เมื่อ SMEs ไทยได้สินเชื่อแล้ว ธุรกิจไปต่อได้ไกลแค่ไหน ?

เมื่อ SMEs ไทยได้สินเชื่อแล้ว ธุรกิจไปต่อได้ไกลแค่ไหน ?

ลองนึกถึงร้านอาหารตามสั่งที่เพิ่งเปิดใหม่ 10 ร้าน
อีก 5 ปีข้างหน้า จะมี 3 ร้านที่ปิดตัวไปแล้ว
และพอครบ 10 ปี จะเหลือรอดอยู่แค่ราวครึ่งหนึ่ง
สุดท้ายพอผ่านไป 20 ปี จะเหลือร้านเปิดอยู่ ไม่ถึงหนึ่งในสาม
นี่คือภาพจริงของธุรกิจ SMEs ไทย ซึ่งก็คือกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม อย่างร้านค้า โรงงานเล็ก ๆ และธุรกิจครอบครัว
เวลาพูดถึงปัญหาของ SMEs เรามักได้ยินว่า กู้เงินไม่ได้
แต่ทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) และธนาคารแห่งประเทศไทย อยากรู้ต่อไปอีกขั้นว่า ถ้ากู้ได้แล้ว ธุรกิจดีขึ้นจริงไหม ?
ไทยมี SMEs กว่า 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด ช่วยสร้างงานให้คนราว 13.6 ล้านคน หรือเกือบ 7 ใน 10 ของคนมีงานทำทั้งประเทศ
แต่ช่วงหลังโควิด พลังของ SMEs ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอ่อนลงมาก จากที่เคยช่วยดันการเติบโตของเศรษฐกิจได้ราว 1.9% ต่อปี เหลือแค่ราว 1.0% ต่อปี
โดยงานวิจัยสรุปปัญหาของ SMEs ไว้ 3 ข้อ
- ข้อแรก รอดยาก อย่างที่เล่าไปตอนต้น
- ข้อสอง โตยาก ธุรกิจรุ่นใหม่รายได้เพิ่มในช่วงแรก แต่พอผ่านไปราว 5 ปีก็เริ่มนิ่ง แทบไม่โตต่อ
- ข้อสาม หนี้พอกพูน จำนวนกิจการที่เป็นหนี้เสียติดต่อกันนานเกิน 1 ปี เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
งานวิจัย ได้เทียบความสามารถของ SMEs กับธุรกิจใหญ่ แล้วพบว่า ถ้าดูค่ากลาง SMEs ด้อยกว่าธุรกิจใหญ่ ซึ่งไม่แปลก เพราะธุรกิจใหญ่ซื้อของได้ถูกกว่า เข้าถึงเทคโนโลยีง่ายกว่า และต่อรองได้เก่งกว่า
แต่ถ้าดูเฉพาะ SMEs กลุ่มหัวแถว ฝีมือแทบไม่ต่างจากธุรกิจใหญ่เลย เพียงแต่ตัวเล็กกว่า
คำถามคือ SMEs เก่ง ๆ เหล่านี้กู้เงินจากธนาคารได้ง่ายไหม คำตอบคือ ไม่..
- ใน SMEs ที่เก่งที่สุด 30% แรก มีเพียงราว 1 ใน 5 ที่กู้ธนาคารได้ ขณะที่ธุรกิจใหญ่ในระดับเดียวกันกู้ได้กว่า 60%
- ถ้ากู้ได้ SMEs ยังจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่า ราว 7.8% ต่อปี ส่วนธุรกิจใหญ่จ่ายประมาณครึ่งเดียว
- SMEs ที่มีหนี้กว่า 1 ใน 3 ต้องยืมจากญาติ คนรู้จัก หรือเงินนอกระบบ
- สินเชื่อให้ SMEs หดตัวติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2022 ล่าสุดลดลงราว 4.6% ในขณะที่สินเชื่อให้ธุรกิจใหญ่เพิ่มขึ้นราว 6.6%
ซึ่งปัญหาหนักที่สุด อยู่ที่ธุรกิจหน้าใหม่
ในกลุ่ม SMEs ที่เก่งเหมือนกัน ธุรกิจที่เปิดมาไม่เกิน 5 ปี กู้ธนาคารได้เพียงราว 12% ส่วนธุรกิจที่อยู่มานาน กู้ได้มากกว่าราว 3 เท่า
สาเหตุคือธนาคารไม่มีข้อมูลให้ประเมิน ร้านใหม่ยังไม่มีงบการเงินย้อนหลัง ไม่มีประวัติจ่ายหนี้ และยังไม่มีทรัพย์สินพอจะใช้ค้ำประกัน
ธนาคารจึงใช้อายุธุรกิจกับหลักประกัน มาตัดสินแทน ซึ่งบอกได้แค่ว่าร้านนี้อยู่รอดมาแล้วนานแค่ไหน ไม่ได้บอกว่าร้านนี้จะเก่งแค่ไหนต่อไป
ผลคือร้านที่เก่งแต่ยังใหม่ ต้องรอให้เวลาพิสูจน์ตัวเองก่อน ทั้งที่ช่วงนั้นเองที่เงินทุนช่วยได้มากที่สุด
แล้วถ้ากู้ได้ ธุรกิจดีขึ้นจริงไหม ?
ถ้าเทียบแบบตรง ๆ ธุรกิจที่กู้ได้ดูดีกว่าธุรกิจที่กู้ไม่ได้ ทุกด้าน เช่น การอยู่รอดถึงปีที่ 3 อยู่ที่ 93% เทียบกับ 75%
แต่ตัวเลขนี้ยังหลอกตาได้ เพราะธุรกิจที่ธนาคารยอมให้กู้ มักเป็นธุรกิจที่แข็งแรงกว่าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ได้แปลว่าเงินกู้ทำให้ดีขึ้น
ทีมวิจัยจึงใช้วิธีจับคู่ธุรกิจที่หน้าตาเหมือนกันมากที่สุด 2 ราย ขนาด อายุ รายได้ ฐานะการเงินใกล้เคียงกัน รายหนึ่งได้กู้ อีกรายไม่ได้กู้ แล้วดูว่าหลังจากนั้นทั้งสองรายต่างกันแค่ไหน
ผลที่ได้บอกว่า เงินกู้ช่วยได้จริง แต่ไม่มากเท่าที่เห็นตอนแรก โดยมีข้อสรุปคือ
- ช่วยให้รอด โอกาสอยู่รอดเพิ่มขึ้นราว 4-5 จุดเปอร์เซ็นต์ ฟังดูไม่มาก แต่เมื่อรู้ว่ามี SMEs ราว 3 ใน 10 ที่ปิดตัวภายใน 5 ปี ตัวเลขนี้ก็มีความหมาย
- ช่วยให้เก่งขึ้น ธุรกิจทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นราว 4% และสิ่งที่ช่วยได้จริงคือ เงินทุนหมุนเวียน คือเงินที่ใช้ซื้อวัตถุดิบและจัดการสภาพคล่องประจำวัน ส่วนเงินกู้ระยะยาวสำหรับลงทุนก้อนใหญ่ ยังไม่เห็นผลชัดเจน
- แต่ยังไม่ช่วยให้โต กลุ่ม SMEs ที่ได้เงินกู้ไม่ได้มีรายได้หรือสินทรัพย์โตเร็วขึ้นอย่างชัดเจ
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตอีกข้อที่น่าคิด ในกลุ่มที่มีหนี้ท่วมอยู่แล้ว การได้กู้เพิ่มกลับสัมพันธ์กับโอกาสรอดที่ลดลง สะท้อนว่าเงินกู้ไม่ได้ช่วยทุกคนเสมอไป
ทำไมมีเงินทุนจากสินเชื่อแล้ว ก็ยังไม่โต ?
ทีมวิจัยให้เหตุผลที่เป็นไปได้ไว้ 2 ข้อ
1) เงินกู้อาจเล็กเกินไป
งานวิจัยดูแค่ว่ากู้ได้หรือไม่ ยังไม่ได้ดูว่าวงเงินเท่าไร เป็นไปได้ว่าเงินที่ SMEs ได้ ใช้ประคองธุรกิจได้ แต่ยังไม่พอจะเอาไปขยาย
2) มีอุปสรรคอื่นที่เงินแก้ไม่ได้
เช่น ตลาดที่จำกัด การแข่งขัน และความสามารถในการบริหารธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น
และอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ กฎระเบียบที่ทำให้โตแล้วเสียเปรียบ
อย่างเช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี เกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และสิทธิเข้าร่วมโครงการของรัฐ จำนวนมากผูกอยู่กับขนาดกิจการ พอธุรกิจโตข้ามเส้น ภาษีและภาระเอกสารก็เพิ่มขึ้นทันที
ขณะที่สิทธิประโยชน์หายไปพร้อมกัน บางธุรกิจจึงเลือกไม่โตต่อ แยกร้านออกเป็นหลายบริษัท หรือไม่แจ้งรายได้ทั้งหมด
แล้วจากข้อมูลที่ได้มาจากงานวิจัย ควรช่วย SMEs อย่างไร ?
งานวิจัยเสนอว่าควรช่วยให้ตรงกับช่วงชีวิตของธุรกิจ แทนที่จะใช้เครื่องมือเดียวกับทุกราย
- ช่วงธุรกิจเปิดใหม่ ทำให้ธนาคารเห็นศักยภาพของธุรกิจได้ เช่น ใช้ข้อมูลการรับชำระเงิน ข้อมูลภาษี หรือข้อมูลการค้าขายกับคู่ค้า มาประกอบการพิจารณา พร้อมมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อช่วยลดปัญหาเรื่องหลักประกัน
- ช่วงตั้งหลักได้ รักษาเงินทุนหมุนเวียนให้ไหลต่อเนื่อง และจับคู่กับการช่วยปรับปรุงการผลิตหรือพัฒนาทักษะแรงงาน เพราะเงินจะเปลี่ยนเป็นความเก่งได้ก็ต่อเมื่อ ธุรกิจเอาไปปรับปรุงงานได้จริง
- ช่วงจะโต ต้องมองกว้างกว่าเรื่องเงินกู้ ทั้งเรื่องตลาด การเข้าถึงสินค้าที่ให้กำไรสูงกว่า และการทบทวนกฎที่ทำให้โตแล้วเสียเปรียบ เช่น ค่อย ๆ ลดสิทธิประโยชน์เป็นขั้นบันได แทนที่จะตัดทิ้งทันทีเมื่อข้ามเกณฑ์
นอกจากนี้ ควรแยกให้ออกระหว่างธุรกิจที่แค่ขาดเงินหมุนชั่วคราว กับธุรกิจที่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง
กลุ่มหลังอาจต้องการการปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับรูปแบบธุรกิจมากกว่าเงินกู้เพิ่ม
และควรวัดผลนโยบายให้ตรงช่วง คือช่วงแรกดูที่ว่าธุรกิจรอดไหม ช่วงถัดมาดูว่าทำงานได้ดีขึ้นไหม ช่วงสุดท้ายดูว่ารายได้โตไหม ไม่ควรดูแค่ยอดเงินที่ปล่อยกู้ออกไป
บทสรุปของงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) และธนาคารแห่งประเทศไทย ชิ้นนี้ คือการบอกว่า
เงินกู้เหมือนน้ำมันของรถ ช่วยให้เครื่องยนต์ของธุรกิจเดินต่อได้ และทำงานได้ลื่นขึ้น แต่ถ้าถนนข้างหน้าติดขัด หรือมีกฎให้ขับช้าลงเมื่อรถเริ่มใหญ่ การเติมน้ำมันเพิ่มอย่างเดียว ก็พารถไปได้ไม่ไกลกว่าเดิม
ส่วนที่นโยบายยังทำได้อีกมากคือ การส่งเสริมและช่วยเหลือ SMEs หน้าใหม่ที่เก่งจริง แต่ธนาคารยังมองไม่เห็น เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่เงินทุน จะสร้างความแตกต่างให้กับ SMEs ได้มากที่สุด..
หมายเหตุ : บทความนี้เรียบเรียงจากบทความวิจัย “เกิด เก่ง ก้าว แกร่ง: บทบาทของสินเชื่อในวงจรชีวิตของ SMEs” ของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) โดยทีมผู้เขียนจาก PIER และธนาคารแห่งประเทศไทย (อ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ https://www.pier.or.th/abridged/2026/25/)

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon