ความเสี่ยงของ NETFLIX คือตัวเอง

ความเสี่ยงของ NETFLIX คือตัวเอง

ถ้าพูดถึงความเสี่ยงของธุรกิจ Netflix หลายคนน่าจะต้องนึกถึง คู่แข่งในธุรกิจสตรีมมิ่งวิดีโอ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเข้ามาแย่งเวลาในชมคอนเทนต์ แต่จริงๆ แล้ว ความเสี่ยงของ Netflix ที่มากสุดในตอนนี้ อาจไม่ใช่ใครที่ไหน แต่กลายเป็นตัวของ Netflix เอง เรื่องนี้เป็นอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ความเสี่ยงของ NETFLIX คือตัวเอง / โดย ลงทุนแมน
ถ้าพูดถึงความเสี่ยงของธุรกิจ Netflix
หลายคนน่าจะต้องนึกถึง คู่แข่งในธุรกิจสตรีมมิ่งวิดีโอ
หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเข้ามาแย่งเวลาในชมคอนเทนต์
แต่จริงๆ แล้ว ความเสี่ยงของ Netflix ที่มากสุดในตอนนี้
อาจไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่กลายเป็นตัวของ Netflix เอง
เรื่องนี้เป็นอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
Netflix ได้ออกมาพูดถึงผลประกอบการและทิศทางในอนาคตของบริษัท
สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 4/2018
รายได้ 132,932 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5% จากไตรมาสที่แล้ว
กำไร 4,252 ล้านบาท ลดลงถึง 66% จากไตรมาสที่แล้ว
ส่วนจำนวนสมาชิกผู้ใช้บริการ
ในประเทศสหรัฐอเมริกามีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 1.53 ล้านคน มาอยู่ที่ประมาณ 60 ล้านคน
ทั่วโลกยกเว้นสหรัฐอเมริกาจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 7.31 ล้านคน มาอยู่ที่ประมาณ 86 ล้านคน
เราจะเห็นว่ายอดผู้ใช้บริการ Netflix ก็ยังคงมีการเติบโตขึ้นอยู่
และในส่วนของรายได้เองก็มีการเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ถ้าเรามาดูในส่วนของกำไรกลับสวนทาง..
แล้วทำไมกำไรของ Netflix ถึงหดตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว?
สาเหตุหลักของเรื่องนี้มาจาก ค่าใช้จ่ายในการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง (Netflix Originals)
ทุกวันนี้ Netflix ใช้เงินลงทุนกับคอนเทนต์ของตัวเองไปมากขนาดไหน?
ปี 2017 อยู่ที่ประมาณ 190,000 ล้านบาท
ส่วน HBO คู่แข่งของ Netflix กลับใช้เพียงแค่ 79,000 ล้านบาทต่างกันถึงประมาณ 2 เท่า
ถ้าคิดว่า Netflix ใช้เงินลงทุนในปี 2017 เยอะแล้ว เราอาจจะคิดผิด..
เพราะในปีถัดมา Netflix ได้ประกาศงบลงทุนในการสร้างคอนเทนต์เพิ่มเป็นกว่า 250,000 ล้านบาท
แล้วการลงทุนที่มากขนาดนี้จะกระทบต่อฐานะการเงินของ Netflix หรือไม่?
ถ้าเรามาดูหนี้สินระยะยาวของ Netflix ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ปี 2016 อยู่ที่ 190,000 ล้านบาท
ปี 2017 อยู่ที่ 300,000 ล้านบาท
ล่าสุดไตรมาส 3/2018 อยู่ที่ 310,000 ล้านบาท
และนอกจากนั้นทางบริษัทยังได้กล่าวว่า
ในส่วนของกระแสเงินสดอิสระ (Free cash flow) เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาคาดว่าจะติดลบสูงถึง 95,000 ล้านบาท
เรื่องนี้จึงทำให้สถานะการเงินของ Netflix มีแนวโน้มที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทเองก็ได้เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น
เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา Netflix ได้ประกาศปรับราคาแพ็กเกจสมาชิกขึ้น 16% เพื่อให้บริษัทสามารถทำกำไรได้สูงขึ้น
แพ็กเกจ ความละเอียด SD จะถูกปรับเพิ่มจาก 8 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 9 ดอลลาร์สหรัฐ
แพ็กเกจ ความละเอียด HD จะถูกปรับเพิ่มจาก 11 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 13 ดอลลาร์สหรัฐ
แพ็กเกจ ความละเอียด UltraHD หรือ 4K จะถูกปรับเพิ่มจาก 14 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 16 ดอลลาร์สหรัฐ
โดยราคาที่ปรับใหม่นี้จะเริ่มทยอยใช้จนครบทั่วโลก
ซึ่งตอนนี้ได้เริ่มใช้ในสหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งหมดนี้เองก็น่าจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกเราได้ว่า
Netflix กำลังใช้เงินจำนวนมากไปกับการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง
จุดเด่นของ Netflix Originals คือ ส่วนใหญ่แล้วจะจำกัดช่องทางการฉายอยู่เพียงแค่ใน Netflix ที่เดียวเท่านั้น
ถ้าคอนเทนต์ที่สร้างมาประสบความสำเร็จ ผู้ใช้บริการก็อาจมีจำนวนเพิ่มขึ้น และตามมาด้วยกำไรที่เติบโตขึ้น
ในทางกลับกัน ถ้าคอนเทนต์ไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ใช้บริการของ Netflix ก็อาจจะไม่เติบโต
สิ่งที่ Netflix ลงทุนไปก็กลายเป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับบริษัทแทน
เรื่องนี้จึงกลายเป็นเหมือนกับดาบสองคม
และเป็นความเสี่ยงที่ Netflix เป็นคนสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง..
----------------------
แล้วรายได้ของ Netflix เมื่อเทียบกับ HBO เป็นอย่างไร https://www.blockdit.com/articles/5bfe0ecf6571744e15071ad7