
วิเคราะห์ ทำไมกระทรวงการคลัง ได้รับงบมากที่สุด แต่เกือบทั้งหมด เอาไปจ่ายหนี้
วิเคราะห์ ทำไมกระทรวงการคลัง ได้รับงบมากที่สุด แต่เกือบทั้งหมด เอาไปจ่ายหนี้ /โดย ลงทุนแมน
หากถามว่า กระทรวงไหนได้รับงบประมาณมากที่สุด คำตอบเก่าก็อาจเป็นกระทรวงศึกษาธิการ
แต่ในตอนนี้กระทรวงที่ได้รับงบมากที่สุด คือ กระทรวงการคลัง และขึ้นเป็นอันดับ 1 มาแล้ว 3 ปีติด
การที่กระทรวงใดจะได้รับงบประมาณเยอะที่สุด อาจขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย
แต่สำหรับกระทรวงการคลัง ส่วนใหญ่แล้วกลับกลายเป็นการใช้หนี้
แล้วงบประมาณของกระทรวงการคลัง กำลังจะบอกอะไรกับฐานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทย
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในช่วง 3 ปีให้หลัง ที่กระทรวงการคลัง ได้รับงบประมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วถ้าดูไส้ในว่าเอาไปใช้จ่ายอะไร ?
ตอบแบบง่าย ๆ เลยคือ กระทรวงการคลังต้องนำงบประมาณที่ได้รับเกือบทั้งหมด ไปจ่ายหนี้สาธารณะที่เพิ่มมากขึ้นทุกปีนั่นเอง
ตอบแบบง่าย ๆ เลยคือ กระทรวงการคลังต้องนำงบประมาณที่ได้รับเกือบทั้งหมด ไปจ่ายหนี้สาธารณะที่เพิ่มมากขึ้นทุกปีนั่นเอง
หากลองไปดูการกู้เงินและการคืนหนี้ของรัฐบาล ในงบประมาณช่วง 4 ปีล่าสุดพบว่า
- ปีงบประมาณ 2567 รัฐบาลกู้เงินมาเพิ่ม 805,000 ล้านบาท
และคืนหนี้เงินต้น 118,320 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลกู้เงินมาเพิ่ม 865,700 ล้านบาท
และคืนหนี้เงินต้น 150,100 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลกู้เงินมาเพิ่ม 860,000 ล้านบาท
และคืนหนี้เงินต้น 151,200 ล้านบาท
และคืนหนี้เงินต้น 118,320 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลกู้เงินมาเพิ่ม 865,700 ล้านบาท
และคืนหนี้เงินต้น 150,100 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลกู้เงินมาเพิ่ม 860,000 ล้านบาท
และคืนหนี้เงินต้น 151,200 ล้านบาท
และในปีงบประมาณ 2570 ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากสภา
รัฐบาลกู้เงินมาเพิ่ม 788,000 ล้านบาท
และมีแผนคืนหนี้เงินต้น 151,520 ล้านบาท
รัฐบาลกู้เงินมาเพิ่ม 788,000 ล้านบาท
และมีแผนคืนหนี้เงินต้น 151,520 ล้านบาท
จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา รัฐบาลตั้งงบไว้สำหรับคืนหนี้เงินต้นราว 1.5 แสนล้านบาททุกปี ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากว่ามีหนี้เท่าไร แต่มาจากกรอบที่กำหนดไว้ไม่เกิน 4% ของงบประมาณรายจ่ายแต่ละปี
แล้วหนี้ส่วนที่เหลือที่ครบกำหนด มีการจ่ายคืนอย่างไร ?
คำตอบคือ รัฐจะกู้เงินก้อนใหม่มาจ่ายคืนก้อนเก่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลทั่วโลกทำกัน
แต่สิ่งที่ผัดไม่ได้ คือ ดอกเบี้ย
เพราะไม่ว่าหนี้จะถูกต่ออายุไปกี่รอบ รัฐก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเต็มจำนวนทุกปี และเมื่อหนี้โตขึ้นทุกปี ดอกเบี้ยก็โตตาม
อย่างที่เห็นในปีงบประมาณ 2570 ภาระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมพุ่งขึ้นไปแตะ 3.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 4 หมื่นล้านบาทในปีเดียว มากกว่างบทั้งกระทรวงมหาดไทย และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้กระทรวงการคลังกลายเป็นกระทรวงที่ได้รับงบมากที่สุดในประเทศ..
แล้วหนี้เหล่านี้มาจากไหน ?
คำตอบคือ มาจากการที่รัฐบาลต้องกู้เงินมาชดเชยงบประมาณทุกปี
คำตอบคือ มาจากการที่รัฐบาลต้องกู้เงินมาชดเชยงบประมาณทุกปี
เพราะรายได้จากภาษี และเงินจากรัฐวิสาหกิจ ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ตั้งไว้ ติดต่อกันมาหลายปี
ยกตัวอย่าง ปีงบประมาณ 2570
รัฐตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ราว 3.79 ล้านล้านบาท
แต่คาดว่าจะเก็บรายได้ได้เพียง 3 ล้านล้านบาท
ทำให้ต้องกู้เงินมาอีก 7.88 แสนล้านบาท เพื่อชดเชยส่วนที่ขาด
รัฐตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ราว 3.79 ล้านล้านบาท
แต่คาดว่าจะเก็บรายได้ได้เพียง 3 ล้านล้านบาท
ทำให้ต้องกู้เงินมาอีก 7.88 แสนล้านบาท เพื่อชดเชยส่วนที่ขาด
ด้วยหนี้ที่พอกพูนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำให้รัฐบาล ต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับชำระหนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
ซึ่งการจ่ายหนี้นั้น กระทรวงการคลังก็จะเป็นผู้รับผิดชอบ
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ทำให้กระทรวงการคลัง เป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด แซงหน้ากระทรวงศึกษาธิการไป โดย
ปีงบประมาณ 2566
- กระทรวงการคลัง ได้รับงบประมาณ 285,230 ล้านบาท
- กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณ 325,900 ล้านบาท
- กระทรวงการคลัง ได้รับงบประมาณ 285,230 ล้านบาท
- กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณ 325,900 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2570 ที่สภาเพิ่งพิจารณาอนุมัติไปนั้น
- กระทรวงการคลัง ได้รับงบประมาณ 440,900 ล้านบาท
- กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณ 359,600 ล้านบาท
- กระทรวงการคลัง ได้รับงบประมาณ 440,900 ล้านบาท
- กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณ 359,600 ล้านบาท
และถ้าเปรียบเทียบย้อนหลัง คือกระทรวงการคลังจะได้รับงบเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11.5% ต่อปี
ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ จะได้รับงบเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.5% ต่อปีเท่านั้น
ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ จะได้รับงบเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.5% ต่อปีเท่านั้น
โดยงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ปรับขึ้นเพียงน้อยนิด ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนโครงสร้างสังคมไทย ที่เด็กเกิดน้อยลง
ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนว่าเมื่อเงินถูกกันไปจ่ายหนี้มากขึ้น งบของกระทรวงอื่น ๆ ก็มีพื้นที่ให้เติบโตน้อยลงตามไปด้วย
ในขณะที่ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาระผูกพันของประเทศ กลับพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่เพียงพอกับรายได้ที่รัฐบาลได้หามา
ผลสุดท้ายคือ รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณไปเรื่อย ๆ และทำให้รัฐบาลต้องสำรองงบประมาณเพื่อชำระหนี้และดอกเบี้ย ซึ่งกระทรวงการคลังก็เป็นผู้รับจบ
โดยงบประมาณกว่า 4.1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 93% ที่กระทรวงการคลังได้รับ ถูกส่งไปที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. เพื่อชำระหนี้สาธารณะ ที่รัฐบาลได้กู้มาในอดีต ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
และถ้านับภาระหนี้ของรัฐบาลทั้งหมด ในปีงบประมาณ 2570 รัฐต้องกันงบไว้จ่ายหนี้รวมกว่า 462,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 151,520 ล้านบาท และดอกเบี้ยกับค่าธรรมเนียมอีกราว 310,000 ล้านบาท
หรือพูดง่าย ๆ ว่า ทุก 3 บาทที่รัฐจ่ายหนี้ เป็นการจ่ายดอกเบี้ยไปแล้ว 2 บาท
โดยหนี้เหล่านี้ ก็คือหนี้เก่าที่รัฐบาลกู้สะสมมาตลอดหลายปี
โดยหนี้เหล่านี้ ก็คือหนี้เก่าที่รัฐบาลกู้สะสมมาตลอดหลายปี
ทีนี้มาดูกันว่า รัฐบาลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ?
และทำไมรายได้ของรัฐ ถึงไม่เพียงพอกับรายจ่าย และต้องกู้เงินมาเพิ่มทุกปี
และทำไมรายได้ของรัฐ ถึงไม่เพียงพอกับรายจ่าย และต้องกู้เงินมาเพิ่มทุกปี
ก็ต้องบอกว่างบประมาณของรัฐที่วางไว้ให้แต่ละกระทรวง จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
คือ รายจ่ายประจำ และ รายจ่ายลงทุน โดย
คือ รายจ่ายประจำ และ รายจ่ายลงทุน โดย
- รายจ่ายประจำ คือค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องจ่ายเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้ แต่ไม่ได้สร้างสินทรัพย์ใหม่ให้ประเทศ เช่น เงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการ
ไปจนถึงเบี้ยผู้สูงอายุ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)
และยังรวมถึงดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ ที่รัฐต้องจ่ายทุกปีอีกด้วย
และยังรวมถึงดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ ที่รัฐต้องจ่ายทุกปีอีกด้วย
- รายจ่ายลงทุน คือเงินที่นำไปสร้างหรือพัฒนาสิ่งใหม่เพื่อเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว
ซึ่งงบลงทุนก็จะถูกแบ่งไปตามหน้าที่ของแต่ละกระทรวง เช่น
- กระทรวงคมนาคม ใช้สร้างถนน รถไฟ ท่าเรือ และสนามบิน
- กระทรวงมหาดไทย ใช้พัฒนาท้องถิ่น เช่น ถนน ทางเท้า และระบบระบายน้ำ
- กระทรวงศึกษาธิการ ใช้สร้างอาคารเรียน และอุปกรณ์การเรียนรู้
- กระทรวงคมนาคม ใช้สร้างถนน รถไฟ ท่าเรือ และสนามบิน
- กระทรวงมหาดไทย ใช้พัฒนาท้องถิ่น เช่น ถนน ทางเท้า และระบบระบายน้ำ
- กระทรวงศึกษาธิการ ใช้สร้างอาคารเรียน และอุปกรณ์การเรียนรู้
โดยถ้าเราย้อนกลับไปดูสัดส่วนงบลงทุนของประเทศไทย จะเห็นว่า
ปีงบประมาณ 2568 มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุน 24.8%
ปีงบประมาณ 2569 มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุน 22.8%
ปีงบประมาณ 2570 มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุน 20.8%
ปีงบประมาณ 2568 มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุน 24.8%
ปีงบประมาณ 2569 มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุน 22.8%
ปีงบประมาณ 2570 มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุน 20.8%
ในขณะที่รายจ่ายประจำ ขยับขึ้นไปถึง 73.6% ของงบประมาณทั้งหมด
และที่น่าสนใจคือ พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ได้วางหลักไว้ว่า งบลงทุนจะต้องไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณ และต้องไม่น้อยกว่าเงินที่กู้มาชดเชยการขาดดุลในปีนั้น
ในปีงบประมาณ 2570 รัฐกู้เงิน 788,000 ล้านบาท
และตั้งงบลงทุนไว้ 789,171 ล้านบาท
หรือเกินขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดเพียง 1,171 ล้านบาทเท่านั้น
และตั้งงบลงทุนไว้ 789,171 ล้านบาท
หรือเกินขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดเพียง 1,171 ล้านบาทเท่านั้น
พูดง่าย ๆ คือ งบลงทุนของประเทศ ถูกตั้งไว้แค่พอดีกับที่กฎหมายบังคับ ไม่ได้ตั้งตามที่ประเทศต้องการจะพัฒนา
และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น งบลงทุนที่มีอยู่น้อยแล้วก็ยังใช้จ่ายได้ช้ากว่ารายจ่ายประเภทอื่น
ข้อมูลจากกรมบัญชีกลางพบว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 หรือเหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียวก่อนจบปีงบประมาณ
รายจ่ายประจำ ถูกเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 96%
แต่รายจ่ายลงทุน เพิ่งเบิกจ่ายไปได้เพียง 65% เท่านั้น
แต่รายจ่ายลงทุน เพิ่งเบิกจ่ายไปได้เพียง 65% เท่านั้น
นั่นหมายความว่า เงินที่ควรจะถูกใช้สร้างถนน ระบบขนส่ง หรือโครงสร้างพื้นฐาน กว่า 1 ใน 3 ยังไม่ได้ถูกใช้ออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจ
และแน่นอนว่าแนวโน้มในอนาคตของประเทศไทย ก็จะมีสัดส่วนรายจ่ายประจำที่สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากแรงกดดัน 2 ด้านพร้อมกัน คือดอกเบี้ยหนี้ที่โตขึ้นทุกปี และการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
ดังนั้น งบประมาณแผ่นดินในปีต่อ ๆ ไป
ก็จะถูกเจียดไปดูแลรายจ่ายประจำมากขึ้นเรื่อย ๆ
ก็จะถูกเจียดไปดูแลรายจ่ายประจำมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งแค่ 2 รายการหลักในปีงบประมาณ 2570 อย่าง
- สวัสดิการข้าราชการ ทั้งบำเหน็จบำนาญ และค่ารักษาพยาบาล กว่า 5.5 แสนล้านบาท
- หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง อีกราว 2.9 แสนล้านบาท
รวมแค่ 2 รายการนี้ ก็กินงบไปแล้วกว่า 8 แสนล้านบาท
- สวัสดิการข้าราชการ ทั้งบำเหน็จบำนาญ และค่ารักษาพยาบาล กว่า 5.5 แสนล้านบาท
- หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง อีกราว 2.9 แสนล้านบาท
รวมแค่ 2 รายการนี้ ก็กินงบไปแล้วกว่า 8 แสนล้านบาท
นี่ยังไม่รวมเบี้ยผู้สูงอายุ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินอุดหนุนการศึกษา และเงินสมทบประกันสังคม ที่รัฐต้องจ่ายทุกปีอีกด้วย
และรายจ่ายเหล่านี้ มีแต่จะเพิ่มขึ้น เมื่อประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากขึ้นทุกปี
ที่น่ากังวลคือ ทุกวันนี้ รายได้ที่รัฐเก็บได้ทั้งปี ก็แทบไม่พอจ่ายรายจ่ายประจำกับการคืนหนี้แล้ว
หรือพูดง่าย ๆ ว่า งบลงทุนพัฒนาประเทศเกือบทุกบาท ล้วนมาจากเงินกู้
หรือพูดง่าย ๆ ว่า งบลงทุนพัฒนาประเทศเกือบทุกบาท ล้วนมาจากเงินกู้
เมื่อรายจ่ายประจำ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ประเทศไทยยังต้องการรายจ่ายลงทุน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมากขึ้น แต่สิ่งที่สวนทางคือ รัฐบาลไม่สามารถเก็บรายได้ได้มากพอ
ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงิน เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มมากขึ้น
และก่อหนี้สาธารณะในประเทศเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งตอนนี้หนี้สาธารณะไทยก็ขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ที่กฎหมายกำหนดไว้เข้าไปทุกที
และก่อหนี้สาธารณะในประเทศเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งตอนนี้หนี้สาธารณะไทยก็ขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ที่กฎหมายกำหนดไว้เข้าไปทุกที
จนสุดท้ายลูปของการชำระหนี้รัฐ ก็จะมาจบที่กระทรวงการคลัง
โดยจะต้องรับงบประมาณมากขึ้นจากรายได้ของรัฐและเงินกู้
เพื่อไปโปะจ่ายหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่รัฐบาลได้ก่อไว้
โดยจะต้องรับงบประมาณมากขึ้นจากรายได้ของรัฐและเงินกู้
เพื่อไปโปะจ่ายหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่รัฐบาลได้ก่อไว้
โดยงบที่ใช้เป็นรายจ่ายลงทุน หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย ถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับหลังนั่นเอง..