป็นเอเจนซี่ยังคงเป็นการเปลี่ยนเงินทุนและทรัพยากรของแบรนด์ให้กลายเป็นความสัมพันธ์กับลูกค้าและผลลัพธ์ยอดขายทางธุรกิจ โดยต้องรับผิดชอบต่อทุกการตัดสินใจด้วย คุณณัฐภัทรจึงให้ความสำคัญกับการบริหารการเงินควบคู่ไปกับเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะบทบาทของเอเจนซี่ในการช่วยบริหารเงินทุนหมุนเวียนให้กับแบรนด์ เช่น การสำรองจ่ายค่าพื้นที่สื่อหรือค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ภายในวงเงินที่ตกลงกัน ก่อนเรียกเก็บเงินตามงวดชำระในสัญญา เพื่อช่วยให้แบรนด์รักษาสภาพคล่องและมีเงินทุนสำหรับดำเนินธุรกิจ ขณะที่แคมเปญการตลาดยังเดินหน้าต่อไปได้
จุดแข็งทำให้ Sixtygram Agency โดดเด่น ได้รับความไว้วางใจและยังดำเนินธุรกิจมาได้เสมอ คือการจัดการสภาพคล่องทางการเงินภายในบริษัทที่ดี เพราะ Sixtygram เชื่อว่าเมื่อแบรนด์จ่ายเงินมาแล้ว คนทำงานจริงต้องได้รับเงินตามข้อตกลงเสมอ โดยไม่มีข้อแม้ และเอเจนซี่ต้องรับผิดชอบต่อความเสี่ยงทางสัญญาของตนเอง จากผลงานของ Sixtygram ที่มีประสบการณ์ร่วมงานกับบริษัทมหาชนไทย เช่น KARMART, KTAM, Winner & Co, P.S.P. Specialties และหน่วยงานภาครัฐอย่าง กกท., สสวท. และอื่นๆ ไปจนถึงหลายบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำตลาดในไทย Sixtygram จึงตั้งใจให้เงินลงทุนทางการตลาดเหล่านี้ไม่เพียงสร้างผลลัพธ์ให้กับแบรนด์ แต่ยังส่งต่อเป็นรายได้ให้กับคนทำงานไทย และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
รู้จัก Sixtygram Agency
บริษัท ซิกส์ตี้แกรม ดิจิทัล เอเจนซี่ จำกัด หรือ Sixtygram คือ บริษัทเอเจนซี่รับทําการตลาดออนไลน์ครบวงจร(Marketing Agency) ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2567 โดยคู่รักอย่างคุณโอ ณัฐภัทร ยอดนิล (Nattapat Yodnin) และคุณมีน อามินตรา ชัยภักดิ์ (Amintra Chaipak) ที่อยากสร้างบริษัทเอเจนซี่ด้านการตลาดออนไลน์ซึ่งเคารพความเห็นต่าง เปิดโอกาสให้พนักงานพัฒนาตัวเอง และให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมกำหนดกติกาขององค์กร ทั้งทีมระยะแรก ทดลองทำงานจากที่บ้าน (WFH) มาราว 5 ปีก่อนจดทะเบียน Sixtygram เป็นบริษัทจำกัด ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานประจำประมาณ 20 คน โดยไม่มีเวลาเข้างานตายตัว แต่ทุกคนต้องรับผิดชอบงานและความคาดหวังของลูกค้า พนักงานสามารถโหวตรูปแบบการเข้าออฟฟิศได้ทุกเดือน ซึ่งปัจจุบันเลือก WFH และนัดพบกันสัปดาห์ละครั้งตามความสมัครใจ คุณมีนมองว่าอิสระต้องมาพร้อมความไว้วางใจที่พิสูจน์ได้จาก KPI และผลงาน ผู้ก่อตั้งตั้งใจจะรักษาแนวทางนี้ไว้จนกว่าจะมีหลักฐานว่ามันใช้ไม่ได้ หรือบริษัทปิดตัวไปก่อน ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังก็คงได้ข้อสรุปของการทดลองไปในตัว (ฮา)
เมื่อรวมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญฟรีแลนซ์ภายนอกที่เข้ากับโปรเจคงานลูกค้าอีกกว่า 30 คน Sixtygram จึงจัดทีมทำงานเป็น Squad ขนาด 3–6 คนตามโจทย์ของแต่ละโปรเจกต์ ให้คนวางกลยุทธ์ ครีเอทีฟ และทีมโปรดักชั่นทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น คุณโอเปรียบทีมเหล่านี้กับกองโจรขนาดเล็กที่รู้เป้าหมายและตัดสินใจหน้างานได้ทันที หากแคมเปญยังไม่ดึงดูด ก็สามารถปรับ Copywriting วิดีโอ และสื่อโฆษณาไปพร้อมกันโดยไม่ต้องรอการอนุมัติหลายชั้น สำหรับ Sixtygram การทำงานจึงไม่ใช่การรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ต้องกล้าทดลองยิงภายใต้ความเสี่ยง เรียนรู้จากผลลัพธ์ และตัดสินใจให้ทัน เพราะเทรนด์ตลาดไม่รอให้ใครทำสไลด์ขายงานเสร็จทุกหน้า
Production House กับ เอเจนซี่ในนิยามใหม่
คุณมีน อามินตรา เล่าว่า Sixtygram เคยร่วมงานกับ Production House ภายนอกหลายทีม ก่อนตัดสินใจย้ายงานโปรดักชันมาให้ทีมภายในรับผิดชอบเองทั้งหมด เพื่อให้คนถ่ายทำเข้าใจทั้งแคมเปญ ตั้งแต่กำลังสื่อสารกับใคร คนดูมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับแบรนด์ ไปจนถึงควรทำอะไรต่อหลังดูคลิปจบ โดยเฉพาะคอนเทนต์วิดีโอสั้นที่ไม่ใช่แค่การนำหนังโฆษณายาวมาตัดให้เหลือไม่กี่วินาที แต่ต้องคิดให้สดใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเปิดเรื่อง บทพูด สถานการณ์ใช้สินค้าจริง ไปจนถึงการทดลองชิ้นงานหลายรูปแบบ การให้ทีมกลยุทธ์และทีมผลิตทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นจึงช่วยลดขั้นตอนการส่งต่องาน ควบคุมทิศทางการสื่อสาร และลดต้นทุนจากการแก้ไขหรือถ่ายซ้ำให้ลูกค้าได้
สิ่งที่คุณมีนอยากให้แบรนด์ระวังคือการแยกคนคิดกลยุทธ์ออกจากคนผลิตจนไม่มีใครรับผิดชอบภาพรวม เพราะคลิปอาจไวรัลได้ แต่หากคนดูจำได้แค่มุกโดยจำแบรนด์ไม่ได้ หรือดูจบแล้วไม่มีเหตุผลให้สนใจสินค้า เงินที่ลงทุนไปก็อาจจบลงแค่ยอดวิว สำหรับ Sixtygram ยิ่งกระแสเปลี่ยนเร็ว แบรนด์ยิ่งต้องมีแกนเรื่องหลักที่เล่าต่อได้อย่างต่อเนื่อง ให้ทุกคลิป ร่วมกับการใช้อินฟลูเอนเซอร์ และโฆษณาช่วยกันสร้างการจดจำ พร้อมนำผลตอบรับกลับมาปรับวิธีเล่าเรื่อง เพื่อให้ไวรัลหนึ่งครั้งไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่ต่อยอดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าในระยะยาว
การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ด้วย AI
Influencer Marketing เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ Sixtygram กำลังให้ความสำคัญมากที่สุด ผ่านการพัฒนา Sixtyscope แพลตฟอร์มที่คุณมีนอธิบายด้วยแนวคิด Open by Default เพราะแบรนด์ควรมีสิทธิ์เลือกและทำความเข้าใจอินฟลูเอนเซอร์ก่อนตัดสินใจจ้าง โดยไม่จำเป็นต้องเซ็นสัญญากับเอเจนซี่เพียงเพื่อขอดูรายชื่อ Sixtyscope จึงเปิดให้ค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการประมวลผลโปรไฟล์และสถิติได้ฟรี พร้อมระบบคัดกรองและยืนยันตัวตนเพื่อลดความเสี่ยงในการจ้างงาน แบรนด์สามารถบันทึกรายชื่อที่สนใจ โพสต์แคมเปญ เชิญ Creator และติดตามความคืบหน้าได้ ขณะที่ Creator สามารถสมัครงาน ส่งดราฟ ส่งผลงาน และรับค่าตอบแทนผ่านระบบ ทำให้ทั้งสองฝ่ายติดตามการทำงานได้ตั้งแต่เริ่มค้นหาจนถึงส่งมอบงาน
คุณมีนมองว่าในวันที่แบรนด์สามารถเข้าถึงรายชื่ออินฟลูเอนเซอร์ได้เอง บทบาทของเอเจนซี่ที่มีคุณค่าเพียงเพราะถือรายชื่อไว้ฝ่ายเดียวกำลังถูกตั้งคำถาม เพราะแบรนด์อาจเลือกจ้าง KOL Specialist มาบริหารงานเองได้ Sixtygram จึงต้องสร้างคุณค่าจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ การวิเคราะห์ความเหมาะสมของ Creator และระบบจัดการที่สมเหตุผล ทำให้ทุกขั้นตอนโปร่งใส ตั้งแต่ข้อตกลง การแก้ดราฟ ไปจนถึงสถานะการจ่ายเงิน โดยมีเป้าหมายให้ทั้ง SME แบรนด์อีคอมเมิร์ซ และเอเจนซี่เข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น ความทะเยอทะยานของผู้ก่อตั้งคือการพัฒนา Sixtyscope ให้เป็นช่องทางที่แบรนด์ต่างชาติสามารถค้นพบและจ้างอินฟลูเอนเซอร์ไทยได้โดยตรง เปิดโอกาสให้คนทำงานไทยส่งออกทั้งความคิดสร้างสรรค์และบริการโฆษณาสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านระบบที่รวบรวมข้อมูลและขั้นตอนการทำงานไว้ในที่เดียว
AI กับ บริษัทการตลาด
AI กำลังกดดันเอเจนซี่ที่ยังขายงานซ้ำ ๆ เพราะเมื่อเทคโนโลยีช่วยเขียน วิเคราะห์ และผลิตคอนเทนต์ได้เร็วขึ้น คำถามสำคัญคือความคิดของเอเจนซี่ยังมีมูลค่าอยู่ตรงไหน? สำหรับบริษัทเอเจนซี่การตลาดออนไลน์ คำตอบอยู่ที่ความเข้าใจมนุษย์ ทั้งความรู้สึกก่อนตัดสินใจซื้อ ความต้องการที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้คนรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจชีวิตของเขาจริง ๆ งานสร้างสรรค์จึงยังต้องอาศัยมุมมองของมนุษย์ เพราะการใช้ AI ผลิตคอนเทนต์จำนวนมากอาจได้เพียง AI Slop ที่ดูคล้ายกันไปหมดจนไม่มีใครจดจำแบรนด์ได้ แต่ความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ ทีมต้องใช้ข้อมูลทั้งยอดขาย ต้นทุนการได้ลูกค้า และอัตราการซื้อซ้ำ มาตรวจสอบว่าสิ่งที่คิดนั้นได้ผลจริงหรือไม่
ทางแก้ไขคือเหล่าแบรนด์จึงจำเป็นต้องสร้างที่มั่นของตนมากยิ่งขึ้น เพื่อดึงยอดขายละสะสมฐานข้อมูลให้เพียงพอในการประมวลผลกับ AI จากที่เคยขายสินค้าผ่าน Shopee หรือ Lazada ได้แล้ว แบรนด์จะทำให้ลูกค้ากลับมาหาตัวเองได้อย่างไร? Sixtygram มองว่านี่คือคำถามที่ต้องคิดต่อ โดยเว็บไซต์ของ Dr.PONG และ FitWhey เป็นตัวอย่างที่ดี โดยเปิดให้ลูกค้าเลือกสินค้า ใส่ตะกร้า และสั่งซื้อกับแบรนด์ได้โดยตรง ช่องทางของตัวเองจึงทำหน้าที่ได้ทั้งขายสินค้า อธิบายรายละเอียด และพัฒนาความสัมพันธ์หลังการซื้อด้วยข้อมูลที่เราเป็นเจ้าของเต็มรูปแบบ คุณโอเล่าว่า Sixtygram ช่วยลูกค้าหลายรายนำส่วนต่างจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่ลดลงมาจัดโปรโมชัน ของแถม หรือสิทธิสำหรับการซื้อซ้ำ และนำมาทำเป็นคลังข้อมูลเพื่อให้ลูกค้ามีเหตุผลกลับมาสั่งตรง ความสัมพันธ์จึงค่อย ๆ ผูกกับแบรนด์มากกว่าผูกกับหน้าร้านบนแพลตฟอร์มเพียงแห่งเดียวที่วันอื่น เขาอาจไปซื้อกับคู่แข่งของคุณบนแพลตฟอร์มบุคคลที่สามก็ย่อมได้
Digital Marketing Agency vs จ้างทีมการตลาดภายใน
การตัดสินใจว่าจะจ้าง Digital Marketing Agency หรือ จ้างทีมการตลาดภายใน ดีกว่ากัน? ควรดูว่างานแบบไหนต้องอยู่ใกล้ธุรกิจทุกวัน และงานแบบไหนควรใช้ทีมที่มีความเชี่ยวชาญพร้อมอยู่แล้ว ทั้งสองทางมีต้นทุนและภาระรับผิดชอบต่างกัน ดังนี้
บริษัท Digital Marketing Agency
1. กำหนดงบและขอบเขตงานผ่านสัญญา
แบรนด์เลือกสัญญารายแคมเปญหรือรายปีได้ตามลักษณะงาน โดยตกลงสิ่งส่งมอบ งบ ตัวชี้วัด และรอบประเมินตั้งแต่ต้น ช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายและระบุได้ว่างานที่เพิ่มขึ้นต้องใช้งบอีกเท่าไร แทนการขยายทีมประจำก่อนรู้ว่าปริมาณงานจะต่อเนื่องแค่ไหน
2. เข้าถึงหลายความเชี่ยวชาญและแบ่งเบาต้นทุนเครื่องมือ
โปรเจกต์หนึ่งอาจต้องใช้ทั้งกลยุทธ์ SEO โฆษณาสุดจะครีเอทีฟ ทีมโปรดักชั่น และฝูงอินฟลูเอนเซอร์ถล่มในงานเดียวกัน เอเจนซี่จัดผู้เชี่ยวชาญตามช่วงงานได้ พร้อมกระจายต้นทุนระบบที่ใช้ให้บริการหลายโครงการภายใต้เงื่อนไขสิทธิใช้งาน แบรนด์จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนทุกตำแหน่งและทุกเครื่องมือตั้งแต่วันแรก
3. ลดภาระสรรหาและบริหารพนักงานโดยตรง
ในการจ้างบริการ เอเจนซี่ดูแลการสรรหา ฝึกทีม จัดคนทดแทน และภาระการจ้างพนักงานของตน แบรนด์ติดตามคุณภาพผ่านผู้รับผิดชอบโครงการและข้อตกลงงานได้ ส่วนความรับผิดตามกฎหมายยังต้องพิจารณารูปแบบการทำงานจริงและสัญญา ไม่ได้หายไปเพียงเพราะเรียกคู่สัญญาว่าเอเจนซี่
4. มีทีมรับมือเมื่อแคมเปญหรืออินฟลูเอนเซอร์เกิดปัญหา
เอเจนซี่ช่วยคัดกรอง วางข้อกำหนดการทำงาน ตรวจเนื้อหา และเป็นด่านหน้าประสานแก้ไขเมื่อเกิดเหตุ ตั้งแต่ขอแก้งาน พิจารณาระงับเผยแพร่ หาคนทดแทนตามสิทธิในสัญญา ไปจนถึง การดำเนินการทางกฎหมาย แบรนด์ย่อมไม่ได้รับผลกระทบด้านชื่อเสียง เนื่องจากทีมเอเจนซี่จะเป็นด้านหน้าในกระบวนการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นจนจบสัญญา
5. ได้มุมมองจากคนนอกที่กล้าตั้งคำถาม
ทีมภายนอกนำประสบการณ์จากหลายธุรกิจมาตรวจสมมติฐานที่คนในองค์กรอาจคุ้นจนมองข้ามได้ คุณโอมองว่าความเป็นมืออาชีพต้องแสดงผ่านข้อเสนอที่มีเหตุผลและข้อมูลรองรับ รวมถึงกล้าบอกว่างานใดควรหยุด แม้จะเป็นไอเดียที่ผู้มีอำนาจในบริษัทชอบก็ตาม การมีคนนอกและคนกลาง จึงเป็นเรื่องจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพบริษัทในระยะยาว
ทีมการตลาดภายใน
1. เข้าใจสินค้าและลูกค้าจากการทำงานทุกวัน
ทีมภายในใกล้ชิดฝ่ายขาย ฝ่ายพัฒนาสินค้า และบริการลูกค้า จึงรับรู้รายละเอียดที่ไม่ได้อยู่ในบรีฟได้ต่อเนื่อง เหมาะกับธุรกิจที่ต้องอาศัยความรู้เฉพาะสินค้า หรือมีข้อมูลหน้างานเปลี่ยนทุกวันและต้องส่งต่อถึงคนทำการตลาดทันที
2. จัดลำดับงานและเข้าถึงคนตัดสินใจได้ใกล้ชิด
บริษัทปรับลำดับงานของทีมตนเองได้โดยตรง เหมาะกับงานประจำที่แทรกเข้ามาตลอด แต่ความเร็วจะเกิดขึ้นจริงเมื่อมอบอำนาจตัดสินใจชัดเจนด้วย หากทุกโพสต์ยังต้องผ่านผู้อนุมัติหลายคน การมีทีมอยู่ในออฟฟิศเดียวกันก็ไม่ได้ช่วยให้ตลาดรอได้
3. สะสมความรู้และพัฒนาความสามารถไว้ในองค์กร
การมีคนดูแลแบรนด์ต่อเนื่องช่วยเก็บเหตุผลเบื้องหลังการทดลองและความเข้าใจลูกค้าไว้ในทีม บริษัทต้องลงทุนกับการบันทึกงานและจัดสิทธิข้อมูลให้เป็นระบบ เพื่อให้ความรู้นั้นอยู่กับองค์กรต่อได้เมื่อบุคลากรเปลี่ยน ส่วนบัญชีและข้อมูลสำคัญของแบรนด์ควรกำหนดสิทธิให้ชัดไม่ว่าจะเลือกจ้างแบบใด
4. คุ้มค่าได้เมื่อมีงานสม่ำเสมอเพียงพอ
ธุรกิจที่มีปริมาณงานเต็มทีมตลอดปีอาจเฉลี่ยต้นทุนต่อชิ้นงานได้ดีจากทีมประจำ โดยต้องนับรวมเงินเดือน สวัสดิการ อุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ และเวลาพัฒนาคน หากงานขึ้นลงมาก บริษัทก็ยังต้องจ่ายต้นทุนทีมในช่วงที่ใช้งานไม่เต็มกำลัง
5. รับผิดชอบการจ้างและการพัฒนาผลงานระยะยาว
แบรนด์ต้องดูแลทั้งเส้นทางเติบโต การประเมินผลงาน การฝึกทักษะ และหน้าที่ตามกฎหมายแรงงาน ผลงานที่ยังไม่ถึงเป้าจึงเป็นโจทย์ของการบริหารคนควบคู่กับการตลาด เหมาะกับองค์กรที่พร้อมสร้างหัวหน้าทีมและระบบสนับสนุนให้พนักงานพัฒนาต่อได้จริง
ตอนไหนควรจ้าง Digital Marketing Agency
คุณมีนมองว่า ธุรกิจควรเริ่มมองหาเอเจนซี่เมื่อเห็นโอกาสเติบโต แต่ยังเปลี่ยนโอกาสนั้นให้เป็นยอดขายไม่ได้ เช่น สินค้ามีลูกค้าซื้อซ้ำแต่ขยายฐานลูกค้าใหม่ไม่เป็น มีคนสอบถามจำนวนมากแต่ไม่ตัดสินใจซื้อ หรือกำลังเข้าสู่ตลาดใหม่โดยยังไม่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค การเริ่มต้นจากปัญหาที่ชัดเจนช่วยให้เอเจนซี่ทำงานได้ตรงจุด และทำให้เจ้าของธุรกิจประเมินได้ว่าการลงทุนครั้งนี้จะสร้างผลตอบแทนกลับมาอย่างไร แทนการตั้งโจทย์กว้าง ๆ เพียงว่าอยากให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก
ก่อนเริ่มงาน ทั้งคู่จึงอยากให้แบรนด์นำข้อมูลที่มีอยู่จริงมาพูดคุยกัน ตั้งแต่สินค้าที่ขายดี คำถามที่ลูกค้าถามซ้ำ ปัญหาที่ฝ่ายขายพบ ไปจนถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา เพื่อกำหนดเป้าหมายและวัดผลร่วมกัน สำหรับ Sixtygram Agency บทบาทของที่ปรึกษาการตลาดไม่ได้เริ่มจากการเลือกเครื่องมือหรือช่องทางโฆษณา แต่เริ่มจากการช่วยธุรกิจตัดสินใจว่าควรแก้ปัญหาอะไรเป็นอันดับแรก เพราะในวันที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงเครื่องมือเก่ง ๆ ได้ สิ่งที่แบรนด์ต้องการจากเอเจนซี่จึงไม่ใช่แค่คนที่ทำเป็น แต่ต้องเป็นคนที่รู้ว่าควรทำอะไร และพร้อมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon