
จัดพอร์ต All Weather สไตล์ เรย์ ดาลิโอ ฉบับคนไม่มีเวลา ด้วย ETF ไม่กี่กอง
ปี 2008 ถือเป็นฤดูหนาวที่โหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่ง ของโลกการลงทุน
จากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Lehman Brothers ล้มละลาย
ก่อนที่ดัชนี S&P 500 จะปิดปีด้วยผลตอบแทนติดลบเกือบ 37%
ก่อนที่ดัชนี S&P 500 จะปิดปีด้วยผลตอบแทนติดลบเกือบ 37%
แต่รู้หรือไม่ว่า มีกองทุนหนึ่ง ผ่านพ้นฤดูหนาวครั้งนั้นไปได้ ด้วยการขาดทุนเพียง 4%
สวนทางกับกองทุนจำนวนมาก ที่ล้วนมีผลการดำเนินงานติดลบไปมากกว่า 50%
สวนทางกับกองทุนจำนวนมาก ที่ล้วนมีผลการดำเนินงานติดลบไปมากกว่า 50%
ที่น่าสนใจคือ การรอดชีวิตในครั้งนี้ ไม่ได้มาจากการทำนายวิกฤติได้แม่นกว่าคนอื่น
กลับมาจากการออกแบบกองทุน ให้ทนทานต่อวิกฤติมาตั้งแต่แรก
กลับมาจากการออกแบบกองทุน ให้ทนทานต่อวิกฤติมาตั้งแต่แรก
กองทุนนี้คือกองทุนอะไร ? และลงทุนอย่างไร ?
จนรอดชีวิตในวิกฤติที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของตลาดการเงินโลก
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จนรอดชีวิตในวิกฤติที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของตลาดการเงินโลก
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
กองทุนนี้มีชื่อว่า Bridgewater All Weather Fund
ก่อตั้งโดยผู้จัดการกองทุนชื่อดัง คุณเรย์ ดาลิโอ
เจ้าของ Bridgewater Associates ที่ต่อมากลายเป็นผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ก่อตั้งโดยผู้จัดการกองทุนชื่อดัง คุณเรย์ ดาลิโอ
เจ้าของ Bridgewater Associates ที่ต่อมากลายเป็นผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จุดเริ่มต้นของ All Weather Fund ต้องย้อนกลับไปในปี 1996
ในตอนนั้น คุณดาลิโอ ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ถ้าวันหนึ่งตัวเขาจากโลกนี้ไป แล้วทรัพย์สินของครอบครัวจะเป็นอย่างไร ?
ในตอนนั้น คุณดาลิโอ ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ถ้าวันหนึ่งตัวเขาจากโลกนี้ไป แล้วทรัพย์สินของครอบครัวจะเป็นอย่างไร ?
โจทย์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาคิดค้นพอร์ตการลงทุน ที่ไม่ต้องพึ่งพาการคาดเดาอนาคต
แล้วเขาก็นำกลยุทธ์ที่ได้ มาตั้งเป็น All Weather Fund
แล้วเขาก็นำกลยุทธ์ที่ได้ มาตั้งเป็น All Weather Fund
โดยจุดตั้งต้นของคุณดาลิโอ คือความเชื่อที่ว่า ไม่มีใครทายทิศทางเศรษฐกิจได้แม่นยำตลอดเวลา
สิ่งที่ทำได้คือ ยอมรับว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่ใน 4 ฤดูกาลเสมอ
และหน้าที่ของนักลงทุนคือ การเตรียมสินทรัพย์ให้พร้อมรับทุกฤดู
และหน้าที่ของนักลงทุนคือ การเตรียมสินทรัพย์ให้พร้อมรับทุกฤดู
ฤดูที่ 1 เศรษฐกิจเติบโต คือช่วงที่ธุรกิจเฟื่องฟู กำไรบริษัทขยายตัว สินทรัพย์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดคือ หุ้น
ฤดูที่ 2 เศรษฐกิจถดถอย คือช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจแผ่วลง คนหนีความเสี่ยงไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า สินทรัพย์ที่ทำผลงานได้ดีคือ พันธบัตรรัฐบาล
ฤดูที่ 3 เงินเฟ้อพุ่งสูง คือช่วงที่ข้าวของแพงขึ้นเร็ว เงินสดเสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ สินทรัพย์ที่ปกป้องมูลค่าได้ดีคือ ทองคำ
ฤดูที่ 4 เงินเฟ้อลดลงหรือทรงตัว คือช่วงที่ราคาสินค้านิ่งหรือลดลง หุ้นและพันธบัตร มักกลับมาทำผลงานได้ดี
เมื่อไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าฤดูไหนจะมาถึงก่อน หรืออยู่นานแค่ไหน
สิ่งที่คุณดาลิโอทำ จึงไม่ใช่การเดา
สิ่งที่คุณดาลิโอทำ จึงไม่ใช่การเดา
แต่คือการถือสินทรัพย์ทั้ง 4 กลุ่มไว้พร้อมกันตั้งแต่ต้น เหมือนเตรียมเสื้อผ้าไว้ในตู้เสื้อผ้าให้ครบทุกฤดูกาล
ซึ่งสัดส่วนพอร์ตแบบผสมทุกสินทรัพย์ของ All Weather Fund คือ (วันที่ 30 กันยายน 2026)
- พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก 70.7%
- หุ้นทั่วโลก 43.6%
- พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ 36.5%
- สินค้าโภคภัณฑ์ 32.7% (รวมทองคำ 9.6%)
- หุ้นทั่วโลก 43.6%
- พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ 36.5%
- สินค้าโภคภัณฑ์ 32.7% (รวมทองคำ 9.6%)
โดยในช่วงแรก All Weather Fund เน้นบริหารเฉพาะทรัพย์สินส่วนตัว และของครอบครัวดาลิโอเท่านั้น
ต่อมาเมื่อผลงานเริ่มเป็นที่ประจักษ์ ก็มีสถาบันใหญ่ ๆ ทยอยขอเข้าร่วมมากมาย
ทั้งกองทุนบำนาญ กองทุนของมหาวิทยาลัย ไปจนถึงกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากหลายประเทศ
ทั้งกองทุนบำนาญ กองทุนของมหาวิทยาลัย ไปจนถึงกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากหลายประเทศ
จนในปี 2011 All Weather Fund มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากถึง 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แล้วนักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเรา จะลงทุนใน All Weather Fund ได้ไหม ?
อย่างที่บอกไปว่า All Weather Fund นั้น ถูกวางไว้ให้เป็น Hedge Fund
ลูกค้าของกองทุนนี้ จึงล้วนเป็นองค์กร หรือไม่ก็นักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น
ลูกค้าของกองทุนนี้ จึงล้วนเป็นองค์กร หรือไม่ก็นักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น
แต่ข่าวดีคือ เราทุกคนก็สามารถจัดพอร์ตเลียนแบบ All Weather Fund ด้วยตัวเองได้แบบง่าย ๆ
โดยอาศัยสัดส่วนที่คุณดาลิโอเคยเปิดเผยไว้ แล้วลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่ซื้อได้ผ่านกระดานหุ้น
โดยอาศัยสัดส่วนที่คุณดาลิโอเคยเปิดเผยไว้ แล้วลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่ซื้อได้ผ่านกระดานหุ้น
ซึ่งพอร์ตจะประกอบด้วยสินทรัพย์ 4 กลุ่มตามฤดูกาลเศรษฐกิจ
ถ้าจะให้เห็นภาพและจำง่ายที่สุดสำหรับคนไม่มีเวลา ลองมองพอร์ตการลงทุน เป็นทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง
ถ้าจะให้เห็นภาพและจำง่ายที่สุดสำหรับคนไม่มีเวลา ลองมองพอร์ตการลงทุน เป็นทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง
1) กองหน้า คือหุ้นสหรัฐฯ มีหน้าที่บุกทำกำไรตอนฤดูเศรษฐกิจเติบโต
โดย ETF ที่ตรงกับกลุ่มนี้คือ IVV (iShares Core S&P 500 ETF) ที่ถือหุ้น 500 บริษัทใหญ่ที่สุดในสหรัฐ
หรืออาจใช้เป็น VOO (Vanguard S&P 500 ETF) และ SPY (State Street SPDR S&P 500 ETF Trust) แทนก็ได้ เพราะอิงตามดัชนี S&P 500 เหมือนกัน
แต่ถ้าอยากกระจายการลงทุนไปทั่วโลก แทนที่จะจำกัดแค่ในสหรัฐฯ
เราก็สลับผู้เล่นไปใช้ VT (Vanguard Total World Stock Index Fund ETF) แทน
เราก็สลับผู้เล่นไปใช้ VT (Vanguard Total World Stock Index Fund ETF) แทน
โดย VT จะกระจายการลงทุนไปในบริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก เกือบ 10,000 แห่งทั่วโลก
2) กองหลังตัวหลัก คือพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว มีหน้าที่รับแรงกระแทกตอนฤดูเศรษฐกิจถดถอยหรือเกิดวิกฤติ เพราะเป็นช่วงที่คนแห่ไปซื้อพันธบัตรกันมากที่สุด
ETF ที่ใช้ได้คือ TLT หรือ iShares 20+ Year Treasury Bond ETF ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีอายุคงเหลือ 20 ปีขึ้นไป
3) กองกลาง คือพันธบัตรรัฐบาลระยะกลาง มีหน้าที่คุมจังหวะ ลดความผันผวนของพอร์ตไม่ให้แกว่งแรงเกินไป
นอกจากนี้ ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านอายุเฉลี่ยของพันธบัตร (Duration) ไม่ให้พอร์ตของเรา ต้องพึ่งพาพันธบัตรระยะยาวมากเกินไป
ETF ที่ใช้ได้คือ IEF หรือ iShares 7-10 Year Treasury Bond ETF ที่ลงทุนในพันธบัตรอายุกลางที่มี Duration สั้นกว่า TLT เกือบครึ่งหนึ่ง คือราว 7-10 ปี
4) ผู้รักษาประตู คือทองคำ มีหน้าที่ป้องกันพอร์ตตอนฤดูเงินเฟ้อพุ่งแรง หรือเกิดสงคราม
ETF ที่ใช้ได้คือ GLD หรือ SPDR Gold Shares ซึ่งเป็น ETF ที่ลงทุนในทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โดย GLD จะมีการถือครองทองคำแท่งจริง และเก็บไว้ในห้องนิรภัยของธนาคารผู้รับฝากทรัพย์สินระดับโลก ซึ่งราคาซื้อขายของ GLD ก็จะล้อตามราคาทองคำโลกโดยตรง
ซึ่งตำแหน่งผู้รักษาประตูนี้ ต้นฉบับของคุณดาลิโอจริง ๆ จะแบ่งลงทั้งทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์
แต่เพื่อความง่ายสำหรับคนไม่มีเวลา เราก็อาจรวมโควตาทั้งหมดมาไว้ที่ทองคำอย่างเดียว
ทำให้พอร์ตทั้งหมด จะเหลือ ETF เพียงแค่ 4 ตัวเท่านั้น
ทำให้พอร์ตทั้งหมด จะเหลือ ETF เพียงแค่ 4 ตัวเท่านั้น
แต่ถ้าใครที่ยังอยากลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์แยกไว้ตามต้นฉบับ ก็อาจเพิ่มกองทุน ETF ที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง DBC หรือ PDBC เข้ามาแทนโควตาจากทองคำได้เช่นกัน
แต่ต้องบอกว่า ETF เหล่านี้ ล้วนจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งนักลงทุนไทยที่อยากลงทุนตรง จะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ กับโบรกเกอร์ไทยที่ให้บริการ แล้วต้องคอย Rebalance สัดส่วนเอง รวมไปถึงอาจมีกลยุทธ์บางอย่างที่ไม่ล้อตามกลยุทธ์ต้นฉบับจริง
แต่สำหรับคนที่ไม่อยากซื้อทีละ 4 กองแล้วมานั่ง Rebalance เอง มีทางลัดกว่านั้น..
โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา State Street ได้จับมือกับ Bridgewater เปิดตัว ETF ชื่อ State Street® Bridgewater® All Weather® ETF หรือ ALLW ซึ่งใช้โมเดลจาก Bridgewater โดยตรง
การซื้อ ALLW เพียงตัวเดียว ก็เท่ากับว่า พอร์ตของเราใช้กลยุทธ์ All Weather ตามแบบต้นฉบับเลย
สรุปแล้ว มี 3 แนวทางหลัก ๆ เพื่อสร้างพอร์ต All Weather ด้วย ETF
1) ถ้าอยากคุมทุกอย่างเอง และจ่ายค่าธรรมเนียมถูกที่สุด ก็ประกอบเองด้วย ETF 4 ตำแหน่ง ผ่านบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ
2) ถ้าอยากได้กลยุทธ์ตรงจาก Bridgewater ในตัวเดียว ไม่ต้อง Rebalance เอง ก็ซื้อ ALLW ผ่านบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแนวทางนี้ สำหรับนักลงทุนไทย จะเจอภาระภาษี 2 ชั้นที่มักถูกมองข้าม
ชั้นแรกคือ กำไรจากการขาย ETF ต่างประเทศ ถ้านำเงินกลับเข้าไทย จะถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได สูงสุดถึง 35%
ชั้นที่สองคือ ประเด็นภาษีมรดกสหรัฐฯ (Estate Tax) ที่อาจถูกเรียกเก็บสูงสุดถึง 40%
ซึ่งถ้าใครไม่อยากปวดหัวเรื่องภาษี มาดูอีกแนวทาง..
3) เลือกลงทุนในกองทุนไทย ที่ไปลงทุนใน ETF เหล่านั้นแทน จะไม่ต้องเจอภาระภาษีทั้งสองชั้นนี้
เพราะในทางกฎหมาย นักลงทุนถือหน่วยลงทุนกองทุนไทย ไม่ได้ถือ ETF สหรัฐฯ โดยตรง
3) เลือกลงทุนในกองทุนไทย ที่ไปลงทุนใน ETF เหล่านั้นแทน จะไม่ต้องเจอภาระภาษีทั้งสองชั้นนี้
เพราะในทางกฎหมาย นักลงทุนถือหน่วยลงทุนกองทุนไทย ไม่ได้ถือ ETF สหรัฐฯ โดยตรง
กำไรจากการขายหน่วยลงทุน จึงได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา และไม่โดนภาษีมรดกสหรัฐฯ ด้วย
ตัวอย่างเช่น การลงทุนผ่าน TLALLWEALTH ซึ่งเป็นกองทุนรวมไทย ที่จะไม่มีประเด็นเรื่องภาษี
TLALLWEALTH ลงทุนในกองทุนหลัก State Street® Bridgewater® All Weather® ETF หรือ ALLW โดยกองนี้ IPO วันที่ 26 - 29 ต.ค. 69
ALLW เป็นกองทุนกระจายการลงทุน ในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก มี Bridgewater Associates เป็นผู้พัฒนาโมเดลพอร์ตให้เหมาะกับทุกสภาวะ โดย State Street จะนำไปพิจารณาลงทุนจริงตามความเหมาะสม
- ลงทุนทั้งหุ้น พันธบัตร ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์
- จัดสรรพอร์ตให้รองรับได้ทุกสภาวะแบบ Active
- ใช้แนวคิด All Weather ของ Ray Dalio
- จัดสรรพอร์ตให้รองรับได้ทุกสภาวะแบบ Active
- ใช้แนวคิด All Weather ของ Ray Dalio
กองทุนรวมได้รับการยกเว้นภาษี Capital Gain เป็นไปตามกฎหมายภาษีของประเทศไทย และไม่มีประเด็นภาษีมรดกสหรัฐฯ
และยังมีแบบลดหย่อนภาษี TLALLWEALTHRMF
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ All Weather สิ่งนี้ก็ไม่ใช่พอร์ตวิเศษที่ชนะทุกฤดูกาล
อย่างปี 2022 ปีที่ทั้งหุ้นและพันธบัตรร่วงพร้อมกัน ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
พอร์ต All Weather ก็ขาดทุนไปราว 20% เพราะสัดส่วนพันธบัตรระยะยาวที่มาก ทำให้อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยขาขึ้น
พอร์ต All Weather ก็ขาดทุนไปราว 20% เพราะสัดส่วนพันธบัตรระยะยาวที่มาก ทำให้อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยขาขึ้น
และในระยะยาว ผลตอบแทนของ All Weather ก็อาจแพ้พอร์ตที่มีแต่หุ้นล้วน ๆ
เพราะอย่างที่บอกไปว่า เป้าหมายของกลยุทธ์ All Weather นั้น ไม่ใช่การหาผลตอบแทนสูงสุด แต่คือความผันผวนต่ำสุดที่ยังพอเห็นการเติบโต
สุดท้ายนี้ ต้องบอกว่าไม่มีใครในโลกนี้ สามารถทายฤดูกาลเศรษฐกิจถัดไปได้แม่นยำ 100% แม้แต่คุณดาลิโอเองก็ตาม
สิ่งที่คุณดาลิโอทำ ไม่ใช่การพยายามทายว่าฤดูไหนจะมาถึงก่อน
ทว่าคือการเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ครบทุกฤดูกาลตั้งแต่ต้น เพื่อที่ไม่ว่าอากาศจะเปลี่ยนไปทางไหน พอร์ตก็ยังยืนอยู่ได้
ทว่าคือการเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ครบทุกฤดูกาลตั้งแต่ต้น เพื่อที่ไม่ว่าอากาศจะเปลี่ยนไปทางไหน พอร์ตก็ยังยืนอยู่ได้
และสำหรับคนที่ไม่มีเวลานั่งเดาว่า เศรษฐกิจปีหน้าจะร้อนหรือหนาว
การมีพอร์ตที่พร้อมรับทุกฤดูกาลตั้งแต่แรก อาจคุ้มค่ากว่าการพยายามทายให้ถูกทุกครั้ง..
การมีพอร์ตที่พร้อมรับทุกฤดูกาลตั้งแต่แรก อาจคุ้มค่ากว่าการพยายามทายให้ถูกทุกครั้ง..
—————-
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนนี้บริหารจัดการโดย บลจ. ทาลิส
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนนี้บริหารจัดการโดย บลจ. ทาลิส
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน และกองทุน RMF สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ภาษีที่ใช้บังคับ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และการปฏิบัติทางภาษีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของผู้ลงทุนแต่ละราย ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ระดับความเสี่ยง : 5
จัดทำ ณ วันที่ 22 ต.ค. 2569
จัดทำ ณ วันที่ 22 ต.ค. 2569
Reference : State Street Documents (22 ต.ค. 2569)