สรุปเคส แมนเชสเตอร์ ซิตี ในมุมการเงิน

สรุปเคส แมนเชสเตอร์ ซิตี ในมุมการเงิน

สรุปเคส แมนเชสเตอร์ ซิตี ในมุมการเงิน /โดย ลงทุนแมน
ข่าวใหญ่วงการฟุตบอลช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี ที่โดนคดีข้อหาละเมิดกฎการเงิน
รายละเอียดคดีและข้อฟ้องร้องทั้งหมด หลายคนคงพอรู้ก่อนหน้านี้แล้ว
วันนี้ลงทุนแมนเลยอยากมาเจาะลึกในมุมการเงินที่แมนเชสเตอร์ ซิตี โดนกล่าวหา
เราเรียนรู้อะไรจากเคสนี้ได้บ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในโลกธุรกิจทั่วไป การขาดทุนติดต่อกันหลาย ๆ ปีไม่มีปัญหา ถ้าธุรกิจนั้นอยู่ในช่วงเติบโต หรือบริหารเงินสดของตัวเองให้ดี ๆ
Spotify ขาดทุนติดต่อกัน 18 ปี กว่าจะพลิกกลับมากำไร
Duolingo ขาดทุนติดต่อกัน 11 ปี กว่าจะพลิกกลับมากำไร
Airbnb ขาดทุนติดต่อกัน 9 ปี กว่าจะพลิกกลับมากำไร
Netflix ขาดทุนติดต่อกัน 6 ปี กว่าจะพลิกกลับมากำไร
แต่สำหรับธุรกิจฟุตบอลแล้ว การขาดทุนยาวนานติดต่อกันหลายปีกลายเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎที่เรียกว่า Financial Fair Play หรือ FFP
สำหรับกฎ FFP ในการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของอังกฤษ บอกไว้ว่า สโมสรห้ามขาดทุน 105 ล้านปอนด์หรือราว 4,600 ล้านบาท ติดต่อกัน 3 ปี
ดังนั้นถ้าพูดในอีกมุมหนึ่ง สโมสรฟุตบอลต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ตัวเองไม่ขาดทุนเกินกว่าที่กฎกำหนดไว้
คราวนี้ในมุมของการทำธุรกิจ ถ้าไม่ให้ขาดทุนมากกว่าที่กำหนดไว้ ก็ต้องเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น หรือต้องลดรายจ่ายลงแทน
ซึ่งจุดนี้เอง ทำให้สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี โดนตั้งข้อหาเจตนาเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายของตัวเอง
เริ่มกันที่ฝั่งเพิ่มรายได้
ปกติแล้วหนึ่งในรายได้ของสโมสรฟุตบอล จะมาจากรายได้สปอนเซอร์ต่าง ๆ ที่เข้ามาสนับสนุน แลกกับพื้นที่การตลาดของแบรนด์สปอนเซอร์ต่าง ๆ
นั่นแปลว่า ถ้าเงินจากสปอนเซอร์เข้ามาเท่าไร สโมสรฟุตบอลก็จะบันทึกรายได้ที่เข้ามาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ซิตี ถูกกล่าวหาว่า เงินจากสปอนเซอร์ที่ถูกบันทึกเข้ามาในงบฝั่งรายได้ ไม่ได้มาจากเงินของสปอนเซอร์ 100%
โดยตั้งแต่ฤดูกาล 2009-2010 มาจนถึงฤดูกาล 2017-2018 แมนเชสเตอร์ ซิตี บันทึกรายได้จากสปอนเซอร์ มากถึง 949 ล้านปอนด์
แต่ในจำนวนนี้ มีเพียงรายได้ที่สปอนเซอร์จ่ายเข้ามาจริง ๆ แค่ 119 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นแค่ราว 10% เท่านั้น
แล้วที่เหลือมาจากไหน ?
แมนเชสเตอร์ ซิตี โดนกล่าวหาว่า เงินนั้นมาจากเจ้าของสโมสรอย่างกลุ่ม ADUG ของท่านชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน จากยูเออี
ในมุมการทำธุรกิจฟุตบอล สิ่งนี้ถูกมองว่า เป็นการเอาเปรียบสโมสรอื่น ๆ ได้
เพราะนั่นแปลว่า เจ้าของทีมสามารถใส่เงินลงมาได้แบบเรื่อย ๆ สุดท้ายมันก็จะไม่ยั่งยืน แทนที่จะหารายได้อื่นเข้ามายังสโมสรแทน
เท่านี้ยังไม่พอ แมนเชสเตอร์ ซิตี ยังโดนกล่าวหาอีกว่า มีการใส่รายได้เพิ่มเข้ามาผ่านบริษัทที่สามอีกด้วย
บริษัทนั้นชื่อว่า Fordham ซึ่งทำธุรกิจซื้อลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์นักฟุตบอลไปหารายได้เชิงพาณิชย์ แล้วจ่ายค่าตอบแทนลิขสิทธิ์ให้กับนักฟุตบอลโดยตรงแทน
การทำแบบนี้ ทำให้ Fordham ถูกใช้เป็นช่องทางเพิ่มรายได้ของสโมสรได้อีกทางหนึ่ง เพราะกลุ่มทุนเจ้าของ ก็อาจใส่เงินเข้ามาผ่านช่องทางนี้ได้
นั่นก็คือ ซื้อลิขสิทธิ์จากสโมสรในราคาที่แพงกว่าที่ Fordham ประเมินไว้ โดยให้กลุ่มทุนเจ้าของสโมสรเป็นคนจ่ายส่วนต่างแทน
การทำแบบนี้ ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี โดนกล่าวหาว่าบันทึกรายได้จากการดำเนินงาน 24.5 ล้านปอนด์
เราพูดถึงฝั่งรายได้ไปแล้ว คราวนี้มาดูฝั่งรายจ่ายกันบ้าง
กลับไปที่ Fordham อีกครั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี โดนกล่าวหาว่าใช้บริษัทนี้เพื่อบันทึกค่าใช้จ่ายสโมสรที่ต่ำกว่าความเป็นจริง
เพราะแทนที่ค่าตอบแทนลิขสิทธิ์ให้กับนักฟุตบอลจะถูกจ่ายผ่านสโมสรแล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายโดยตรง แต่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถูกบันทึกในบริษัท Fordham แทน
แมนเชสเตอร์ ซิตี จึงถูกกล่าวหาว่า ค่าใช้จ่ายนี้ที่ถูกผลักไปให้กับ Fordham มากถึง 49.4 ล้านปอนด์ในช่วงฤดูกาล 2009-2010 มาจนถึงฤดูกาล 2017-2018
นอกจากการถูกกล่าวหาว่าใช้ Fordham เพื่อปกปิดรายจ่ายที่ต่ำกว่าความเป็นจริง แมนเชสเตอร์ ซิตี ยังถูกกล่าวหาว่ามีการใช้บริษัทที่สามเพื่อจ่ายค่าตอบแทนให้กับนักฟุตบอล
โดยในช่วงฤดูกาล 2009-2010 มาจนถึงฤดูกาล 2017-2018 แมนเชสเตอร์ ซิตี ใช้วิธีนี้จนผลักค่าใช้จ่ายออกไปจากสโมสรได้รวมกันถึง 16.7 ล้านปอนด์
ทั้งหมดนี้ เมื่อรวมทั้งฝั่งรายได้และรายจ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี ถูกกล่าวหาว่าบิดเบือนจำนวนเงินที่ต้องกระทบกับฐานะการเงินของสโมสรมากถึง 920.6 ล้านปอนด์
ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจมากพอที่จะทำให้ตัวเลขรายได้และกำไรของแมนเชสเตอร์ ซิตี เปลี่ยนแปลงในช่วงหลายฤดูกาลที่ผ่านมาก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเหล่านี้ แมนเชสเตอร์ ซิตีเองก็ยังสามารถอุทธรณ์ได้ และทางพรีเมียร์ลีกก็ยังไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนออกมาหลังคำตัดสินครั้งนี้
แต่ถึงตรงนี้ เราคงเข้าใจและเห็นภาพแล้วว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี โดนกล่าวหาในมุมงบการเงินอย่างไรบ้าง
ซึ่งจริง ๆ แล้วกำไรหรือขาดทุน ก็อาจเป็นแค่ตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าหรืออยู่ได้จริง ๆ คือ กระแสเงินสดที่ตัวเองมีอยู่
เรื่องนี้เลยน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมในโลกธุรกิจฟุตบอลอย่างพรีเมียร์ลีก พยายามกำหนดไม่ให้สโมสรขาดทุนติดต่อกันหลายปี
ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ในโลกธุรกิจอื่นถือเป็นเรื่องปกติที่จะขาดทุนเป็นเวลาหลายปีก่อนพลิกเป็นกำไร
แต่สำหรับการขาดทุนหลายปีของสโมสร อาจตามมาด้วยการจ่ายเงินในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ช้าลง อย่างนักฟุตบอล โคช พนักงาน เพราะต้องหมุนเงินไปจ่ายอย่างอื่น
ร้ายแรงกว่าก็คือ อาจหมุนเงินในสโมสรไม่ทัน จนนำไปสู่ปัญหาอื่นที่ร้ายแรงจนสโมสรต้องล้มละลาย
เมื่อสโมสรล้มละลาย มันไม่ใช่แค่ธุรกิจล้มละลาย แต่หมายถึงความเชื่อมั่นของลีกฟุตบอล และหัวใจของแฟนบอลที่แตกสลายลงเพราะสโมสรที่รักต้องหายไป..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon